แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์น้ำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์น้ำ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

ปลาสเตอร์เจียน


อาณาจักร Animalia

ไฟลัม Chordata

ชั้น Actinopterygii

อันดับ Acipenseriformes

วงศ์ Acipenseridae

Linnaeus, ค.ศ. 758

ปลาสเตอร์เจียน (Sturgeon) ปลากระดูกแข็งขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ในอันดับปลาฉลามปากเป็ดหรืออันดับปลาสเตอร์เจียน(Acipenseriformes) อาศัยได้อยู่ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และทะเล เมื่อยังเล็กจะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด ทะเลสาบหรือตามปากแม่น้ำ แต่เมื่อโตขึ้นจะว่ายอพยพสลงสู่ทะเลใหญ่ และเมื่อถึงฤดูวางไข่ก็จะว่ายกลับมาวางไข่ในแหล่งน้ำจืด

สเตอร์เจียน เป็นปลาที่มนุษย์ใช้เป็นอาหารมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข่ปลา ที่เรียกว่า ไข่ปลาคาเวียร์ (Caviar) ซึ่งนับเป็นอาหารราคาแพงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก


สเตอร์เจียน มีรูปร่างคล้ายปลาฉลาม มีหนามแหลมสั้น ๆ บริเวณหลังและเส้นข้างลำตัว (Llateral line) มีหนวดทั้งหมด 2 คู่อยู่บริเวณปลายจมูก ปลายหัวแหลม ปากอยู่ใต้ลำตัว หากินตามพื้นน้ำโดยอาหารได้แก่ สัตว์น้ำขนาดเล็กต่าง ๆ สเตอร์เจียนจะพบแต่เฉพาะซีกโลกทางเหนือซึ่งเป็นเขตหนาวเท่านั้น ได้แก่ ทวีปเอเชียตอนเหนือ ทวีปยุโรปตอนเหนือ ทวีปอเมริกาเหนือตอนเหนือ สถานะปัจจุบันของปลาชนิดนี้ในธรรมชาติใกล้สูญพันธุ์เต็มที แต่ปัจจุบันสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในบางชนิด

สเตอร์เจียน มีทั้งหมด 27 ชนิด (Species) ใน 3 สกุล (Genus) โดยชนิดที่ใหญ่ที่สุดคือ สเตอร์เจียนขาว (Huso huso) พบในรัสเซีย สามารถโตเต็มที่ได้ถึง 5 เมตร หนักกว่า 900 กิโลกรัม และมีอายุยืนยาวถึง 210 ปี นับเป็นปลาที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลก เท่าที่มีการบันทึกมา และเป็นชนิดที่ให้ไข่รสชาติดีที่สุดและแพงที่สุดด้วย ส่วนชนิดที่เล็กที่สุดคือ สเตอร์เจียนแคระ (Pseudoscaphirhynchus hermanni) ที่โตเต็มที่มีขนาดไม่ถึง 1 ฟุตเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้แล้ว สเตอร์เจียนยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย

จากเว็บ วิกิพีเดีย

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ปลาชะโด


ชื่อไทย ชะโด, แมลงภู่, อ้ายป๊อก

ชื่อสามัญ GIANT SNAKE-HEAD FISH

ชื่อวิทยาศาสตร์
Channa micropeltes

ถิ่นอาศัย
ในแม่น้ำ และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

อาหาร สัตว์น้ำต่าง ๆ ขนาด ความยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร

ประโยชน์
ปลาเศรษฐกิจสำคัญ เมื่อปลามีขนาดเล็กใช้เลี้ยงเป็นปลาสวยงามโดยมีชื่อเรียกว่า "ปลาตอร์ปิโด" ส่วนปลาที่มีขนาดใหญ่ใช้บริโภคมีรสชาติดีเยี่ยม

ที่มา www.moohin.com

ปลาอีดูด


ชื่อไทย ลูกผึ้ง, ผึ้ง, อีดูด

ชื่อสามัญ SIAMESE GYRINOCHELLID

ชื่อวิทยาศาสตร์
Gyrinocheilus aymonieri

ถิ่นอาศัย
ชอบรวมกันเป็นฝูงใหญ่ ๆ ตามชายฝั่งที่มีน้ำไหลและน้ำนิ่ง พบชุกชุมในฤดูฝน มีอยู่ทั่วไปในที่ราบลุ่มภาคกลางแถบจังหวัดภาคเหนือตอนล่างแถบจังหวัด สุโขทัย และภาคกลาง นครสวรรค์ เพชรบุรี และกาญจนบุรี ภาคอีสานพบมาในแม่น้ำโขง และทางปักษ์ใต้พบที่สงขลา

อาหาร
ตะไคร่น้ำ เศษพืช และสัตว์ที่เน่าเปื่อย เป็นอาหาร

ขนาด
มีความยาว 20-26 เซนติเมตร

ประโยชน์
มีในบางท้องถิ่นนำมาปรุงเป็นอาหารและนิยมเลี้ยงรวมกับปลาสวยงามอื่น ๆ เพราะเป็นปลาที่กินตะไคร่น้ำซึ่งเกาะตามกระจกได้ดี ทำให้ตู้ปลาสะอาดอยู่เสมอ



ที่มา www.moohin.com

ปลาหมอตาล


ชื่อไทย หมอตาล, อีตาล, ใบตาล, วี, จูบ

ชื่อสามัญ TEMMINCK'S KISSING GOURAMI

ชื่อวิทยาศาสตร์ Helostoma temmicki

ถิ่นอาศัย
พบแพร่กระจายอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน่าน มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปบางแห่งเรียกอีตาล บางทีเรียกใบตาลบ้าง หมอตาลบ้าง ทางภาคใต้พบที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวปักษ์ใต้รู้จักกันในนามของวี

อาหาร พันธุ์ไม้น้ำ แมลงน้ำ

ขนาด
ทั่วไปยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ประโยชน์ เนื้อปลาใช้เป็นอาหาร เป็นที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม

ที่มา : กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ปลาสังกะวาดเหลือง


ชื่อไทย สังกะวาดเหลือง

ชื่อสามัญ SIAMENSIS PANGASIUS

ชื่อวิทยาศาสตร์
Pangasius macronema


ถิ่นอาศัย
อยู่ในแหล่งน้ำไหลเป็นส่วนใหญ่จะพบเห็นได้บ้างตามหนองและบึง แต่มีจำนวนไม่มากนัก มีอยู่ชุกชุมในภาคกลาง บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา


ลักษณะทั่วไป
เป็นปลาที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มประมาณกลุ่มละสิบตัว รูปร่างคล้ายปลาสวาย แต่มีขนาดเล็ก ลำตัวยาวเรียวและมีหนวดยาว โดยเฉพาะหนวดคู่ที่มุมปากปลายหนวดยาวเลยฐานของครีบท้อง ชอบหากินอยู่ตามผิวน้ำ ลำตัวยาวเรียวว่ายน้ำได้รวดเร็วและปราดเปรียว ลำตัวมีสีขาว ด้านสันหลังเป็นสีเทาคล้ำครีบหามีแถบสีดำ ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะภายนอกเหมือนกัน


อาหารธรรมชาติ
ชอบกินซากของพืชและซากของสัตว์ที่เน่าเปื่อย รวมทั้งผลไม้สุกงอมที่เน่าเปื่อย


สถานภาพ (ความสำคัญ)
เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ

ปลาสร้อยขาว


ชื่อไทย สร้อยขาว สร้อยหัวกลม สร้อย

ชื่อสามัญ
JULLIEN'S MUD CARP

ชื่อวิทยาศาสตร์ Henicorhynchus siamensis

ถิ่นอาศัย มีอยู่ทั่วไปตามแม่น้ำลำคลองและหนองบึงทั่วทุกภาคของประเทศ

ลักษณะทั่วไป ลำตัวยาวเพรียว แบนข้าง ปากมีขนาดเล็ก กึ่งกลางของริมปากล่างมีปุ่มกระดูกยื่นออกมา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของปลาในสกุลนี้ ไม่มีหนวด ตามปกติปลาชนิดนี้จะหากินรวมเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อถึงฤดูฝนปลาจะรวมตัวกันฝูงใหญ่ ๆ เพื่ออพยพออกหนองบึงไปหาที่เหมาะสมในการผสมพันธุ์วางไข่ อันได้แก่บริเวณทุ่งนาและที่ลุ่มซึ่งมีน้ำฝนท่วมขังอยู่ ลูกปลาจะหาอาหารเลี้ยงตัวและเจริญเติบโตอยู่ในแหล่งน้ำเหล่านั้น ครั้นถึงปลายฤดูหนาว น้ำเริ่มแห้งขอดลง ปลาสร้อยก็จะเดินทางออกจากแหล่งหากินลงสู่แม่น้ำลำคลอง และรวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่ ๆ ลอยหัวอยู่ตามผิวน้ำ ในช่วงนี้จะจับปลาสร้อยได้ครั้งละมาก ๆ สาเหตุที่ทำให้ปลาลอยตัวอยู่ตามผิวน้ำนั้น อาจจะเป็นเพราะออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำมีปริมาณค่อนข้างต่ำ ทำให้ปลาต้องขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำ อาการเช่นนี้ ชาวประมง เรียกว่า "ปลาเมาน้ำ"

การสืบพันธุ์ ช่วงฤดูผสมพันธุ์และวางไข่แตกต่างกันไปตามสถานที่และปัจจัยทางสภาพแวดล้อม มีไข่แบบครึ่งลอยครึ่งจม วางไข่บริเวณที่มีกระแสน้ำไหล โดยจะอพยพเป็นฝูงทวนกระแสน้ำไปวางไข่บริเวณลำน้ำหรือต้นน้ำ ขณะที่ปลาผสมพันธุ์จะมีการส่งเสียงร้องซึ่งสามารถได้ยินอย่างชัดเจน

อาหารธรรมชาติ กินพวกพืชน้ำและแมลงน้ำ สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ปลาสวาย


ชื่อไทย สวาย

ชื่อสามัญ STRIPED CATFISH

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pangasianodon hypophthalmus

ถิ่นอาศัย พบเห็นตามแม่น้ำลำคลอง ในที่ร่มใกล้พืชพรรณไม้น้ำ หรือบริเวณใต้แพกร่ำ หรือใต้กอผักตบชวานับแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปจนถึงจังหวัดนครสวรรค์และในลำน้ำโขง

ลักษณะทั่วไป เป็นปลาน้ำจืดที่ไม่มีเกล็ด ชอบอยู่รวมฝูง อยู่ในสกุลเดียวกับปลาเทโพ มีรูปร่างลักษณะและขนาดตลอดจนถึงความเป็นอยู่คล้ายปลาเทโพ ลำตัวเรียวยาว ด้านข้างมีสัณฐานอวบกลม มีสันหลังค่อนข้างตรง ส่วนหน้าจะลาดลงไปจนถึงบริเวณปาก หน้าทู่ ปากกว้าง มีหนวดสั้น 2 คู่ ลำตัวมีสีนวลขาวบริเวณหลังมีสีหม่นเข้ม บริเวณครีบจะมีสีเหลืองอ่อน แต่ปลายหางครีบหลังและครีบอกจะมีสีค่อนข้างหม่น ปลาสวายขนาดเล็กจะมีแถบสีดำพาดตามลำตัว

การสืบพันธุ์ ปลาสวายจะมีไข่แบบจมติดกับวัตถุ เพาะพันธุ์โดยการฉีดฮอร์โมน หลังฉีดฮอร์โมน 12 ชั่วโมง ทำการผสมเทียม โดยใช้ วิธีแห้งแบบดัดแปลง


อาหารธรรมชาติ กินซากสัตว์และซากพืชที่เน่าเปื่อยรวมทั้งวัชพืช ลูกหอย หนอน ไส้เดือน
สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ

ปลาหมูขาว


ชื่อไทย หมูขาว

ชื่อสามัญ Yellow - Tail botia

ชื่อวิทยาศาสตร์ Botia modesta

ลักษณะทั่วไป ปลาหมูขาวมีลักษณะลำตัวจากปลายจะงอยปากถึงโคนครีบหางเป็น 2.5 - 2.9 เท่าของความกว้างลำตัว ลำตัวเป็นสีเทาหรือเทาอมเขียว บริเวณด้านหลังสีเข้มกว่าลำตัว ด้านท้องสีอ่อนหรือขาว บริเวณโคนหางมีจุดสีดำ จะงอยปากค่อนข้างยาว ปลายจะงอยปากมีหนวด 2 คู่ และมุมปากมีหนวดอีก 1 คู่ ปากอยู่ปลายสุดและอยู่ในระดับต่ำ ส่วนหัวมีหนามแหลมปลายแยกเป็น 2 แฉก ครีบทุกครีบไม่มีก้าน ครีบแข็ง ครีบหลัง ครีบก้น และครีบหางมีสีเหลืองจนถึงสีส้มหรือแดง เฉพาะครีบหางจะมีสีสดกว่าครีบอื่น ๆ ครีบอกและครีบท้องมีสีเหลืองจาง ครีบหลังมีจำนวนก้านครีบ 9 อัน ครีบก้น 8 อัน ครีบอก 12 - 15 อัน และครีบท้อง 7 - 9 อัน ปลาหมูขาวมีขนาดใหญ่ที่สุดในสกุลปลาหมูที่พบในประเทศไทย เท่าที่เคยพบมีขนาด 23.5 เซนติเมตร แต่ขนาดที่พบโดยทั่วไปมีความยาวเฉลี่ย 10 - 25 เซนติเมตร ลักษณะของลูกปลาหมูขาวขนาดเล็กจะแตกต่างกับปลาชนิดอื่นๆ คือ ส่วนหลังจะโค้งลาดเหมือนพ่อแม่ปลา และบริเวณกลางลำตัวจะมีลักษณะสีดำทอดไปตามความยาวของตัวปลา เมื่ออายุได้ 45 - 60 วัน และแถบสีดำที่พาดขวางลำตัวจะหายไปเมื่อลูกปลาโตขึ้นหรือมีอายุประมาณ 5 เดือน บุญยืนและวัฒนา (2533)

อาหารธรรมชาติ ได้แก่ ตัวอ่อนของแมลงในน้ำ ตัวหนอน สัตว์น้ำขนาดเล็กอื่นๆ และซากสัตว์
สถานภาพ(ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ



จากเว็บ http://www.doae.go.th/pramong/defi/Yellow.htm

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ปลาสลาด


ชื่อไทย สลาด ฉลาด ตอง หางแพน วาง

ชื่อสามัญ GREY FEATHER BACK

ชื่อวิทยาศาสตร์ Notopterus notopterus

ถิ่นอาศัย พบตามแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึงและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและสะอาด มักอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ๆ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นที่พบ เช่น ภาคเหนือเรียก “หางแพน” แต่ชาวแม่ฮ่องสอนเรียกว่า “ปลาวาง” ภาคอีสานมีชื่อว่า “ปลาตอง”

ลักษณะทั่วไป เป็นปลาน้ำจืดซึ่งมีรูปร่างเหมือนปลากรายแต่มีขนาดเล็กกว่า ลักษณะแตกต่างที่เด่นชัด คือ ปลาสลาดไม่มีจุดสีดำเหนือครีบก้นเหมือนอย่างปลากราย ปลาสลาดมีลำตัวเป็นสีขาวเงินปนเทา ปากกว้างไม่เกินขอบหลังของลูกตา ครีบหลังและครีบอกมีขนาดใกล้เคียงกัน ครีบท้องมีขนาดเล็กมาก ครีบก้นและครีบหางเชื่อมติดกันเป็นแผ่นเดียวกัน

อาหารธรรมชาติ กินลูกกุ้ง ลูกปลาและแมลงน้ำ

สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ



จากเว็บ http://www.doae.go.th/pramong/defi/GREY.htm

ปลาสร้อยเกล็ดถี่


ชื่อไทย สร้อยเกล็ดถี่ เรียงเกล็ด นางเกล็ด

ชื่อสามัญ WHITELADY CARP

ชื่อวิทยาศาสตร์ Thynnicnthys thynnoides

ถิ่นอาศัย พบมากในแม่น้ำลำคลองและในแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งแม่น้ำทางภาคเหนือของประเทศไทย ชอบรวมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณกลุ่มละ 8 - 10 ตัว

ลักษณะทั่วไป ลำตัวยาวเรียว รูปร่างคล้ายกับปลาลิ่น เกล็ดมีขนาดเล็ก บางและหลุดง่าย สีของเกล็ดมีสีขาวเงิน เป็นประกายเมื่อถูกแสงสว่าง เพศผู้และเพศเมียมีลักษณะเหมือนกัน

อาหารธรรมชาติ ชอบกินแมลงน้ำ ตะไคร่น้ำ และตัวอ่อนของแมลงน้ำ
สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ


จากเว็บ http://www.doae.go.th/pramong/defi/WHITELADY.htm

ปลาเนื้ออ่อน


ชื่อไทย เนื้ออ่อน แดง นาง

ชื่อสามัญ WHISKER SHEATFISH

ชื่อวิทยาศาสตร์ Micronema bleekeri

ถิ่นอาศัย
มีอยู่ชุกชุมตลอดลำน้ำเจ้าพระยา ปากน้ำโพ แม่น้ำป่าสัก ในแม่น้ำโขงก็พบชุกชุม จับได้มากในฤดูน้ำลดช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม และภาคใต้พบในแม่น้ำตาปีใกล้บ้านดอน มักชอบอยู่ในบริเวณน้ำลึก ๆ

ลักษณะทั่วไป เป็นปลาน้ำจืดที่อยู่ในวงศ์ปลาเนื้ออ่อน ไม่มีเกล็ด รูปร่างด้านข้างแบนมาก ลำตัวยาวเรียว ท่อนหางโค้งงอเล็กน้อย แต่ตอนหัวกว้าง มีหนวด 4 เส้น ไม่มีครีบหลัง ส่วนครีบไขมันก็ไม่มีเช่นกัน ครีบก้นยาวมีก้านครีบอ่อนประมาณ 80 ก้าน

อาหารธรรมชาติ กินลูกกุ้ง หนอน แมลงและจุลินทรีย์ขนาดเล็ก
สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ


จากเว็บ http://www.doae.go.th/pramong/defi/WHISKER.htm

ปลาเทโพ


ชื่อไทย เทโพ หูหมาด

ชื่อสามัญ BLACK EAR CATFISH

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pangasius larnaudii

ถิ่นอาศัย แต่เดิมมีชุกชุมในลำน้ำเจ้าพระยา ในปัจจุบันมีจำนวนลดน้อยลง ในภาคอีสานพบในแม่น้ำโขง ชาวบ้านเรียก ปลาหูหมาด

ลักษณะทั่วไป เป็นปลาไม่มีเกล็ดขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายกับปลาสวาย เพราะเป็นปลาในสกุลเดียวกันมีหัวโตหน้าสั้นทู่กว่าปลาสวาย ลำตัวยาวและด้านข้างแบน นัยน์ตาค่อนข้างโตและอยู่เหนือมุมปาก ปากกว้าง มีฟันซี่เล็กแหลมคมอยู่บนขากรรไกรทั้งสองข้าง มีหนวดเล็กและสั้นอยู่ที่ริมปากบนและมุมปากแห่งละหนึ่งคู่ กระโดงหลังสูงและมีก้านเดี่ยวอันแรกเป็นหนามแข็ง ครีบหูมีเงี่ยงแหลมแข็งข้างละอัน มีครีบไขมันอยู่ใกล้กับโคนครีบหาง ครีบหางมีขนาดใหญ่ปลายเป็นแฉกลึก ลำตัวบริเวณหลังมีสีดำคล้ำหรือสีน้ำเงินปนเทา หัวสีเขียวอ่อน ท้องสีขาวเงิน มีจุดสีดำขนาดใหญ่เหนือครีบหู

อาหารธรรมชาติ กินสัตว์น้ำที่ขนาดเล็กกว่าและซากของสัตว์

สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ


จากเว็บ http://www.doae.go.th/pramong/defi/BLACKEAR.htm

ปลากราย


ชื่อไทย กราย หางแพน ตองกราย

ชื่อสามัญ SPOTTED FEATHERBACK

ชื่อวิทยาศาสตร์ Chitala ornata

ถิ่นอาศัย อาศัยในบริเวณที่มีกิ่งไม้ใต้น้ำหรือพรรณพืชน้ำค่อนข้างหนาแน่น อยู่เป็นฝูงเล็ก พบทั่วไปตามแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึงขนาดใหญ่ ตั้งแต่แม่น้ำแม่กลองจนถึงแม่น้ำโขง ภาคเหนือเรียกว่าปลาหางแพน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่าปลาตองกราย

ลักษณะทั่วไป เป็นปลาน้ำจืดที่มีรูปร่างแปลกกว่าปลาอื่น คือ ลำตัวด้านข้างแบนมาก ท้องแบนเป็นสันมีหนามแหลมแข็งฝังอยู่เป็นคู่ ๆ จำนวนหลายคู่ จะงอยปากสั้นทู่ นัยน์ตาเล็ก ปากกว้างมาก มุมปากอยู่เลยขอบหลังลูกตา ในตัวเต็มวัยส่วนหน้าผากจะหักโค้ง ส่วนหลังจึงโก่งสูง มีฟันเล็กและแหลมอยู่บนขากรรไกรทั้งสองข้าง ในวัยอ่อนมีสีเป็นลายเสือคล้ายปลาสลาด แต่จะเปลี่ยนเป็นสีเทาเงิน และมีจุดดวงสีดำขอบสีขาวเรียงเป็นแถวที่ฐานครีบก้น จำนวน 3-200 จุด ปลากรายชอบผุดขึ้นมาทำเสียงที่ผิวน้ำแล้วม้วนตัวกลับให้เห็นข้างสีเงินขาว

อาหารธรรมชาติ แมลงน้ำ ลูกกุ้ง ปลาผิวน้ำตัวเล็ก ๆ เช่น กระทุงเหว เสือ ซิว และสร้อย
สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ



จากเว็บ http://www.doae.go.th/pramong/defi/SPOTTED.htm

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กุ้งฝอย


กุ้งฝอยเป็นกุ้งน้ำจืดขนาดเล็ก

วงศ์ Palaemonidae

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobachium lanchesteri De Man Lanchester ตั้งชื่อว่า Palaemon paucideno จนกระทั่ง De Man ได้ศึกษาลักษณะและเรียกว่า Palaemon (Eupalaemon) lanchesteri ต่อมา Holithius (1950) ได้ทบทวน ลักษณะ อนุกรมวิธานแล้วให้ชื่อว่า Palaemon lanchesteri ลักษณะรูปร่างมีลำตัวใส เปลือกหุ้มตัวบาง ขนาดความยาวกุ้งฝอยอยู่ระหว่าง 15–54 มิลลิเมตร ขาคู่ที่สองของเพศผู้เรียบ ด้านในนิ้วหนีบมีหยักเล็ก 2 หยักอยู่ชิดทางต้นโคนนิ้ว กรีสั้นกว่าแผ่นหนวดของหนวดคู่ที่สอง (scaphocerite) เล็กน้อย มีรอยหยักข้างบน + 5–9 หยัก และมีรอยหยักข้างล่าง 2–4 หยัก หลังวงขอบตามีหยัก 3 หยัก

กุ้งฝอยพบได้ทั่วไปตามแม่น้ำและคลองต่างๆ ในประเทศไทย มักซ่อนตัวอยู่ตามใต้ก้อนหินระหว่างพันธุ์ไม้น้ำต่างๆ ตามปกติจะพบกุ้งฝอยอยู่ในน้ำลึก ไม่เกิน 1 เมตร ในบริเวณที่มีพวกอินทรียสารทับถมกันมากๆ ปริมาณกุ้งฝอยที่พบในรอบปีหนึ่งจะมีมากตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกุมภาพันธ์และจะมี มากที่สุดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม

กุ้งฝอยนับเป็นกุ้งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง สามารถที่จะซื้อมารับประทานได้ในราคาถูกกว่ากุ้งชนิดอื่นๆ และมีคุณค่าทางอาหารสูง ส่วนประกอบทางเคมีของกุ้งฝอย คือให้ความร้อน 75 แคลอรีต่อน้ำหนัก 100 กรัม ความชื้น 79.4% ไขมัน 0.88–1.2% โปรตีน 15.46–15.8% เถ้า 3.02% คาร์โบไฮเดรต 1% นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กส่วน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี ไม่พบ

จุลินทรีย์ที่พบในกุ้งส่วนมากเป็นพวก psychrophile (ชอบเจริญที่อุณหภูมิต่ำ) และ mesophile (ชอบเจริญที่อุณหภูมิ 10–40 ํ ซ.) ซึ่งเป็นแบคทีเรียในน้ำ และอาจติดตัวกุ้งมาได้แก่ Pseudomonas, Achromobacter และ Alcaligenes ในกุ้งสดพบว่ามีจำนวนแบคทีเรีย 1.3 x 106 ถึง 3.0 x 106 โคโลนีต่อน้ำหนักกุ้ง 1 กรัม แบคทีเรียที่พบมี Acinetobacter, Moraxella, Flavobacterium, Pseudomonas, แบคทีเรียรูปกลมแกรมบวก และ Bacillus sp. ไม่พบยีสต์ นอกจากนี้ยังตรวจพบ Coryneform, Micrococcus และ Lactobacillus sp. อีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กั้ง


กั้งตั๊กแตนเป็นสัตว์ทะเลจำพวกกุ้ง เติบโตโดยการลอกคราบ ชอบอาศัยฝังตัวอยู่ตาม พื้นโคลน และบริเวณปากแม่น้ำ ชนิดที่พบบ่อยและมีขนาดใหญ่ที่สุด คือกั้งตั๊กแตนสีน้ำเงิน ( Silver Mantis Shrimp ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Harpiosquilla raphidea ( Fabricius) จัดอยู่ในวงศ์ Squillidae ลำตัวสีเงิน มีลักษณะลำตัวแบน ด้านบนโค้ง ขาเดินมี 3 คู่ไม่เป็นก้ามหนีบ ระยางค์ของส่วนท้อง ซึ่งมี 5 คู่ จะช่วยในการว่ายน้ำ มีเหงือกใช้หายใจเหมือนกุ้งทั่วๆไป ความยาวตั้งแต่หัวถึงหางเฉลี่ย 30 เซนติเมตร มีตาใสสีเขียวรูปเมล็ดถั่วเหลือง

การเพาะฟักกั้งตั๊กแตน
เนื่องจากจำนวนผู้จับกั้งตั๊กแตนในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อรวบรวมส่งขายยังตลาดทั้งภายในและนอกประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกปี เป็นเหตุให้ปริมาณกั้งตั๊กแตนในธรรมชาติมีปริมาณลงลดอย่างรวดเร็ว สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงได้ทำโครงการทดลองเพาะฟัก กั้งตั๊กแตนขึ้น เพื่อให้ได้ลูกพันธุ์กั้งตั๊กแตนมาใช้ในการเลี้ยงหรือการทำฟาร์มต่อไปในอนาคต
กั้งตั๊กแตนที่ใช้ทดลองเพาะขยายพันธุ์ เป็นกั้งตั๊กแตนสีน้ำเงิน Harpiosquilla raphidea จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติบริเวณปากแม่น้ำ และบริเวณชายฝั่งในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช วิธี


การเพาะพันธุ์มีขั้นตอนดังนี้

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
พ่อแม่พันธุ์ที่ใช้ในการเพาะพันธุ์ จะคัดมาจากทั้งที่จับขึ้นมาใหม่ๆ และมีสภาพแข็งแรง มีขนาดความยาวไม่ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 180-200 กรัม

การผสมพันธุ์และวางไข่

กั้งตั๊กแตนเพศเมีย จะมีขนาดโตกว่าเพศผู้ และกั้งตัวเมียที่นำมาเพาะพันธุ์ จะเป็นตัวที่เจริญเพศอย่างสมบูรณ์ และได้รับการผสมกับตัวผู้มาแล้ว โดยจะสังเกตได้จาก กระเปาะเก็บ น้ำเชื้อที่มีสีขาวขุ่นตรงบริเวณปล้องอกที่ 6-7-8 ( ด้านท้อง ) เราเรียกกระเปาะเก็บน้ำเชื้อว่า Seminal receptacal เมื่อถึงเวลาไข่แก่เต็มที่ กั้งตัวเมียจะปล่อยไข่ออกมาจากช่องวางไข่ ตรงบริเวณกลางปล้องอกที่ 6 ไข่ที่ถูกปล่อยออกมาก็จะผสมกับน้ำเชื้อของตัวผู้ที่ฝากไว้บริเวณปล้องที่ 6

กั้งตั๊กแตนเพศผู้ โดยทั่วไปจะมีขนาดเล็กกว่ากั้งเพศเมียขนาดเจริญเพศแล้ว จะสังเกตลักษณะเพศได้โดยดูที่โคนขาเดินของปล้องอกที่ 8 จะมีท่อส่งน้ำเชื้อลักษณะคล้ายท่อส่งน้ำเชื้อของกุ้งกุลาดำยื่นออกมา เราเรียกท่อส่งน้ำเชื้อนี้ว่า Chitinous penis หลังจากได้รับการผสมพันธุ์แล้วกั้งตัวเมียจะปล่อยไข่ที่มีสีส้มอ่อน เชื่อมไข่ให้ติดกันเป็นแผ่น แล้วใช้ระยางค์หรือมือจับที่ยื่นออกมาจากบริเวณปากช่วยพัดโบกใกล้ๆเพื่อช่วยให้ไข่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ เป็นเวลาติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ จนกระทั่งไข่ฟักออกเป็นตัวอ่อนระยะแรก
หรืออีกวิธี คือการคัดเลือกเฉพาะแม่พันธุ์กั้งตั๊กแตนที่มีไข่แก่ เนื่องจากกั้งจะจับคู่ผสมพันธุ์กันภายในแบบเดียวกับกุ้งทะเลและปูด้วยเหตุนี้การผสมพันธุ์จึงไม่จำเป็นต้องใช้พ่อแม่พันธุ์อีก เมื่อได้แม่กั้งมาแล้วจะนำมาฆ่าเชื้อเพื่อกำจัดโปรโตซัวที่ติดมาตามธรรมชาติออกเสียก่อน ด้วยการแช่ฟอร์มาลีน 200 พีพีเอ็ม ( หนึ่งในล้านส่วน ) ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จากนั้นนำไปใส่ถังไฟเบอร์ขนาดจุ 2 ตัน ที่ใส่น้ำผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน และกรองด้วยถุงกรองขนาดตาประมาณ -1 ไมครอนเรียบร้อยแล้ว ถังละ 4 - 5 แม่

อาหารของแม่กั้งนั้นให้วันละ 1 มื้อในตอนบ่ายโดยใช้ปลาข้างเหลือง ซึ่งใช้เฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อเท่านั้น ส่วนท้องจะไม่นำมาให้เป็นอาหาร เพราะจะมีไขมันและสิ่งสกปรกอื่นๆ ขณะที่รอการไข่ของแม่กั้ง จะถ่ายน้ำทุกๆ 3 วัน ส่วนอาหารที่เหลือจากการกินจะดูดออกก่อนให้อาหารใหม่ทุกครั้ง และหากพบว่าแม่กั้งไข่แล้วให้เปลี่ยนน้ำและแยกแม่กั้งออกจากไข่ทันที
การวางไข่ของแม่กั้งตักแตนจะวางไข่ในเวลากลางคืน หลังจากนำเข้าที่ฟักได้ประมาณ 5-15 วัน มีบางครั้งที่พบว่ากั้งบางตัววางไข่ในตอนเช้าซึ่งจะสิ้นสุดขบวนการไข่เวลาเย็น

ขั้นตอนการไข่มีดังนี้
+ ขั้นแรก แม่กั้งจะงอตัวเป็นรูปตัวยู พร้อมกับพ่นน้ำลายซึ่งเป็นเมือกเหนียวๆเหลวๆออกมาปกคลุมบริเวณส่วนนอก ซึ่งเป็นจุดที่แม่กั้งจะปล่อยไข่ออกมา มีลักษณะคล้ายลูกโป่ง ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง
+ ขั้นที่ 2 เมื่อปล่อยแผ่นเมือกมาปกคลุมมิดชิดดีแล้ว แม่กั้งจะนอนหงายตะแคงตัวเล็กน้อยประมาณ 15-20 องศา เพื่อฉีดไข่ออกมาภายในถุงเมือกเหลวๆนี้ ใช้เวลาในส่วนนี้ประมาณ 3-5 ชม.
+ ขั้นที่ 3 เมื่อปล่อยไข่ออกมาหมดแล้วแม่กั้งจะพลิกตัวกลับในท่าปกติ พร้อมทั้งจัดระเบียบของไข่ให้เป็นแผ่น โดยเปลี่ยนเป็นเมือกเหลวๆ ให้กลายเป็นวุ้นเหลวๆคล้ายเยลลาติน ใช้เวลาประมาณ 3-5 ชม. ซึ่งยากแก่การเน่าสลาย บางครั้งแม่กั้งอาจจัดแผ่นไข่ให้หนาหรือบางไม่เหมือนกัน แล้วแต่นิสัยของแม่กั้งแต่ละตัว ซึ่งหากไข่ถูกจัดให้ซ้อนกันหลายๆชั้น ( 3-4 ชั้น ) จะเกิดปัญหาตามมาในการฟักตัว แต่ถ้าไข่ถูกจัดให้เป็นชั้นเดียวเสมอกันหมด อัตราการฟักเป็นตัวของแผ่นไข่จะสูงตามไปด้วย เนื่องจากการฟักเป็นตัวของไข่ จะใช้เวลานานประมาณ 1-4 วัน หลังจากตัวแรกเริ่มออกจากไข่

การฟักไข่
เมื่อแยกแม่กั้งตั๊กแตนพร้อมทั้งไข่ที่แม่กั้งตั๊กแตนจะอุ้มไข่ไว้ด้วยระยางค์อกส่วนหน้า ( ตั้งแต่คู่ 1-5 ) ตลอดเวลาไม่ยอมปล่อยมาใส่ในถังสำหรับฟักไข่ โดยใช้ถังกรวยขนาด 200 ลิตร มีตาข่ายพลาสติกขนาด 1 ส่วน 4 นิ้ว ทำเป็นกระชังลอยในถังอีกที นำแม่กั้งพร้อมไข่ไปใส่ใน อวนมุ้งนี้ ซึ่งใช้ระบบน้ำฆ่าเชื้อเช่นกัน ในระหว่างฟักไข่ แม่กั้งจะคอยพัดโบกและปล่อยวางแผ่นไข่ตลอดเวลา ใช้เวลาประมาณ 14 -16 วัน และจะเปลี่ยนน้ำ และให้น้ำระบบไหลผ่านประมาณครึ่งชั่วโมงต่อวัน โดยไม่มีการให้อาหาร พร้อมทั้งใส่สารเคมีป้องกันราลงไปด้วย อุณหภูมิจะควบคุมไว้ที่ 30-31 องศาเซลเซียส เมื่อไข่กั้งเริ่มฟักตัวเป็นแผ่นวุ้นที่เชื่อมติดไข่แต่ละใบไว้จะเริ่มสลายตัว หลุดเป็นแผ่นเล็กๆ ช่วงนี้แม่กั้งไม่สามารถอุ้มไข่ไว้ได้อีกและจะปล่อยไข่ทิ้งทันที เมื่อสังเกตว่า แม่กั้งเริ่มทิ้งไข่ควรแยกแม่กั้งออก มิฉะนั้นแล้วแม่กั้งจะกินไข่ตัวเอง เพราะอด
อาหารมานาน

อุปกรณ์ที่ใช้ฟักไข่ประกอบด้วยกระชัง ถุงกรวย ซึ่งพบว่าการฟักไข่ในถุงกรวยโดยให้ลงแรงช่วยในการสะบัดตัวหลุดของไข่ลูกกั้งตั๊กแตนจะดีกว่า แต่มีปัญหาการติดขอบบนของผิวน้ำ ตายเสียมาก และหากใส่ไข่ลงไปพร้อมกันถุงเดียวจะเกิดการทับถม ทำให้กั้งตัวน้อยที่เกิดใหม่ตาย

การอนุบาลลูกกั้งตั๊กแตน
การอนุบาลลูกกั้งตั๊กแตนที่ออกมาใหม่ มีความยาว 3 มิลลิเมตร ได้รับการอนุบาลในถังอนุบาล ลูกกั้งที่ออกมาจะลอกคราบ 1 ครั้งถึงจะกินอาหาร ซึ่งจะใช้เวลา 3 วัน อาหารที่ให้คือไรน้ำเล็กๆ เมื่อถึงวันที่ 4 จะกินอาร์ทีเมีย จนกระทั่งถึงอายุ 30 วัน ขนาดของอาร์ทีเมียที่ลูกกั้งจับกินจะเริ่มจากขนาดเล็กและใหญ่ขึ้น และบางแห่งมีการอนุบาลลูกกั้งตั๊กแตนเหมือนกับการอนุบาลลูกกุ้งกุลาดำทุกประการ

ปริมาณกั้งที่ตลาดต้องการ
ขณะนี้ตลาดกั้งตั๊กแตนได้ขยายตัวออกไปยังตลาดต่างประเทศแล้ว ประเทศที่สั่งเข้า กั้งตั๊กแตนจากประเทศไทย ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ บางครั้งมีการสั่งจาก ประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นถ้าเราสามารถรวบรวมกั้งได้ตามขนาดที่ตลาดต้องการ ก็จะทำให้ธุรกิจราบรื่น และอาจจะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ

วิธีการลำเลียงขนส่ง
เนื่องจากกั้งเป็นสัตว์น้ำเค็มที่มีรสชาติดี และมีโปรตีนสูง สภาพเนื้อคล้ายปู ส่วนใหญ่ผู้บริโภคมักจะนิยมรับประทานกั้งโดยปรุงเป็นอาหารในขณะที่กั้งยังมีชีวิตอยู่ ถ้ากั้งตายก่อนที่จะปรุงอาหาร เนื้อของกั้งจะเหลวและสลายตัวเป็นน้ำเน่าเสียในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นการลำเลียงกั้งโดยรักษาสภาพให้มีชีวิตอยู่จึงมีความจำเป็นมาก

การลำเลียงขนส่ง
การลำเลียงขนส่งกั้งตักแตนมี 2 วิธีคือ ลำเลียงในสภาพสด และลำเลียงในสภาพแห้ง ดังนี้
+ การลำเลียงในสภาพสด ลำเลียงไปครั้งละ 80-100 กิโลกรัม ถังไฟเบอร์ที่ใช้มีจำนวน 26 ใบ บรรจุน้ำทะเล 60 ลิตร/ถัง ช่วยเพิ่มออกซิเจนด้วยเครื่องเป่าลมและควบคุมอุณหภูมิของน้ำโดยการใช้น้ำแข็งก้อนเล็กๆบรรจุในถุงพลาสติกลอยในถังลำเลียงกั้งตั๊กแตนนั้นเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้ได้ระดับ 20-30 องศาเซลเซียส ขนาดของกั้งตั๊กแตนที่ลำเลียงมีน้ำหนักประมาณ 5-6 ตัว/กิโลกรัม ราคารับซื้อในท้องถิ่น 230-270 บาท / กิโลกรัม และเมื่อถึงกรุงเทพฯได้ในสภาพกั้งมีชีวิตราคา 350 บาท / กิโลกรัม

+ การลำเลียงในสภาพแห้ง โดยใช้ถังโฟมขนาดกว้าง x ยาว xสูง ( 12 x17 x12 นิ้ว ) มีการ ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ประมาณ 20-23 องศาเซลเซียส ด้วยการใช้หญ้าคาสดแช่ในน้ำแข็ง แล้วนำมารองพื้นไว้หนึ่งชั้น แล้วบรรจุกั้งตั๊กแตนลงไป 12-14 ตัว ( ขนสด 6-7 ตัว / กิโลกรัม ) แล้วจึงปูทับด้วยหญ้าคาสดที่แช่น้ำแข็งเตรียมไว้ แล้วจากนั้นก็บรรจุกั้งตั๊กแตนในสภาพมีชีวิตวางเรียบ 12-17 ตัว อีกชั้นหนึ่ง ( ในหนึ่งกล่องโฟม จะมีหญ้าคาสดปูไว้ 3 ชั้น ) ในกล่องใบหนึ่งจะบรรจุกั้งรวมประมาณ 3.5-4.0 กิโลกรัม ผนึกฝากล่องด้วยเทปให้สนิท แล้วเจาะรูตรงกลางฝาลังโฟม อัดออกซิเจนให้เต็ม และปิดรูให้สนิท วิธีนี้ใช้ขนส่งทางเครื่องบินแล้วพักที่กรุงเทพฯ ก่อนบรรจุใหม่เพื่อส่งต่อไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน

วิธีลำเลียงในสภาพแห้งนี้นิยมทำกันในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราชและจ.สตูล

แหล่งรับซื้อกั้งตั๊กแตนในภาคใต้
- อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
- อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี
- อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
- อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
- อำเภอเมือง จังหวัดสตูล
- อำเภอละงู จังหวัดสตูล

ระยะเวลาการขนส่งตั๊กแตนโดยการใช้รถยนต์ลำเลียง จากแหล่งรับซื้อและแหล่งบรรจุ จนถึงมือผู้รับซื้อในจังหวัดกรุงเทพฯ มีดังนี้

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ปูม้า


ปูม้า(blue swimming crab portunus pelagicus) ลักษณะทั่วไปก้ามยาวเรียว มีสัน หนามข้างกระดองข้างละ 9 อัน อันสุดท้ายมีขนาดใหญ่และยาวที่สุด กระดองแบนกว้างมากมีตุ่มเล็กๆกระจายเต็มไปหมด มีหนามที่ขอบเบ้าตาด้านบน ขอบเบ้าตาด้านล่างมีหนามแหลม 1 อัน ขาเดินมี 3 คู่ กรรเชียงว่ายน้ำ 1 คู่ ตัวผู้มีก้ามยาวเรียวกว่า มีสีฟ้าอ่อนและมีจุดขาวตกกระทั่วไปบนกระดองและก้าม พื้นท้องเป็นสีขาว จับปิ้งเป็นรูปสามเหลี่ยมเรียวสูง ตัวเมียจะมีก้ามสั้นกว่ากระดองและก้ามมีสีฟ้าอมน้ำตาลอ่อนและมีจุดขาวประทั่วไปทั้งกระดองและก้าม

ถิ่นอาศัย อยู่ตามปากแม่น้ำ หรือบริเวณชายฝั่งทะเล

อาหาร กินซากพืชและสัตว์ที่ตายแล้ว

ขนาด ความยาวประมาณ 15-20 ซม.

ประโยชน์ นำมาเป็นอาหารได้

ปูม้า (Portunus pelagicus) เป็นปูขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง มีการแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตร้อนบริเวณใกล้ชายฝั่ง สำหรับประเทศไทยปูม้าอาศัยอยู่ทั้งชายฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทย

1. ลักษณะรูปร่างของปูม้า
ลักษณะทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนตัว อก และท้อง ส่วนหัวและอกจะอยู่ติดกัน มีกระดองหุ้มอยู่ตอนบน ทางด้านข้างทั้งสองของกระดองจะเป็นรอยหยักคล้ายฟันเลื่อยเป็นหนามแหลมข้างละ 9 อัน ขามีทั้งหมด 5 คู่ด้วยกัน คู่แรกเปลี่ยนแปลงไปเป็นก้ามใหญ่เพื่อใช้ป้องกันตัวและจับอาหาร ขาคู่ที่ 2, 3 และ 4 จะมีขนาดเล็กปลายแหลมใช้เป็นขาเดิน ขาคู่สุดท้ายตอนปลายมีลักษณะเป็นใบพายใช้ในการว่ายน้ำ

2. การสืบพันธุ์
ปูม้าจะมีเพศแยกจากกันอย่างเด็ดขาด มีการผสมพันธุ์เป็นแบบ Heterosexual ลักษณะทางภายนอกแยกเพศจากกันได้อย่างชัดเจนด้วยสีและจับปิ้ง
เมื่อถึงฤดูกาลวางไข่ ปูม้าเพศเมียจะมีไข่ติดอยู่บริเวณระยางค์ซึ่งเคยเป็นขาว่ายน้ำในระยะวัยอ่อน โดยในระยะแรกไข่จะอยู่ภายในกระดองต่อมากระดองทางหน้าท้องเปิดออกมาทำให้สามารถเห็นไข่ปูม้าชัดเจน จึงมักเรียกปูม้าในระยะนี้ว่าปูม้าที่มีไข่นอกกระดอง ไข่นอกกระดองนี้ในขณะที่เจริญแบ่งเซลล์อยู่ภายในเปลือกไข่ สีของไข่จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีเหลืองอมส้มเป็นสีเหลืองปนเทา สีเทาและสีเทาอมดำ ปูม้าที่มีไข่สีเทาอมดำนั้นจะวางไข่ภายใน 1-2 วัน
พัฒนาการของปูม้าวัยอ่อน เริ่มจากระยะ Zoea ซึ่งมีระยะย่อย 4 ระยะ แต่ในบางครั้งจะพบระยะ Prezoea ก่อนระยะ Zoea โดยมักพบเมื่อปูม้าวางไข่ในสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้ปูม้าวัยอ่อนมีอัตราการตายสูง สำหรับการพัฒนาของปูม้าวัยอ่อนระยะ Zoea จะใช้เวลาประมาณ 10 วัน จึงจะเริ่มลอกคราบเป็นระยะ Megalopa และเมื่อปูม้าวัยอ่อนอายุประมาณ 15 วัน จะเริ่มลอกคราบเข้าสู่ระยะ First crab อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปูระยะ Zoea คือ โรติเฟอร์ และตัวอ่อนของอาร์ทีเมีย และเมื่อเข้าระยะ Megalopa ก็ให้ปลาบดเป็นอาหารเสริม จนกระทั่งถึงขั้นมีกระดอง First crab
ปริมาณไข่ที่ปูม้าวางไข่แต่ละครั้ง ปูม้ามีปริมาณไข่ดกใกล้เคียงกับปูทะเล กุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกราม แม่ปูขนาดกระดองกว้างประมาณ 8-12 ซม. จะมีไข่ประมาณ 80,000 - 3,000,000 ฟองขึ้นอยู่กับขนาด อายุ และความสมบูรณ์ของแม่พันธุ์ การเพาะฟักแต่ละครั้งจะให้ปริมาณลูกปูจำนวนมากในระยะแรก แม้ว่าอัตราการรอดจากไข่-ลูกปูขนาดเล็กระยะที่ 1 จะมีเพียง 1% หรือน้อยกว่านั้น

เทคนิคในการเพาะและอนุบาลลูกปูม้าวัยอ่อน
เนื่องจากโรงเรือนและอุปกรณ์ในการเพาะลูกปูม้าวัยอ่อนไม่แตกต่างกับการเพาะลูกกุ้ง-ลูกปลา ดังนั้น โรงเพาะฟักกุ้งและโรงฟักปลาที่มีอยู่จำนวนมากก็สามารถเปลี่ยนจากผลิตกุ้ง-ลูกปลาเป็นลูกปูได้ไม่ยาก อีกประการหนึ่ง เทคนิคการเพาะและอนุบาลลูกปูม้าวัยอ่อน คล้ายคลึงกับของปูทะเลและลูกกุ้ง ความเค็มที่ต้องการ 30 ppt.

3. องค์ประกอบที่สำคัญต่อการรอดตายของลูกปูวัยอ่อน
- แสงสว่าง โดยปกติลูกปูวัยอ่อนจะว่ายน้ำเข้าหาแสงตั้งแต่เริ่มออกจากไข่ การจัดความเข้มของแสงให้กระจายอย่างเท่ากันในบ่อจะเป็นการช่วยลดการรวมกลุ่มของลูกปู ป้องกันการกินกันเองและลดความเครียดของลูกปูจะเป็นการช่วยเพิ่มอัตราการรอดตายของลูกปูวัยอ่อนได้
- ปริมาณความหนาแน่นของลูกปูวัยอ่อน
- อุณหภูมิ
- ปริมาณการให้ออกซิเจน โดยทั่วไปลูกปูในระยะตัวอ่อน 1 ตัวจะใช้ออกซิเจน 0.05 - 0.09 Ml/hour
- ปริมาณความหนาแน่นของอาหาร โดยทั่วไประดับความหนาแน่นของลูกปูที่น้อยกว่า 25 ตัว/200 มิลลิลิตร ลูกปู 1 ตัว จะกินอาหารพวกโรติเฟอร์ 2.5 ตัว ถ้าความหนาแน่นของลูกปูที่เลี้ยงในบ่อมีมากกว่า 25ตัว/200 มิลลิลิตร ลูกปู 1 ตัว จะกินอาหาร 5-6 ตัว

4. การเตรียมพันธุ์ปูม้า
ทำการรวบรวมปูม้าเพศเมียที่มีไข่ ซึ่งได้รับการผสมน้ำเชื้อจากปูเพศผู้แล้วและพัฒนาจนถึง
ขั้นจะสามารถวางไข่ได้ ปูม้าเพศเมียพักไว้ในบ่อซึ่งคลุมให้มืดและแบ่งแยกเป็นอิสระแต่ละตัว เตรียมน้ำฆ่าเชื้อมาจากบ่อที่ฆ่าเชื้อ มีการใช้วัสดุหลบซ่อนตัวของปูม้า โดยใช้ท่อพีวีซีหรือไหจับหมึกด้วยและอาหารที่ใช้เลี้ยงปูเหล่านี้คือหอยขาวสด ๆ ใช้ทั้งเปลือกและเนื้อ ปูม้าจะใช้ก้ามหนีบคีบเปลือกหอยให้แตกและสามารถกินเนื้อหอยได้ ปล่อยให้แม่ปูอุ้มไข่จนพัฒนาแก่ตัวเต็มที่พร้อมจะฟักเป็นตัวได้ และเพื่อเป็นการป้องกันปูทำร้ายกันเอง ได้จัดแบ่งพื้นบ่อเป็นส่วน ๆ ด้วยอวนพีวีซีได้จัดแบ่งพื้นบ่อเป็นส่วน ๆ ด้วยอวนพีวีซี

5. ถังฟักไข่ปู
ใช้ได้ทั้งแบบทึบและแบบโปร่งแสง รูปทรงกลมที่ปากของถังขนาดความจุของถังประมาณ 1 ลูกบาศก์เมตร (1 ตัน) จะใช้ผ้าพลาสติกสีดำหรือเขียวอ่อนคลุมทั้งหมด เพื่อทำให้ภายในถังฟักไข่ปูมีลักษณะมืดทึบ
ลักษณะการฟักตัวของปูจะเริ่มเมื่อไข่แก่เต็มที่ โดยสัญชาตญานของแม่ปูจะทราบโดยธรรมชาติ แม่ปูจะยกตัวขึ้นด้วยขาให้ส่วนท้องบริเวณจับปิ้งที่มีไข่ปูยกสูงพ้นจากพื้นก้นบ่อ ลูกปูระยะเพิ่งฟักเป็นตัว (โซเอีย) นำมาอนุบาลในบ่อจนกระทั่งพัฒนาเป็นลูกปูระยะวัยรุ่นติดตั้งปีกบริเวณผิวน้ำและก้นบ่อ ปีกทำด้วยเนื้ออวนขนาดตา 1 ซม. บังคับด้วยมอเตอร์ให้หมุนได้ 1 รอบ/นาที เพื่อประโยชน์ให้ลูกปูระยะโซเอียแตกกลุ่มหรือกระจายกันและป้องกันการกินกันเองด้วย ควบคุมให้อุณหภูมิของน้ำที่ใช้ในการอนุบาลลูกปูมีระดับสูงกว่าปกติ คือประมาณ 22-24 oC โดยการจัดให้มีหลังคาคลุมด้วยพลาสติกบางและโปร่งแสง โครงหลังคาทำด้วยโครงเหล็ก จัดสร้างบ่อเก็บน้ำให้มีระดับก้นบ่อเหนือระดับพื้นดินปกติ ระหว่างบ่ออนุบาลลูกปูมีประตูปิด-เปิดน้ำ เพื่อความสะดวกในในการถ่ายน้ำหรือรวบรวมลูกปูได้ทุกระยะ (โซเอีย ปูวัยรุ่น) มีหน้าต่างกระจกชนิดหนาพิเศษสร้างไว้ข้างบ่อ เพื่อให้สามารถมองเห็นภายในของบ่อ ซึ่งช่วยให้การตรวจสอบการเจริญวัยของลูกปู การจัดการเกี่ยวกับคุณภาพน้ำ หรือตรวจสอบการให้อาหารในเวลาปกติได้

6. การเพาะพันธุ์อาหารสำหรับอนุบาลลูกปูม้า
การเพาะน้ำเขียว (คลอเรลล่า) จัดสร้างบ่อเพาะน้ำเขียวให้มีลักษณะเป็นร่องฟันปลา ตั้งถังไฟเบอร์ที่เตรียมสำหรับเพาะน้ำเขียวไว้บนปากบ่อส่วนแรก ซึ่งมีระดับสูงกว่าส่วนปลายเล็กน้อย เพื่อจัดเตรียมน้ำและหัวเชื้อน้ำเขียว พร้อมทั้งปุ๋ยเรียบร้อย เตรียมการเพิ่มอากาศให้พอเหมาะ เมื่อน้ำเขียวเจริญได้ดีแล้ว จึงสูบลงมาบริเวณส่วนแรกให้ค่อย ๆ ไหลลงมาส่วนปลาย
ในการอนุบาลลูกปูระยะโซเอีย จะให้โรติเฟอร์เป็นอาหารและลูกปูในระยะเมกาโลปากับวัยรุ่นจะให้โรติเฟอร์และอาร์ทีเมียวัยอ่อนเป็น

อาหาร
พัฒนาการของลูกปูม้า ตั้งแต่ระยะฟักเป็นตัวอ่อนโซเอีย จะมีการพัฒนาโดยการลอกคราบ 1 ครั้ง เข้าสู่ระยะเมกาโลปา เมกาโลปาลอกคราบอีก 1 ครั้ง เข้าระยะลูกปูวัยรุ่นในขนาดความยาวเฉลี่ยประมาณ 4.4 ซม. ใช้เวลาในการพัฒนาทั้งสิ้นประมาณ 20 วัน จากนั้นจึงรวบรวมลูกปูวัยรุ่น โดยการปล่อยน้ำออกจากบ่ออนุบาล โดยจัดเตรียมตะกร้าอวนวางบนพื้นรองรับลูกปูขณะเปิดประตูน้ำจากบ่ออนุบาลบนพื้นรองรับตะกร้ามีระดับน้ำเค็มประมาณ 15 ซม.

การเลี้ยงในบ่อดิน
ปูม้าสามารถเลี้ยงได้ในบ่อดิน เช่นเดียวกับปูทะเล กุ้งกุลาดำ ปูม้ามีคุณสมบัติพิเศษที่เหนือกว่ากุ้งกุลาดำที่มีความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำในบ่อ สามารถมีชีวิตและเจริญเติบโตได้ดีในบ่อดิน แม้จะเป็นบ่อกุ้งที่ทิ้งร้าง ที่มีระดับน้ำเพียง 0.50-1.00 ม. มีศัตรูน้อยกว่ากุ้งและปูม้าไม่ทำลายก้นบ่อ

ลักษณะนิสัย
ปูม้าจะมีนิสัยกินกันเอง โดยเฉพาะตอนที่มีการลอกคราบ
ปูม้าสามารถนำมาเลี้ยงเป็นปูไข่ เป็นปูนิ่ม หรือขุนปูโพรกให้เป็นปูแน่น ซึ่งใช้เวลาประมาณ 20-30 วัน ถ้าเป็นการเลี้ยงปูเล็กให้เป็นปูที่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ ปูม้าจะใช้เวลาการเลี้ยงใกล้เคียงกับกุ้งกุลาดำ จากการศึกษาค้นคว้าในบ่อดินขนาด 0.8 ไร่ ระดับน้ำลึกประมาณ 1.20 เมตร ถ้าเลี้ยงด้วยความหนาแน่นระหว่าง 0.5-1.5 ตัว/ตรม. จะสามารถเลี้ยงปูขนาด 0.78 - 1.16 กรัม ให้โตได้ขนาด 90 - 140 กรัม ในระยะ 4 เดือน ซึ่งเป็นขนาดโตได้ราคา

พฤติกรรมการกินอาหาร
ปูม้ากินอาหารได้หลายรูปแบบ นอกจากเนื้อปลาแล้วยังสามารถกินอาหารเปียกที่เกษตรกรสามารถจัดทำขึ้นเองหรืออาหารเม็ดสำเร็จรูป สำหรับกุ้งกุลาดำหรือกุ้งก้ามกรามที่มีขายตามท้องตลาดก็ได้

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ปลาเข็ม


การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Actinopterygii

อันดับ Beloniformes
อันดับย่อย Belonoidei
วงศ์ใหญ่ Exocoetoidea
วงศ์ Hemiramphidae
Gill, 1859

ลักษณะทั่วไป
เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็ก ลำตัวเรียวยาว คล้ายเข็มเย็บผ้า ด้านข้างแบน ปากยาวแหลม ขากรรไกรล่างคือส่วนที่ยื่นออกมขากรรไกรบนมีขนาดเล็กเป็นรูสามเหลี่ยมใช้ในการจับเหยื่อและต่อสู้ป้องกันตัวระหว่างปลาพวกเดียวกันปลาเข็มมีครีบหูใหญ่และแข็งแรง ทำให้มันสามารถกระโดดจับแมลงตัวเล็กๆที่อยู่บนผิวน้ำกินเป็นอาหารได้นอกจากนี้ยังมีสายตาที่แหลมคมสามารถมองวัตถุที่อยู่เหนือน้ำได้ดีกว่าปลาชนิดอื่น อยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆละ 8-10 ตัวและจะมีปลาตัวผู้ทำหน้าที่เป็นที่คุมฝูงอยู่เพียงตัวเดียว ปลาเข็มออกลูกเป็นตัวครั้งละไม่เกิน 30 ตัว

ถิ่นอาศัย
พบตามแหล่งน้ำจืดทั่วไป

อาหาร
กินตัวอ่อนของแมลงน้ำ ลูกน้ำ และสัตว์น้ำขนาดเล็กที่อาศัยอยู่บริเวณผิวน้ำ

ขนาด
ความยาวประมาณ 3-6 ซม.

ประโยชน์
เลี้ยงเป็นปลาสวยงามและกัดพนันเอาเดิมพัน

ปลาตะเพียน


การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

ชื่อวิทยาศาสตร์ Barbodes gonionotus,Puntius gonionotus

ชื่อสามัญ Common silver barb

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Actinopterygii

อันดับ Cypriniformes
วงศ์ Cyprinidae

สกุล Barbonymus
Kottelat, ค.ศ. 1999
สปีชีส์ B. gonionotus

ตะเพียน เป็นชื่อปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Barbonymus gonionotus (เดิม Puntius หรือ Barbodes gonionotus) อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) วงศ์ย่อย Cyprininae - Poropunti มีรูปร่างเหมือนปลาในตระกูลปลาตะเพียนทั่วไป ตัวมีสีเงินแวววาว ด้านหลังมีสีคล้ำเล็กน้อย ด้านท้องสีจาง ครีบอื่น ๆ มีสีเหลืองอ่อน

ปลาตะเพียนชนิดนี้นับเป็นปลาน้ำจืดที่คนไทยรู้จักดี และอยู่ในวิถีชีวิตความเป็นอยู่มาแต่โบราณ เช่น ปลาตะเพียนใบลาน มีการเลี้ยงปลาชนิดนี้ในประเทศมานานกว่า 30 ปี และถูกนำพันธุ์ไปเลี้ยงยังต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย บอร์เนียว อินโดนีเซีย แม้ว่าในประเทศเหล่านี้จะมีปลาชนิดนี้อยู่ในธรรมชาติแล้วก็ตาม ขนาดโดยเฉลี่ย 36 ซ.ม.

พบชุกชุมในทุกแหล่งน้ำทุกภาคของไทย ยกเว้นแม่น้ำสาละวิน อยู่กันเป็นฝูง ชอบที่น้ำไหลเป็นพิเศษ เป็นปลากินพืช แมลง สัตว์หน้าดิน บริโภคโดยการปรุงสด โดยเฉพาะตะเพียนต้มเค็ม หรือปลาส้ม นับว่าเป็นตำรับที่มีชื่อมากของปลาชนิดนี้ แต่เป็นปลาที่มีก้างมาก นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย โดยเฉพาะเลี้ยงเพื่อใช้ประโยชน์เก็บกินเศษอาหารที่ปลาใหญ่กินเหลือหรือเก็บตะไคร่น้ำและปรสิตในตู้

ปลาตะเพียนชนิดนี้มีชื่อเรียกอื่นอีกเช่น "ตะเพียนขาว" หรือ "ตะเพียนเงิน" ภาคอีสานเรียกว่า "ปาก"

ปลาหมอ



ชื่อไทย
หมอไทย, หมอ, สะเด็ด, เข็ง

ชื่อสามัญ
COMMON CLIMBING PERCH

ชื่อวิทยาศาสตร์
Anabas testudineus

ถิ่นอาศัย
แพร่กระจายทั่วทุกภาคของประเทศ ภาคเหนือเรียกปลาสะเด็ด ภาคอีสานเรียกปลาเข็ง

อาหาร
กินลูกปลา ลูกกุ้ง แมลง ซากสัตว์และพืชที่เน่าเปื่อย

ขนาด
ความยาวประมาณ 7-23 เซนติเมตร

ประโยชน์
เนื้อมีรสอร่อยมีก้างแข็งแทรกปะปนอยู่กับเนื้อ ควรระมัดระวังในการรับประทาน

ปลาหลด


การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Actinopterygii

อันดับ Synbranchiformes
วงศ์ Mastacembelidae

สกุล Macrognathus
สปีชีส์ M. siamensis

ชื่อวิทยาศาสตร์ Macrognathus siamensis Günther, ค.ศ. 1861


หลด ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrognathus siamensis อยู่ในวงศ์ปลากระทิง (Mastacembelidae) มีรูปร่างเรียวยาว ลำตัวแบนข้างเล็กน้อย จะงอยปากยื่นแหลมยาว ครีบหางเล็กปลายมนแยกจากครีบหลังและครีบก้นที่ยาว ครีบอกเล็กกลม ตัวมีสีเทาอ่อน ด้านบนมีสีคล้ำ ด้านท้องสีจาง ครีบหลังคล้ำมีจุดเล็กสีจางประและมีดวงสีดำขอบขาวแบบดวงตา 4 - 5 ดวงตลอดความยาวลำตัว โคนครีบหางมีอีก 1 ดวง มีความยาวประมาณ 12 - 15 ซ.ม. ใหญ่สุดพบ 25 ซ.ม.

อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนิ่งทั่วไป และแม่น้ำลำคลองของทุกภาค บริโภคโดยปรุงสด ทำปลาแห้ง และรมควัน นอกจากนี้ยังจับขายเป็นปลาสวยงามด้วย

การเพาะเลี้ยงปลาหลด

ปลาหลด เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านของไทยที่อาศัยอยู่ในห้วย หนอง คลอง บึง ตาม แหล่งน้ำธรรมชาติ และอยู่ตามพื้นน้ำ ฝังตัวอยู่ในทรายตอนกลางวัน หากินอาหาร ในเวลากลางคืน ชอบกินตัวอ่อนของแมลง หนอน ไส้เดือน สัตว์เล็กๆ และเศษเนื้อ เน่าเปื่อยเป็นอาหาร ปลาชนิดนี้เดิมที่ชุกชุมมากช่วงฤดูฝน ยกยอครั้งใดมัก จะติดขึ้นมาด้วยเสมอ ปัจจุบันนี้หารับประทานกันได้ยากยิ่งขึ้น เนื่องมาจาก แหล่งน้ำมีสารพิษและการเน่าเสีย สภาพแวดล้อมไม่สมดุลทำให้การวางไข่ลด ลง จำนวนปลาจึงน้อยลงและมีให้เห็นแต่เพียงตัวเล็กๆ ถ้าปลาหลดตัวใหญ่นั้น เป็นปลาที่มาจากประเทศกัมพูชา ไม่แปลกราคาปลาหลดที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด ค่อนข้างสูง อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 120-200 บาท

ลักษณะของปลาหลด
ลักษณะที่โดดเด่นของปลาหลดคือ เป็นปลาที่อดทนสูง อาศัยอยู่ในโคลนตมได้ นาน รูปร่างคล้ายปลาไหล ปลายปากยื่นยาวสามารถยืดหดได้ ลำตัวยาวเรียว ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ตัวปลากลมมน หัวเล็ก จะงอยปากเรียวแหลม ปากและตา เล็ก ครีบหลังและครีบก้นยาว ครีบหางเล็ก ไม่มีครีบท้อง หลังสีน้ำตาลท้องมี สีอ่อนปนเหลือง มีจุดสีดำที่ครีบหลัง 3-5 จุด เกล็ดเล็กมาก จนมองดูเหมือน ไม่มี อยู่ในวงศ์เดียวกับปลากระทิง แต่ขนาดเล็กกว่า

เพาะเลี้ยงปลาหลด
ในการเลี้ยงปลาหลดเพื่อการค้าอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากการหาพ่อแม่พันธุ์ ปลาหลดยังต้องหาตามแหล่งน้ำจากธรรมชาติ ทำให้ปลามีความบอบซ้ำและปริมาณก็ ไม่มากพอ แหล่งที่มีการรวบรวมพันธุ์ที่สำคัญคือ ตลาดโรงเกลือ อำเภอ อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
คณะวิชาประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ได้ เห็นความสำคัญ จึงได้ศึกษาวิจัยและทดลองการเพาะเลี้ยงปลาหลดอย่างเอาจริง เอาจัง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงปลาชนิดนี้ในเชิงธุรกิจ ซึ่งจะ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี
ผ.ศ.หทัยรัตน์ เสาวกุล หัวหน้าคณะวิชาประมง หนึ่งในคณะผู้ วิจัย กล่าวว่า คณะผู้วิจัยการเพาะเลี้ยงปลาหลดได้ศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยง หรือขยายพันธุ์ปลาหลด เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรกรให้มีรายได้จากการ เลี้ยงปลาเพิ่มขึ้น

การเพาะพันธุ์ปลาหลด
เราจะคัดปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์ คือเพศเมีย ลำตัวอ้วน ป้อม จากนั้นก็ฉีดฮอร์โมนเพศเมีย ทำการฉีด 2 ครั้ง ซึ่งครั้งที่ 2 พัก ห่างจากครั้งที่ 1 ประมาณ 6 ชั่วโมง เพศผู้ ทำการฉีดเพียงครั้งเดียว โดย ฉีดพร้อมเพศเมีย เข็มที่ 2 แล้วก็นำพ่อแม่พันธุ์ที่ฉีดฮอร์โมนเรียบ ร้อย ปล่อยลงในถังเดียวกันเพื่อให้ผสมกันเองตามธรรมชาติ
ปลาหลดเพศเย 1 ตัว จะให้ไข่ได้ถึง 3,000 - 5,000 ฟอง ซึ่งจมติดวัตถุใน น้ำและฟักตัวในอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส ใช้ระยะเวลา ประมาณ 48-60 ชั่วโมง หลังจากไข่ถูกฟักออกมาเป็นตัวแล้ว อาหารที่ให้ในระยะ การอนุบาลควรเป็นไรแดง เพราะมีการเจริญเติบโตและมีอัตราการรอดดีที่ สุด แล้วค่อยให้หนอนแดงหรือไส้เดือนเป็นอาหาร
ผ.ศ.หทัยรัตน์ กล่าวว่า ปลาหลดสามารถเลี้ยงได้ทั้งบ่อดินและบ่อ ซีเมนต์ ลักษณะของบ่อซีเมนต์ควรมีขนาด 4x4 เมตร หรือ 2x4 เมตร ความสูง ประมาณ 70 เซนติเมตร หรือเพียง 50 เซนติเมตร เพาะปลาหลดจะไม่กระโดด แต่ ถ้าสูงก็สามารถป้องกันงูและศัตรูอื่นๆ ได้ดี
ผิวบ่อฉาบเรียบ อาจทำให้ลาดเอียงประมาณครึ่งบ่อเพื่อใส่ทรายปนดินเหนียว ไว้ที่ก้นบ่อ ข้อดีของบ่อซีเมนต์คือสามารถควบคุมไม่ให้ปลาหนีได้ ซึ่งบ่อ ดินจะทำให้ปลาหลดหลบซ่อนตัวอยู่ในโคลน การจับขายค่อนข้างลำบาก ลูกปลา อายุ 2 สัปดาห์ ขึ้นไป หรือความยาว ประมาณ 3-4 นิ้ว จำนวน 2,000 - 2,500 ตัว สามารถปล่อยลงบ่อเพาะเลี้ยง ได้ แต่ถ้าจะให้ดีต้องอายุ 1 เดือน
"ในการเลี้ยงปลานั้น เราต้องมีการจัดการน้ำที่ดี ตรวจสอบคุณภาพ ของอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นปลากินเนื้อ น้ำจะเสียได้ง่าย ใช้วิธีเพิ่ม น้ำเข้าไปแล้วไหลออกอีกทางหนึ่ง ปลาจะมีความรู้สึกว่าน้ำไหลเวียน พื้นบ่อ ควรจะหากระบอกไม้ไผ่หรือท่อน้ำเก่าๆ ให้ปลาหลดชอบหลบอาศัยอยู่ในโพรงหรือ กระบอก ใส่ผักบุ้งไว้ส่วนหนึ่งไม่ต้องมากนัก ระดับความสูงของน้ำให้ท่วม บริเวณพื้นดินประมาณ 40 เซนติเมตร" ปลาหลดจะโตเร็ว ใช้เวลา เพียง 6-7 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้แล้ว ซึ่งมีขนาดประมาณ 30-40 ตัว ต่อ กิโลกรัม หากเลี้ยงจนได้อายุ 1 ปี ก็สามารถใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้
สำหรับอาหารที่ใช้ในเลี้ยงปลาหลดนั้น เหมือนกันกับเหยื่อของปลาไหล โดยมี หลักๆ ดังนี้ หอยเชอร์รี่ นำมาทุบแยกเปลือกและเนื้อออกจากกัน แล้วสับเนื้อ หอยให้ละเอียด นำไปวางไว้บริเวณชายพื้นรอยต่อระหว่างทรายกับผิวปูน ซีเมนต์ กองไว้ เมื่อเหยื่อเริ่มเน่าปลาหลดจะเข้ามากินหรืออาจกินตั้งแต่สดๆ
"เราจะต้องคอยดูว่า ปลาหลดจะกินหมดในเวลา 2-3 วัน หรือไม่ ถ้าหมดควร เพิ่มให้อีก แต่ถ้าเหลือควรลดลง เวลาการให้อาหารควรระวัง คือต้องอย่าให้ เกิดการกระเทือน เพราะจะทำให้ปลาตกใจหนี"
"ในการประกอบอาชีพเลี้ยงปลาชนิดทั่วๆ ไปนั้น ต้องมีต้นทุนในการซื้อ อาหารเม็ดสำเร็จรูป ในขณะที่อาหารปลาหลดเราหาได้เองตามธรรมชาติ เช่น หอยเชอ รี่ ซึ่งเป็นศัตรูทำลายต้นข้าวมีจำนวนมาก หากนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ยัง ช่วยทำลายหอยเชอรี่โดยไม่ต้องใช้สารเคมีในการกำจัด อีกอย่างไส้เดือนก็หาได้ ทั่วไปได้เช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบแล้วปลาชนิดอื่นขายขายได้ในราคาที่ ถูกกว่า ปลาหลดขายได้แพงกว่า แต่ต้นทุนต่ำกว่า เกษตรกรสามารถประกอบเป็น อาชีพเสริมได้อย่างดี " ผศ.หทัยรัตน์ กล่าว

เลี้ยงไส้เดือนเป็นอาหารปลาหลด
ดังที่บอกแล้วว่า ปลาชนิดนี้ กินอาหารได้หลายชนิด ทำให้ ผศ.หทัย รัตน์ เกิดความคิดที่จะเพาะไส้เดือนมาให้ปลากิน จึงได้ไปอบรมการเพาะเลี้ยง ไส้เดือนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
"ไส้เดือน น่าจะเป็นอาหารที่ดีสำหรับการนำมาเลี้ยงปลาหลด เพราะตาม ธรรมชาติแล้วช่วงฤดูฝนเวลาเราจับปลาหลดได้ พอผ่าท้องออกมาก็จะพบไส้เดือน จำนวนมาก แสดงว่าไส้เดือนเป็นอาหารที่ปลาหลดชอบกิน"
ผศ.หทัยรัตน์ กล่าวว่า ไส้เดือนนั้นเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง ถึง 60% ของน้ำหนักตัว จะทำให้ปลาโตเร็ว สุขภาพแข็งแรง เกล็ดเป็นเงา งาม สามารถผลิตปลาหลดได้ทันต่อความต้องการในปัจจุบัน ซึ่งการเลี้ยง ไส้เดือนเพื่อเป็นอาหารของปลาหลดนั้น ข้อดีคือ ต้นทุนในการเลี้ยงน้อย มาก เพราะการเลี้ยงไส้เดือนใช้เพียง มูลช้าง วัว ควาย ขุย มะพร้าว กระดาษ เศษอาหาร ผลไม้เน่าเสีย เลี้ยงใน ภาชนะ เช่น ถัง กะละมัง ซึ่งอยู่ในที่ร่มและมีความชื้น ก็ทำให้ไส้เดือน สามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว

ข้อดีของการเลี้ยงปลาหลดด้วยไส้เดือน
1. ไส้เดือนสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ปริมาณที่เพียงพอ ลงทุนต่ำ
2. ไส้เดือนเมื่องลงบ่อ จะอยู่ได้ถึง 1 วัน ไม่ตาย ปลาหลดจะจับกินได้อย่างต่อเนื่อง
3. ปลาหลด ชอบกินเหยื่อไส้เดือน

ปลาหลด เอาไปทำอาหารอะไรได้บ้าง
ปลาหลด ปลาที่มีความอร่อยอยู่ในตัว เมื่อถูกปรุงเป็นอาหารจึงสร้างความ โอชะได้มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญต้องเลือกปลาสด จึงจะไม่มีกลิ่นคาวมาก เนื้อ มีรสหวาน สังเกตตาต้องใส ตัวปลามีเมื่อกลื่นมือ ถ้าปลาไม่สดเมือกจะขุ่น ขาว จับตัวปลาแล้วไม่ลื่น มีกลิ่นคาวแรง

ปลาตัวเล็กนิยมเอามาเคล้าเกลือตากแห้ง เป็นปลาแดดเดียว นำมาทอดกรอบได้ อร่อยนัก ถ้าได้ปลามาสดๆ เอามาทำต้มโคล้งต้องใส่เครื่องสมุนไพรสด พวก ข่า ตะไคร้เยอะๆ น้ำต้องเดือดจัดก่อนจึงใส่ปลา ต้มจึงจะไม่มีกลิ่นคาว อีก วิธีเมื่อล้างปลาแล้วเคล้าด้วยเกลือหมักไว้สักครู่ ล้างน้ำย่างไฟ พอหนัง ปลาเหลืองก็จะช่วยดับกลิ่นคาวได้ หรือนำปลาสดมาเคล้าเกลือ หรือแช่น้ำปลา แล้วนำไปทอดกินกับข้าวสวยร้อนๆ กับพริกน้ำปลาบีบมะนาวก็อร่อยเช่นกัน
นอกจากจะใช้ปรุงเป็นอาหารแล้ว ยังมีการนำไปเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม โชว์เป็น ปลาตู้อีก ขณะที่ปลาหลดว่ายจะดูสง่างาม ราคาจะยิ่งสูงขึ้นโดยเฉพาะตัวที่มี จุด จะตกอยู่ตัวละ 20-30 บาท และอีกอย่างการเอาไปทำเป็นเหยื่อล่อปลา จะ ใช้ปลาหลด ขนาด 3-4 นิ้ว ราคาตัวละ 3-4 บาท สามารถใช้เป็นเหยื่อล่อปลา ชะโด ปลาช่อน


แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...