แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์ปีก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์ปีก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แมลงเม่า


แมลงเม่า (alates) คือปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ที่โตเต็มที่โดยมีปีกยาวเลยลำตัวออกมา เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงฤดูฝน ปลวกหนุ่มสาวที่มีปีกภายในจอมปลวกจะพากันบินออกมาจากรังมารวมหมู่เพื่อเลือกคู่ครอง พอจับคู่กันได้หนึ่งต่อหนึ่ง ก็ชักชวนกันไปหาทำเลอันเหมาะสม จัดการสลัดปีกทิ้งผสมพันธุ์กันแล้วมุดลงสู่พื้นดิน หลังจากนั้นแมลงเม่าสองตัวก็จะกลายสภาพเป็นราชาและราชินีปลวก รานิชีเริ่มต้นขบวนการวางไข่อย่างต่อเนื่องทันทีหลังการผสมพันธุ์ โดยมีราชาคอยผสมพันธุ์ โดยมีราชาคอยผสมพันธุ์ให้เป็นระยะ ๆ นับจากนี้เธอจะกลายเป็นนางพญาปลวก คอยทำหน้าที่วางไข่สร้างประชากรไปตลอดชั่วชีวิต เมื่อเวลาผ่านไปรูปร่างของนางพญาจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ คือ ส่วนท้องจะขยายใหญ่ขึ้นตลอดเวลาเพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนไข่ที่ต้องวางเพิ่ม เมื่ออายุ 10 ปี ขึ้นไปรูปร่างของนางพญาจะมองดูคล้ายหนอนยักษ์ตัวอ้วนพองที่เคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้อีกต่อไป ประมาณกันว่านางพญาปลวกสามารถวางไข่ได้ 14 ฟอง ในทุก 3 วินาที ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนเธอจึงมีลูกจำนวนมหาศาล ประชากรปลวกรุ่นใหม่เหล่านี้เองที่ช่วยกันสร้างอาณาจักรใหม่อย่างแข็งขัน

การสร้างจอมปลวกเริ่มขึ้นโดยเหล่าปลวกงานจะช่วยกันกัดดินและขนดินมาทีละก้อน แล้วใช้น้ำลายเป็นตัวเชื่อมติด พวกมันค่อย ๆ สร้างผนังจอมปลวกแน่นหนาขึ้นทีละน้อยอย่างอดทน โดยมีปลวกทหารคอยทำหน้าที่อารักขาความปลอดภัยให้ ศัตรูสำคัญของปลวกทหารคือมดพันธุ์ต่าง ๆ ที่ชอบเข้ามารุกรานถึงภายในจอมปลวก เมื่อปราศจากการรบกวนปลวกงานจะสร้างห้องหับต่าง ๆ อย่างเป็นระบบเริ่มตั้งแต่ตำหนักของนางพญาที่จะต้องแข็งแกร่งเป็นพิเศษและซ่อนอยู่มิดชิดที่สุดภายในรัง แล้วจึงสร้างห้องเก็บรักษาไข่เพื่อบ่มฟักตัวอ่อน ซึ่งมันจะต้องขนไข่ออกจากตำหนักของนางพญามาจัดเก็บให้เป็นระเบียบอยู่เสมอเสร็จจากนั้นปลวกงานส่วนหนึ่งทำการขุดช่องระบายอากาศเพื่อให้ภายในจอมปลวกเย็นสบายอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งขุดอุโมงค์ใต้ดินสู่ภายนอกเพื่อใช้เป็นเส้นทางในการออกไปหาเสบียงอันได้แก่เศษไม้เป็นหลัก ความจริงปลวกไม่สามารถย่อยไม้ได้เองอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นโปรโตซัวซึ่งอาศัยอยู่ในกระเพาะของมันต่างหากที่ช่วยย่อยเซลลูโลสให้กลายเป็นสารอาหาร ปลวกงานจะนำเชื้อราที่ได้จากการย่อยมาสร้างเป็นสวนเห็ดขึ้นภายในจอมปลวกเพื่อลดภาระในการออกตระเวนหาอาหารจะเห็นว่าปลวกงานมีหน้าที่หนักที่สุดในบรรดาปลวกทั้ง 3 วรรณะ ปลวกงาน จึงมีประชากรมากที่สุด ทั้งนี้นางพญาจะมีฮอร์โมนสังคม (Social Hormone) ควบคุมการวางไข่ให้อัตราส่วนประชากรในวรรณะต่าง ๆ ได้สมดุลอยู่ตลอดเวลา

เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่ทางนางพญาจะผลิตปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง พอถึงฤดูผสมพันธุ์ปลวกจำนวนนี้จะกลายเป็นแมลงเม่าบินอำลาจากจอมปลวกอันเก่าเพื่อเริ่มต้นจับคู่และสร้างอาณาจักรของมันเองขึ้นมาอีกครั้ง

ปลวกมีบทบาทสำคัญในการช่วยย่อยสลายไม้ เศษไม้ และวัตถุอื่น ๆ เพื่อนำแร่ธาตุหมุนเวียนกลับสู่ระบบนิเวศ และเมื่อแปลงร่างเป็นแมลงเม่าก็ยังเป็นอาหารทรงคุณค่าทั้งต่อนกและสัตว์ต่าง ๆ ภายในกองดินหนาทึบมีโลกเล็ก ๆ ที่กำลังทำหน้าที่ของเผ่าพันธุ์อย่างสัตย์ซื่อให้กับนิเวศธรรมชาติ

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นกกระจาบทอง


นกกระจาบทอง / Asian Golden Weav

รูปร่างลักษณะ เป็นนกขนาดเล็ก ตัวผู้ และ ตัว เมีย นอกฤดูผสมพันธุ์ แทบไม่แตกต่างจากจากนกกระจาบธรรมดา ตัวผู้ และ ตัวเมีย นอกฤดูผสมพันธุ์ คือ สีลำตัวโดยทั่วไป เป็น สีน้ำตาล ท้อง เป็นสีน้ำตาล อ่อน แต่ มีข้อแตกต่างที่พอจะใช้จำแนกได้ คือ นกกระจาบทอง นอกฤดูผสมพันธุ์ จะมีสีเหลืองบริเวณข้างคอ ใต้คอ และ อก มากกว่า นอกจากนี้ ยังไม่มีลายที่อก ซึ่งแตกต่างจาก นกกระจาบอกลาย ลักษณะเด่น อีกอย่างหนึ่ง ของ นกกระจาบทอง คือ มีปากหนา อวบใหญ่ แต่สั้น กว่า นกกระจาบอีกสองชนิด , ม่านตาสี น้ำตาล แดง ขา สีชมพูอมน้ำตาล , แต่ที่ยากกว่า คือ การแยกนกตัวผู้และตัวเมีย ในขณะขนนอกฤดู ผสมพันธุ์ เนื่องจาก นกทั้งสองเพศคล้ายกันมาก ให้สังเกตจากนกที่เป็นตัวผู้ จะมีลายที่หลังและ ปีกเป็นสีเหลืองเข้มกว่านกตัวเมียเล็กน้อย และ มักมี แต้ม สีเหลืองบริเวณไหล่ และลำตัวด้านล่าง นอกจากนี้ นกกระจาบทอง จะมีขนเส้นเล็กๆ ประปรายอยู่บริเวณท้ายทอย ในขณะที่ นก กระจาบธรรมดา จะมีลายที่หลังเป็นสีดำ คล้ายลายของ นกกระจอกบ้าน

ในฤดูผสมพันธุ์ นกกระจาบทองตัวผู้ จะมีขนเป็นสีเหลืองทอง ตั้งแต่ กระหม่อม ท้อง ลงไปถึงขนคลุมใต้โคนหาง และ ตั้งแต่หลัง ลงไปถึง ขนคลุมหาง ด้านบน เป็นสีเหลืองทองเช่นกัน , ขนคลุมหู และ ใต้คอ สีดำ นกตัวเมีย ในฤดู ผสมพันธุ์ จะคล้ายนกกระจาบธรรมดาตัวเมีย แต่ จะมีคิ้วสีเหลืองเข้มกว่าเล็กน้อย ลายที่ปีกจะมีขอบขนเป็นสีเหลือง และ ขนคลุมหาง ด้านบน จะเจือ สีเหลืองมากกว่าเล็กน้อย , อก มีแถบสี น้ำตาลเข้มกว่าขนบริเวณท้องโดยรอบ ที่เป็นสีน้ำตาล อ่อน กว่า แต่อย่างไรก็ตาม การสังเกตลักษณะปาก ที่อวบ หนา ช่วยประกอบในการจำแนก ร่วมกับลักษณะอื่นๆได้ดี การที่นกกระจาบทอง และ นกกระจาบอกลาย มีลักษณะ การเลือกที่สร้างรังเหมือนกัน บางครั้ง อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ในฤดูผสมพันธุ์ นกกระจาบทองตัวผู้ จะมีขนเป็นสีเหลืองทอง ตั้งแต่ กระหม่อม ท้อง ลงไปถึงขนคลุมใต้โคนหาง และ ตั้งแต่หลัง ลงไปถึง ขนคลุมหาง ด้านบน เป็นสีเหลืองทองเช่นกัน , ขนคลุมหู และ ใต้คอ สีดำ นกตัวเมีย ในฤดู ผสมพันธุ์ จะคล้ายนกกระจาบธรรมดาตัวเมีย แต่ จะมีคิ้วสีเหลืองเข้มกว่าเล็กน้อย ลายที่ปีกจะมีขอบขนเป็นสีเหลือง และ ขนคลุมหาง ด้านบน จะเจือ สีเหลืองมากกว่าเล็กน้อย , อก มีแถบสี น้ำตาลเข้มกว่าขนบริเวณท้องโดยรอบ ที่เป็นสีน้ำตาล อ่อน กว่า แต่อย่างไรก็ตาม การสังเกตลักษณะปาก ที่อวบ หนา ช่วยประกอบในการจำแนก ร่วมกับลักษณะอื่นๆได้ดี การที่นกกระจาบทอง และ นกกระจาบอกลาย มีลักษณะ การเลือกที่สร้างรังเหมือนกัน บางครั้ง อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน

แหล่งอาศัยหากิน ที่ราบลุ่ม มีน้ำขังแฉะ ทุ่งหญ้า ดงอ้อ ดงกก นาข้าว นอกฤดูเก็บเกี่ยว จะเข้าไปหากินในที่ราบต่ำ ทุ่งโล่ง ที่ใกล้แหล่ง น้ำ อาหาร ได้แก่ เมล็ดธัญพืช เมล็ดหญ้า บางครั้งกิน หนอน แมลง ไข่ และ ตัวอ่อน ของแมลง ที่พบตามพื้นดิน หรือใน กอหญ้า กอพืช

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบัน นกกระจาบทอง เหลือปริมาณน้อยมาก พบเฉพาะในบางพื้นที่ ตามพื้นที่ลุ่ม ภาคกลาง เท่านั้น บริเวณที่เป็น ทุ่งนา ดงกก ดงอ้อ ดงธูปฤษี ตามแนวสองข้าง ถนน สายปทุมธานี - บางไทร บางบังทอง - สุพรรณบุรี วัดตาลเอน , แถบ อ.วังน้อย จ. พระนครศรีอยุธยา , อุทยานแห่งชาติสามหลั่น , ทุ่งนาแถว รังสิต อยุธยา นครนายก สมุทรปราการ นครปฐม สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท แต่แหล่งที่พบสม่ำเสมอ มากที่สุดคือบริเวณบึง บอระ เพ็ด จ.นครสวรรค์ นอกจากนี้ก็พบบ้างประปราย ที่ อ.สามโคก จ. ปทุมธานี และ บางแห่งตามแนวสองข้างถนน ระหว่าง จังหวัด ที่กล่าวมา แต่ทุกแห่งที่กล่าวมา พบในจำนวนน้อยมาก . ปัจจุบัน นกกระจาบทอง ของประเทศไทย อยู่ในภาวะถูกคุกคาม จนใกล้สูญพันธุ์


ข้อมูล จาก www.bird-home.com

นกกระจาบ


เป็นนกขนาดเล็ก ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ดูทั่ว ๆ ไปจะเห็นเป็นสีน้ำตาล หัว หลัง ปีก และหาง เป็นสีน้ำตาล มุมปากถึงข้างคอสีน้ำตาลเข้ม อกและท้องสีน้ำตาลนวล ระยะผสมพันธุ์ตัวผู้ที่โตเต็มวัยขนหัวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด ปากสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ปากสั้น ปลายแหลมและแข็งแรง

นกกระจาบอยู่รวมกันเป็นฝูง ตามท้องทุ่ง ไร่ นา รังสร้างเอง ปราณีต ทนทาน ใช้เวลาสร้างนานหลายวัน มักพบห้อยระย้าอยู่หลายรังตามต้นไม้ต้นเดียวกัน รังนกกระจาบมีความปลอดภัยกว่านกชนิดอื่น กันแดด ฝน ลม ได้ดี และป้องกันภัยจากศัตรูพวกงู หนู และเหยี่ยวได้ดี

นกกระจาบที่พบในไทย มี 3 ชนิด คือ

นกกระจาบเรียบ อกไม่มีลาย พบทั่วทุกภาค และมีจำนวนมากกว่าชนิดอื่น

นกกระจาบอกลาย อกมีลายจุดสีน้ำตาล พบในภาคกลาง และภาคเหนือ

นกกระจาบทอง ในฤดูผสมพันธุ์ขนที่คอตัวผู้จะเป็นสีเหลืองสด พบเฉพาะภาคกลาง

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

แตน


การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Arthropoda
ชั้น Insecta

อันดับ Hymenoptera


เป็นแมลงจัดอยู่ใน Class Insecta, Order Hymenoptera ต่อมีขนาดลำตัวยาว 1.5 ซ.ม. ขึ้นไป ส่วนแตน มีขนาดต่ำกว่า 1.5 ซ.ม. ต่อและแตนมีเหล็กไนอยู่ที่ส่วนปลายของลำตัว มีลักษณะคล้แตน จัดเป็นแมลงจำพวกผึ้ง เพราะว่ามีเหล็กในและการดำรงชีวิตที่คล้ายคลึงกันแตนเป็นแมลงเอวคอด ปีกบางสองคู่ และเป็นนักสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ใครแตนมีหลายชนิดสร้างรังรูปแบบแปลกๆๆ สวยงาม แตนบัว หรือแตนฝักบัวสร้างรังคล้ายกับฝักบัวคว่ำ รังนี้ยึดติดแน่นกับกิ่งไม้ ด้านล่างของรังที่หันลงดินแบ่งเป็นช่องสำหรับเป็นที่อยู่ของตัวอ่อน และเป็นทางเข้าออก แตนสร้างรังโดยการเคี้ยวไม้เก่าๆ ผสมกับน้ำลายซึ่งจะแปรสภาพเป็นเยื่อไม้แล้วเอาไปเรียงต่อกันเป็นห้องจนกลายเป็นรัง

ภายหลังผสมพันธุ์เสร็จ เมื่อแม่แตนสร้างรังหรือห้องได้บ้างแล้ว มันจะไปหาอาหารมาทิ้งวให้ลูกอ่อนกิน อาหารตัวอ่อนชอบกิน คือตัว
หนอนผีเสื้อ ซึ่งแม่แตนจะต่อยให้สลบแล้วนำมาใส่ไว้ในช่องที่เตรียมไว้เมื่อไข่ฟักเป็นตัวก็จะมีอาหารกิน

แมลงจำพวกเดียวกันกับแตนมีหลายชนิด เช่น ต่อ แมลงหมาร่า รูปร่าง คล้ายกัน แต่สีแตกต่างกันไป สีเหลือง
ดำสลับเหลืองรังอาจเป็นรูปกลมรี รูปกระปุกหรือแบบลูกฟูกแตนบางชนิดทำรังด้วยดิน เช่นแมลงหมาร่า

การป้องกันกำจัด : การกำจัดตัวต่อโดยใช้สารเคมีบางชนิด เช่น bendiocarb, carbaryl, diazinon, DDVP หรือ malathion ฉีดพ่นที่รังต่อ การทำลายรังต่อเสือ ซึ่งรังมีขนาดใหญ่ มีตัวต่ออาศัยอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก การทำลายรังต่อเสือจึงต้อง กระทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ วิธีที่ปลอดภัยมาก ที่สุดในการทำลายรังต่อเสือ จะกระทำในเวลากลางคืน เมื่อตัวต่อทุกตัวอยู่ภายในรัง รังของต่อเสือจะสร้างทางเข้าออกเพียงทางเดียวมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 นิ้วก่อนฉีดสารเคมีเข้าไปในรังต่อ จำเป็นต้องอุดทางเข้าออกของรังต่อด้วยสำลี อุดที่รู ตัวต่อจะไม่สามารถหนีออกจากรังได้ จึงใช้สารเคมีชนิดบรรจุกระป๋อง อัดก๊าซชนิด ที่ปลายหัวฉีดมีท่อยาวเล็ก ๆ สวมบนหัวฉีด พยายามใช้หัวฉีดเจาะบริเวณข้าง ๆ ของรังต่อแล้วฉีดพ่นสารเคมีเข้าไปภายในรัง ทำเช่นนี้จนรอบรังต่อ จะทำให้ต่อในรังตาย ทั้งหมดหากจำเป็นต้องกำจัดรังต่อในเวลากลางวัน ต้องสวมใส่เสื้อ ผ้าหนาหรือหลายชั้น เพื่อป้องกันต่อต่อยและต้องสวมถุงมือที่หนา รองเท้าบู้ท และสวมหมวกเพื่อป้องกัน ต่อ รุมต่อย


แตน จัดเป็นแมลงจำพวกผึ้ง เพราะว่ามีเหล็กในและการดำรงชีวิตที่คล้ายคลึงกันแตนเป็นแมลงเอวคอด ปีกบางสองคู่ และเป็นนักสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ใครแตนมีหลายชนิดสร้างรังรูปแบบแปลกๆๆ สวยงาม แตนบัว หรือแตนฝักบัวสร้างรังคล้ายกับฝักบัวคว่ำ รังนี้ยึดติดแน่นกับกิ่งไม้ ด้านล่างของรังที่หันลงดินแบ่งเป็นช่องสำหรับเป็นที่อยู่ของตัวอ่อน และเป็นทางเข้าออก แตนสร้างรังโดยการเคี้ยวไม้เก่าๆ ผสมกับน้ำลายซึ่งจะแปรสภาพเป็นเยื่อไม้แล้วเอาไปเรียงต่อกันเป็นห้องจนกลายเป็นรัง

ภายหลังผสมพันธุ์เสร็จ เมื่อแม่แตนสร้างรังหรือห้องได้บ้างแล้ว มันจะไปหาอาหารมาทิ้งวให้ลูกอ่อนกิน อาหารตัวอ่อนชอบกิน คือตัว
หนอนผีเสื้อ ซึ่งแม่แตนจะต่อยให้สลบแล้วนำมาใส่ไว้ในช่องที่เตรียมไว้เมื่อไข่ฟักเป็นตัวก็จะมีอาหารกิน

แมลงจำพวกเดียวกันกับแตนมีหลายชนิด เช่น ต่อ แมลงหมาร่า รูปร่าง คล้ายกัน แต่สีแตกต่างกันไป สีเหลือง
ดำสลับเหลืองรังอาจเป็นรูปกลมรี รูปกระปุกหรือแบบลูกฟูกแตนบางชนิดทำรังด้วยดิน เช่นแมลงหมาร่า

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ตั๊กแตนตำข้าว Praying Mantis


ชื่อวิทยาศาสตร์ -
อันดับ ORTHOPTERA
วงศ์ Mantidae
ชื่อสามัญ Mantid
ชื่อพื้นบ้าน ตั๊กแตนตำข้าว , ตั๊กแตนต่อยมวย


ลักษณะทั่วไป
ตั๊กแตนตำข้าวมีลำตัวยาว ขาคู่แรกขยายใหญ่เป็นกล้ามสับ และมีหนามสำหรับหนีบจับเหยื่อเป็นอาหาร อกปล้องแรกยาวมากขณะทำการจับเหยื่อตั๊กแตนจะทำท่ายกขาหน้าและโยกไปมาคล้ายจะต่อยมวย ขณะทำการผสมพันธุ์ตัวเมียอาจจะจับตัวผู้กินเป็นอาหาร

แหล่งที่พบ
พบได้ตามต้นไม้และกอหญ้า

อาหารธรรมชาติ
ชอบกินแมลงชนิดอื่นเป็นอาหาร

ประโยชน์และความสำคัญ
ตั๊กแตนตำข้าวเป็นตั๊กแตนที่มีประโยชน์ต่อการเกษตร เพราะเป็นแมลงที่กินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เหยี่ยวเมอร์ลิน (Merlin ; Falco columbarius)


ชื่ออื่น Pigeon Hawk
ชนิดย่อย F. c. insignis
ขนาด 25.0 - 30.0 เซนติเมตร

ลักษณะทั่วไป

เหยี่ยวขนาดเล็ก ลำตัวป้อม ปีกแคบยาว ปลายปีกแหลม หางแคบ ยาวปานกลาง ปลายมน ปากงองุ้ม แต่มีหยักที่สองข้างปากบน กรงเล็บแหลมคม ตัวเมียตัวโตกว่าตัวผู้มาก ตัวผู้ กระหม่อมสีเทามีขีดดำ มีแถบสีขาวแคบที่หน้าผาก และมีแถบเหนือตาสีขาวแกมสีเนื้อ ดูคล้ายคิ้ว มีแถบสีแดงสีแดงอมน้ำตาลรอบหลังคอ และขนคลุมหูสีเทาจางออกสีแดงอมน้ำตาล และมีขีดสีดำ คางและใต้คอสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงอมน้ำตาลจางตั้งแต่อกจนถึงท้องและขนโคนขา แต่มีลายขีดสีน้ำตาลแกมดำ ขนคลุมใต้โคนหางสีจางกว่าและมีลายขีดสีดำ คางและใต้คอสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงอมน้ำตาลจางตั้งแต่อกจนถึงท้องและขนโคนขา แต่มีลายขีดสี น้ำตาลแกมดำ ขนคลุมใต้โคนหางสีจางกว่าและมีลายขีดจาง ๆ ใต้หางเป็นบั้งสีเทาสลับขาว มีแถบหนาสีดำก่อนถึงปลายทาง ใต้ปีกสีขาวหรือสีเนื้อ มีลายขีดและลายบั้งสีคล้ำสลับสีน้ำตาลอมแดง ตัวเมีย หน้าผากและแถบเหนือตาสีขาวจางกระหม่อม เรื่อยมายังหลัง ไหล่ ขนคลุมปีก ตะโพก จนถึงขนคลุมบนโคนหาง สีน้ำตาลเข้ม แต่มีลายขีดสีดำ และมีแต้มสีแดงอมน้ำตาลจาง ๆ ตะโพกและขนคลุมบนโคนหางออกสีเทา ขนกลางปีกและขนปลายปีกสีน้ำตาลจาง ๆ ตะโพกและขนคลุมบนโคนหาง สีน้ำตาลเข้ม แต่มีลายขีดสีดำ และมีแต้มสีแดงอมน้ำตาลจาง หางสีน้ำตาลเข้ม และมีลายบั้งสีเนื้อและสีแดงอมน้ำตาล แก้มและขนคลุมหูสีขาว มีลายขีดสีน้ำตาล มีเส้นสีดำข้างหน้าตา และมีลายขีดสีน้ำตาล ตั้งแต่คางเรื่อยไปจนถึงขนคลุมใต้โคนหางเป็นสีขาว มีลายขีดสีน้ำตาล ใต้หางเป็นลายบั้งสีขาวสลับน้ำตาลปนเทาใต้ปีกสีขาว มีลายบั้งสีแดงอมน้ำตาล ม่านตา สีน้ำตาลเข้ม หนังรอบตาสีเหลือง ปาก สีเทา ปลายปากดำ แผ่นเนื้อรอบรูจมูกสีเหลือง ขาและนิ้วเท้า สีเหลืองจนถึงสีส้ม นกโตไม่เต็มวัย คล้ายตัวเมีย แต่ตะโพกและขนคลุมบนโคนหางไม่ออกสีเทา แผ่นเนื้อรอบรูจมูกและรอบตาเป็นสีฟ้า

การแพร่กระจาย

ทวีปอเมริกาเหนือ ตั้งแตมลรัฐอะแลสกา เรื่อยมายังแคนาดา จนถึงเกาะนิวฟันแลนด์ และตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา ทวีปยุโรป ตั้งแต่ไอซ์แลนด์ หมู่เกาะอังกฤษ คาบสมุทรสแกนดิเนเวีย เรื่อยมายังทวีปเอเซียตอนเหนือ แถบไซบีเรีย และจีนตอนเหนือ พอถึงฤดูหนาว นกในทวีปอเมริกาเหนือจะบินอพยพลงไปหากินในสหรัฐอเมริกา อเมริกากลางจนถึงตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ นกในทวีปยุโรปจะบินอพยพลงไปหากินในปากีสถาน อินเดียตอนเหนือ ทิเบตตอนใต้ จีนตอนใต้ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แต่นกบางตัวพลัดถิ่นไปถึงลาวตอนเหนือ และแคว้นอันนัม ในประเทศไทย พบครั้งแรก 1 ตัว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2542 ที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงใหม่ โดย แอนดี โรดเฮ้าส์ (Andy Roadhouse) สถานภาพ ทั่วโลก พบมาก ในประเทศไทย นกอพยพย้ายถิ่นนอกฤดูผสมพันธุ์ที่หายากมาก

แหล่งอาศัย

ที่โล่งที่มีต้นไม้ขึ้นกระจัดกระจาย พื้นที่เกษตรกรรม ทุ่งหญ้าสั้น ๆ ตั้งแต่ที่ราบจนถึงความสูง 1,065 เมตร รวมทั้งชายฝั่งทะเล

อุปนิสัย

บินล่าเหยื่อในระดับต่ำใกล้พื้นดิน บินรวดเร็วและตรง กระพือปีกรวดเร็วสลับกับการร่อนสั้น ๆ ดุ ล่า แม้กระทั่งนกที่ตัวโตกว่า เช่น นกเป็ดน้ำ แต่ส่วนมากล่านกขนาดเล็ก เช่น นกเด้าดิน นกกระจาบฝน และนกกระจาบปีกอ่อน บางครั้งก็ล่าหนู กิ้งก่า งู กบ เขียด และเฉพาะแมลงปอ บางครั้งเกาะบนก้อนหิน หัวเสาหรือบนพื้นดิน เสียงร้อง ตัวผู้ร้องดัง "ki-ki-ki-ki-kee" ซ้ำ ๆ กันรวดเร็ว แต่บางครั้งก็ร้องดัง "chic-chic-chic" ช้า ๆ ตัวเมียร้องดัง "kek-ek-ek-ek-ek"

ฤดูผสมพันธุ์

เมษายน-มิถุนายน รังและไข่ วางไข่ในแอ่งบนพื้นดินที่มีดงพืชล้อมรอบ รังนกเก่า ๆ เช่น รังอีกา หรือทำรังบนพุ่มไม้หรือต้นไม้สูง 1.5-18.0 เมตร ด้วยกิ่งไม้ที่นำมาขัดสานกัน วางไข่ครอกละ 5-6 ฟอง เปลือกไข่สีน้ำตาลมีจุๅดกระสีน้ำตาลเข้ม ม่วง และน้ำตาลแดง ขนาด 30.3-32.0 39.7-41.2 มิลลิเตร

ไก่ฟ้า


ไก่ฟ้า หรือ pheasant เป็นชื่อเรียกรวม ๆ ของนกในวงศ์ phasianidae ประกอบไปด้วยประกอบด้วยไก่ฟ้าชนิดต่าง ๆ นกยูงไก่ป่า นกกระทา นกแว่น และนกหว้า พูดกันง่าย ๆ ก็คือ นกกระทา ไก่ป่า นกแว่น และนกหว้า เป็นไก่ฟ้าชนิดหนึ่งนั่นเอง บรรพบุรุษของมันเป็นไก่ฟ้า (Gallus gallus) มีถิ่นกำเนิดในป่าเขตร้อนของทวีปเอเชีย นกในวงศ์ phasianidae ส่วนใหญ่มีสีสันที่สวยงาม ไก้ฟ้าเป็นนกที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน พวกมันจะหาอาหารและทำรังอยู่บนพื้น จะบินขึ้นไปเกาะบนต้นไม้เฉพาะ ในเวลานอนหรือไม่ก็ตอนที่ตกใจ เมื่อมีศัตรูเข้ามาใกล้ ๆ มันมีนิ้วกับเล็บที่ยาวและมีขาที่แข็งแรงมาก ซึ่งเหมาะกับการใช้คุ้ยเขี่ย หาอาหารตามพื้นดิน และหลายชนิดมีเดือยแหลมที่ขา โดยเฉพาะตัวผู้ ไก่ฟ้าทุกชนิดนั้นในวงศ์นี้ตัวผู้จะมีสีสันสวยงามกว่าตัวเมีย ทั้งยังมีพฤติกรรมคล้ายกับนก Bird of Paradise คือจะใช้เวลาส่วนตัวหมดไปกับการอวดโฉม และผสมพันธ์กับตัวเมียหลายตัว ส่วนนกตัวเมียจะมีที่ค่อยข้างกลม กลืนกับธรรมชาติ อย่างเช่นน้ำตาลและเทาเพื่อพรางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เป็นการซ่อนตัวจากศัตร ูในเวลาที่มันต้องกกไข่และเลี้ยงดูลูกตามลำพัง ลูกไก่จะสามารถวิ่งได้ทันทีที่ออกจากไข่ ทั้งยังใช้เวลาไม่นาน นักในการหัดบินขึ้นไปเกาะบนคอนตามต้นไม้



ไก่ฟ้าพญาลอ (Siamese fireback pheasant)

ไก่ฟ้าพญาลอ มีชื่อสามัญว่า Siamese fireback pheasant ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lophura diardi เป็นไก่ฟ้าที่สวยงามที่สุดชนิดหนึ่งของไทย กองอนุรักษ์สัตว์ป่ากรมป่าไม้ได้เสนอให้ไก่ฟ้าพญาลอเป็นนกประจำชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 เขตการกระจายพันธุ์ ไก่ฟ้าพญาลอพบกระจายในเวียดนาม ตอนใต้ของลาว ตอนเหนือของกัมพูชา ส่วนในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก เช่นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยง - ภูทอง อุทยาน แห่งชาติทุ่งแสวงหลวง อุทยานแห่งชาติทับลาน และอุทยานแห่งชาติ และอุทยานแห่งชาติเขาสระบาป ลักษณะทั่วไป ไก่ฟ้าพญาลอเป็นไก่ฟ้าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ความยาววัดจากจงอยปากถึงปลายหางยาว 24-32 นิ้ว (หากรวมหางตัวผู้จะยาวเพิ่มอีกประมาณ 14 นิ้ว) ขาและบริเวณใบหน้ามีสีแดง เพศผู้มีขนหัวสีดำและมีขนเป็นพู่สีดำยื่นออกมาและโค้งไปข้างหลัง บริเวณลำตัวด้านบนตอนท้ายมีเนื้อแกมทอง ขนหางมีสีดำเหลือบเขียว คอและอกมีสีเทา มีเดือยยาวและแหลมคม เพศเมีย มีขนหัวคอและคอหอยสีน้ำตาล บริเวณลำตัวทางด้านบนตอนหน้าและตอนล่างลำตัวมีสีน้ำตาลแกมแดงบริเวณท้องลายคล้ายเกล็ดสีขา ปีกสีดำไม่มีเดือย

ไก่ฟ้า Imperial Pheasant / L.imperia;is

ไก่ฟ้า Imperial Pheasant / L.imperia;is ซึ่งถูกพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2466 บริเวณเทือกเขาสูง ของประเทศเวียดนาม ไก่ฟ้าคู่หนึ่งได้ถูกนำไปเลี้ยงในยุโรป และขยายพันธุ์เรื่อยมา แต่อย่างไรก็ตาม ลูกหลานและของมันมักจะเป็นไก่ฟ้าพันธุ์ทาง เพราะถูกนำไปผสมพันธุ์ กับชนิดอื่น ไก่ฟ้าชนิดนี้ เราเกือบจะไม่รู้เรื่องการดำรงชีวิดในธรรมชาติของมันเลย พวกมันค่อนข้างจะโชคร้าย ที่มีถิ่นที่อาศัยอยู่ ในแถบบริเวณชายแดนระหว่างระหว่าง เวียดนามเหนือ และใต้ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสารเคมีที่ใช้ในระหว่างสงคราม แต่อาจจะมีส่วน ที่เหลือรอดจากสารเคมีและ การทำลายแหล่งอาศัยแต่เราไม่อาจทราบได้ว่ามีจำนวนเท่าไร


ไก่ฟ้า Edwards's Pheasant/L.edwardsi

ไก่ฟ้าอีกชนิดหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน ทั้งยังมีลักษณะคล้ายกันมากคือ ไก่ฟ้า Edwards's Pheasant/L.edwardsi ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมาก่อนไก่ฟ้า Imperial Pheasant แต่ก็เป็นไก่ฟ้าที่ตกใจง่ายและหาดูได้ยากในธรรมชาติเช่นเดียวกัน เรารู้จักไก่ฟ้าชนิดนี้ครั้งแรกเมื่อซากของมันถูกเก็บไว้ได้ในปี พ.ศ. 2438 พอถึงปี พ.ศ. 2468 ไก่ฟ้ายังมีชีวิตจึงได้ถูกส่งเข้าไปในยุโรป มีรายงานเกี่ยวชะตากรรมของไก่ฟ้า Edwards's Pheasant อยู่หลายครั้งในระหว่างสงครามเวียดนาม ให้มีรายงานหนึ่งปากว่าพบพวกมันในป่าชั้นรอง หลังจากที่ป่าสมบูรณ์ได้ลูกทำลายไปสำหรับสถานะภาพที่แท้จริงของพวกมันในสถานภาพที่แท้จริงของพวกมันในธรรมชาตินั้นยากที่จะรู้ได้ ส่วนในกรงเลี้ยงเป็นที่ทราบกันดีว่า ไก่ฟ้า Edwards's Pheasant เป็นตัวที่มีนิสัยที่ชอบอวดโฉด เช่นเดียวกับไก่ฟ้าชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบทำขนหงอนสีขาวบนหัวให้ตั้งขึ้น พร้อมทั้งพองขนบนหลังออกและขยับปีกอย่างรวดเร็วเพื่อให้มีเสียงดังในขณะที่เต้นโชว์ในรอบๆ ตัวเมีย


ไก่ฟ้า Bulwer's Pheasant /L.bulweri

ไก่ฟ้า Bulwer's Pheasant /L.bulweri บนเกาะบอร์เนียวตัวผู้จะมีเหนียงที่หน้ายาวมากและมีสีสันที่หน้าทึ่งในเวลาที่อวดโฉมซึ่งเหนียงจะมีสีฟ้าสดใสและที่ขอบจะเป็นสีดำ ซึ่งตัดกับสีแดงของตาและหนังที่หน้าและถูกตัดกันยิ่งขึ้นเพราะมีขนหางเป็นสีขาวซึ่งมีจำนวนขนมากกว่าไก่ฟ้าชนิดใด ซ้อนทับกันจนแบนราบ แต่ต่อมจะค่อย ๆแผ่ออกจนเป็นรูปพัดสีขาว ขนหางนี้จะอยู่เหนือหลังจนกระทั่งจรดกับหัว ขนหางเส้นนอกสุดจะเป็นปลายแหลมซึ่งจะคราดไปตามพื้น และทำให้เกิดเสียงดังกรอบแกลบเวลาที่กระทบกับใบไม้ชอบอาศัยอยู่ตามริมลำธารในแถบป่าลึกที่ห่างไกลบนเกาะบอร์เนียวขึ้นไปจนถึงความสูง 670 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางและเช่นเดียวกับนกป่าชนิดอื่น ๆของเกาะบอร์เนียวปัญหาใหญ่ของพวกมันคือการสูญเสียที่อยู่อาศัย เกือบทั้งหมดของป่าดงดิบที่สมบูรณ์บนเกาะใหญ่แห่งนี้ถูกจับจองไว้โดยบริษัททำไม้ แต่ไก่ฟ้าชนิดนี้ได้มีการขยายพันธุ์ในกรงบ้างแล้ว จึงเป็นความหวังในการรักษาเผ่าพันธุ์ของนกชนิดที่หายากชนิดนี้เอาไว้

ไก่ฟ้า Swinhoe's Pheasant / L. swinhiij

ไก่ฟ้า Swinhoe's Pheasant / L. swinhiij มีถิ่นกำเนิดอยู่บนเกาะไต้หวันเป็นไก่ฟ้าอีกชนิดหนึ่งที่มีสีสันสวยงามจนหน้าทึ่งซึ่งมักจะสร้างความตื่นเต้นให้กับทุกคนที่ได้พบเห็นตอนที่พวกมันอวดโฉมเพื่อเกี้ยวพาราสี ตัวเมีย ขนสีขาวบนหลังและหางพองออกมาในขณะที่หนังสีแดงที่หน้าจะตั้งแข็งขึ้นนกตัวผู้จะผงกหัวขึ้นลงและทำตัวหลุกหลิกไม่อยู่นิ่ง พร้อมทั้งขยับปีกให้มีเสียงออกมาไก่ฟ้า Swinhoe's Pheasant จะถูกนำไปผสมพันธุ์ในกรงครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2409 ขณะนี้ในธรรมชาติพวกมันกำลังถูกคุกคามด้วนแรงบีบรอบด้านสำหรับถิ่นอาศัยป่าไม้ได้ถูกทำลายลงสำหรับการเกษตรกรรม , เหมืองแร่,เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า,การท่องเที่ยว และการตัดถนนซึ่งทั้งหมดเป็นผลกระทบจากกระแสการพัฒนาประเทศ แม้ว่าพื้นที่ป่าที่สงวนไว้สำหรับไก่ฟ้า Swinhoe's Pheasant และMikado Pheasant / Syrmaticus mikado ที่มีหางยาวแต่ก็ไม่ได้ผลมากนักไก่ฟ้าทั้งสองชนิดยังคงถูกดักจับเพื่อทำมาขาย ทั้ง ๆที่อยู่ในเขตสงวน แม้ว่าจะได้มีการนำไก่ฟ้าที่เกิดจากรางเลี้ยงกลับปล่อยธรรมชาติ เป็นระยะๆ แต่ผลสำเร็จของการปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติคงจะขึ้นอยู่กับการป้องกัน การดักจับไก่ฟ้าในธรรมชาติและการทำลายแหล่งอาศัย



วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นกกางเขน Copsychus saularis




การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia


ไฟลัม Chordata
ชั้น Aves

อันดับ Passeriformes
วงศ์ Muscicapidae

สกุล Copsychus
สปีชีส์ C. saularis
ข้อมูลทั่วไป[ซ่อน]
ชื่อวิทยาศาสตร์ Copsychus saularis (Linnaeus, 1758)

นกกางเขน (Copsychus saularis) เป็นนกชนิดหนึ่งที่กินแมลง มีขนาดไม่ใหญ่นัก ยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ส่วนบนลำตัวสีดำ ส่วนล่างตั้งแต่หน้าอกลงไปจะเป็นสีขาวหม่น ใต้หางมีสีขาว ปีกมีลายพาดสีขาว ตัวเมียสีจะชัดกว่าตัวผู้ ส่วนที่เป็นสีดำในตัวผู้ ในตัวเมียจะเป็นสีเทาแก่ มันมักจะอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ หากินแมลงตามพุ่มไม้ บางครั้งก็โฉบจับแมลงกลางอากาศ หางของมันมักกระดกขึ้นลง ร้องเสียงสูงบ้าง ต่ำบ้าง ฟังไพเราะ ทำรังตามโพรงไม้ที่ไม่สูงนัก มันจะวางไข่ครั้งละ 3-6 ฟองและผลัดกันกกไข่ มันจะฟักไข่นานประมาณ 12 วัน อายุ 15 วัน แล้วจะเริ่มหัดบิน พบทั่วไปในทุกภาคแม้ในเมืองใหญ่ ๆ

นกกางเขนในไทย มี 2 ชนิด คือ นกกางเขนบ้าน และนกกางเขนดง ขนาดและสีต่างกันเล็กน้อย มักเรียกนกกางเขนบ้านว่า นกกางเขน



นกกางเขนบ้านเป็นนกที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย ตั้งแต่ป่าโปร่ง ป่าชายเลน พื้นที่เกษตรกรรม สวนผลไม้ สวนสาธารณะในเมือง และเมืองใหญ่ จากที่ราบถึงความสูง 1800เมตร แต่อย่างไรก็ตาม เรามักพบเค้าอยู่ใกล้กับบ้านคนมากกว่าในป่า

ด้วยเสียงร้องที่ไพเราะ และอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ค่อนข้างมาก ทำให้นกกางเขนบ้านเป็นนกที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จัก ประมาณว่าในบ้านที่พอจะมีเนื้อที่ปลูกต้นไม้อยู่บ้าง จะมีนกกางเขนประจำบ้าน บ้านละ 1 ตัว หรือ 1 คู่ ที่มีเพียงเท่านั้นเพราะเค้าค่อนข้างจะเป็นนกที่หวงถิ่น หากมีใครข้ามถิ่นเข้ามาก็จะมีการปกป้องถิ่นอย่างอาจหาญ

นกกางเขนเป็นนกที่ขยันหากิน อาหารของเค้าคือ หนอน แมลง หรือผลไม้สุก พวกกล้วยสุก เมื่อกินอิ่มก็จะบินขึ้นไปเกาะที่โล่งๆสูงๆอย่างสายไฟ เสาอากาศบนบ้าน และส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว และเมื่อหิวก็จะลงมาหากินใหม่ แต่ปรกติ มักได้ยินเค้าร้องตอนเช้าๆ ตอนที่ตื่นนอน และตอนเย็นๆ

หากใครต้องการจะเชิญชวนให้นกกางเขนบ้านเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจในบ้านตัวเอง ก็อาจทำได้โดยการจัดสวนเพื่อเรียกนก โดยหาต้นไม้มาปลูก ไม่จำเป็นต้องเป็นต้นไม้ใหญ่ แต่ให้ดูมีร่มเงา มีความชุ่มชื้น มีอ่างน้ำตื้นๆ นกกางเขน และนกอื่นๆก็อาจมาใช้บริการ "อ็อนเซ็น" จนเปียกมะล่อกมะแล่กแบบนี้ให้ได้ชื่นชมถึงในบ้าน

โดยปรกติแล้ว ถ้าไม่ใช่ฤดูผสมพันธุ์ ( เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ) เราอาจพบนกกางเขนบ้านอยู่เพียงตัวเดียว เพราะเค้าเป็นนกที่รักสันโดษ

แต่ถ้าเป็นช่วงจับคู่แล้ว นกกางเขนบ้านมักทำรังวางไข่ในบริเวณบ้านที่เค้าอาศัยอยู่นั่นเอง บางทีเราอาจพบเค้าทำรังในตู้ไปรษณีย์ โพรงต้นไม้ในบ้าน ศาลพระภูมิ แต่ถ้าเป็นนกที่อาศัยในสวนสาธารณะ โพรงไม้ตามธรรมชาติมักจะเป็นที่ที่เค้าเลือกใช้ทำรัง

นกทั้ง 2 เพศจะช่วยกันทำรัง แต่นกตัวเมียจะทำมากกว่า โดยใช้วัสดุจำพวกใบไม้แห้ง ใบหญ้าแห้ง รากไม้ หรือส่วนอื่นๆของพืชที่แห้งแล้ว เอามารองไว้ก้นรัง ดูเผินๆแล้วบางครั้งก็เหมือนไม่ใช่รังนก เพราะมันเพียงเอาวัสดุต่างๆ มายัดไว้ในโพรง หรือซอกใต้หลังคา หรือในศาลพระภูมิเท่านั้น

นกกางเขนบ้าน วางไข่ครอกละ 5 ฟอง เปลือกไข่สีฟ้าแกมเขียวอ่อน มีจุดกระสีน้ำตาลเป็นจุดเล็กประพรมไปทั่ว ไข่มีขนาด 21 X 17 มม. นกตัวเมียทำหน้าที่กกไข่เพียงตัวเดียว แต่นกตัวผู้จะคอยระวังภัยอยู่ใกล้ๆรัง คอยป้องกันอาณาเขตรอบๆรังไม่ให้นกหรือศัตรูอื่นๆบุกรุกเข้ามาใกล้รัง ในระหว่างนี้นกตัวผู้จะร้องเพลงไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็หาเหยื่อมาป้อนนกตัวเมีย แต่ในบางครั้งนกตัวเมียก็ออกจากรังไปหากินเองบ้างแต่ไปไม่นานก็ต้องกลับมากกไข่ต่อ ถ้าหากนกตัวเมียทิ้งรังไปนานเกินไปนกตัวผู้ก็จะบินออกไปขับไล่ให้นกตัวเมียกลับมากกไข่โดยเร็ว

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร




การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Aves

อันดับ Passeriformes
วงศ์ Hirundinidae
วงศ์ย่อย Pseudochelidoninae
Shelley, 1896

สกุล Pseudochelidon
Hartlaub, 1861

นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร หรือ นกตาพอง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pseudochelidon sirintarae (Thonglongya, 1968) ชื่อสามัญ White-eyed River-Martin เป็นนกจัดอยู่ในวงศ์เดียวกับ นกนางแอ่น พบครั้งแรกบริเวณบึงบอระเพ็ด เมื่อ พ.ศ. 2511 เป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิดตาม พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

ลักษณะ
นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร มีความยาวจากปากจดหาง ประมาณ 12 -13 ซม. ความยาวเฉพาะหาง มากกว่า 9 ซม. ชาวบ้านในบริเวณที่ค้นพบ เรียกนกชนิดนี้ว่า “นกตาพอง” เนื่องจากลักษณะของตาที่มีวงขาวล้อมรอบ ลักษณะโดยทั่วไป ลำตัวสีดำสนิท มีเหลือบสีน้ำเงินเข้ม บางส่วน บริเวณหน้าผาก มีกระจุกขนสีดำ คล้ายกำมะหยี่ ขอบตาขาวเด่นชัด นัยน์ตา และ ม่านตาสีขาวอมชมพูเรื่อๆ ขนบริเวณตะโพกสีขาว ตัดกับสีของลำตัว ขนหาง มนกลม แต่ขนคู่กลางมีแกนยื่นออกมา เป็นเส้นเรียวยาวประมาณ 10 ซม. มองเห็นได้ชัดเจน บริเวณใต้คอสีน้ำตาลอมดำ แข้ง และ ขา สีชมพู

อุปนิสัย
อุปนิสัย แหล่งผสมพันธุ์วางไข่และที่อาศัยในฤดูร้อนยังไม่ทราบ ในบริเวณบึงบอระเพ็ดนกเจ้าฟ้าจะเกาะนอนอยู่ในฝูงนกนางแอ่นชนิดอื่นๆ ที่เกาะอยู่ตามใบอ้อ และใบสนุ่นภายในบึงบอระเพ็ดบางครั้งก็พบอยู่ในกลุ่มนกกระจาบและนกจาบปีกอ่อนกลุ่มนกเหล่านี้มีจำนวนนับพันตัว อาหารเชื่อว่าได้แก่แมลงที่โฉบจับได้ในอากาศ

แหล่งที่อยู่อาศัยและการแพร่กระจาย
อาศัยอยู่ตามดงอ้อและพืชน้ำในบริเวณบึงบอระเพ็ด พบเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น พบในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว

การค้นพบ
ในปี พ.ศ. 2510 นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ปัจจุบันคือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย) ได้ทำการดักจับนกนางแอ่นจากบึงบอระเพ็ด เพื่อทำการศึกษาเรื่องการอพยพย้ายถิ่นของสัตว์ต่างๆ ในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ และในระหว่างเดือน มกราคม–กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2511 คุณกิตติ ทองลงยา ได้ค้นพบนกตัวหนึ่งที่มีรูปร่างลักษณะแตกต่างจากนกนางแอ่นอื่นๆ ที่จับได้ นกตัวนี้มีขนาดใหญ่กว่านกนางแอ่นทั่วไปมาก ขนเป็นสีดำคล้ำ ตาขาวและใหญ่ ปากและสะโพกสีขาว หางกลมมน ขนหางคู่กลางมีแกนยื่นออกมาอย่างชัดเจน

จากการตรวจสอบขั้นต้นยังไม่สามารถที่จะจำแนกนกชนิดนี้เข้ากับนกสกุลใดๆของประเทศไทยได้ คุณกิตติ ทองลงยาจึงได้เก็บตัวอย่างของตัวเบียน คือ เห็บ เหา และไร ของนก ส่งไปให้ สถาบันสมิทโซเนียน และ บริทิชมิวเซียม ช่วยตรวจและวิเคราะห์หาชนิดของนกดังกล่าว ผลก็คือมันมีเหาชนิดเดียวกับนกนางแอ่นเทียมสกุล Pseudochelidon ซึ่งพบในแถบลุ่มน้ำคองโก แอฟริกา และจากนั้นได้ทำการเปรียบเทียบลักษณะอวัยวะต่างๆ ภายในของนกตัวนี้กับตัวอย่างนกนางแอ่นเทียมคองโก (Pseudochelidoninal eurystominal) จึงลงความเห็นว่านกตัวนี้จะต้องเป็นนกในสกุล Pseudochelidon อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากว่านกในสกุลนี้เคยมีเพียงชนิดเดียวคือ นกนางแอ่นเทียมคองโก ดังนั้นนกที่ค้นพบที่บึงบระเพ็ดนี้ นักปักษีวิทยาทั่วโลกจึงยอมรับว่าเป็นนกสกุล Pseudochelidon ชนิดใหม่ของโลก

นักปักษีวิทยาของเมืองไทยต่างมีความเห็นว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา (พระยศขณะนั้น) ทรงเป็นผู้ที่สนพระทัยในเรื่องธรรมชาติวิทยาของเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง จึงขอพระราชทานนามมาตั้งชื่อนกชนิดนี้ว่า “นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร” หรือ White-eyed River Martin (Pseudochelidon sirintarae)

สถานภาพในปัจจุบัน
เป็นนกเฉพาะถิ่น (endermic species) ที่พบได้เพียงแห่งเดียวในโลก คือที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ เป็นนกโบราณที่ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้น้อย จึงมีเหลืออยู่ในธรรมชาติน้อยมาก มีรายงานการค้นพบที่สามารถยืนยันได้เพียง 10 ตัวเท่านั้น และจากรายงานการพบเห็นครั้งหลังสุด ในปี พ.ศ. 2523 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 20 ปีแล้ว ที่ไม่ได้เห็นนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรอีกเลย และจากการจัดให้มีการประชุมของสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง สถานภาพทรัพยากรชีวภาพของประเทศไทย โดยกลุ่มนักชีววิทยาในประเทศไทย เมื่อเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2539 นั้น นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ได้ถูกจัดให้อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

ปัจจุบัน IUCN และสำนักงานนโยบาย และแผนสิ่งแวดล้อม (2540) จัดนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร เป็นสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically endangered) ซึ่งอาจจะสูญพันธุ์ไปแล้วจากประเทศไทยหรือจากโลก เพราะ หลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีรายงานการพบนกชนิดนี้อีกเลย นอกจากนี้พระราชบัญญัติ คุ้มครองและสงวนสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ได้จัดให้เป็นสัตว์ป่าสงวนอีกด้วย

สาเหตุของการใกล้สูญพันธ์
นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรเป็นนกที่สำคัญในด้านการศึกษาความสัมพันธ์ของนกนางแอ่น นกชนิดที่มีความสัมพันธ์กับนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรมากที่สุด คือนกนางแอ่นคองโก (Pseudochelidon euristomina) ที่พบตามลำธารในประเทศซาอีร์ ในตอนกลางของแอฟริกาตะวันตก แหล่งที่พบนกทั้ง 2 ชนิดนี้ห่างจากกันถึง 10,000 กิโลเมตร ประชากรในธรรมชาติของนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรเชื่อว่ามีอยู่น้อยมาก เพราะเป็นนกชนิดโบราณที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน แต่ละปีในฤดูหนาวจะถูกจับไปพร้อมๆกับนกนางแอ่นชนิดอื่น นอกจากนี้ที่พักนอนในฤดูหนาว คือ ดงอ้อ และพืชน้ำอื่นๆที่ถูกทำลายไปโดยการทำการประมง การเปลี่ยนหนองบึงเป็นนาข้าว และการควบคุมระดับน้ำในบึงบรเพ็ดเพื่อการพัฒนาหลายรูปแบบ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดผลเสียต่อการคงอยู่ของพืชน้ำและต่อระบบนิเวศการอยู่อาศัยของนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรเป็นอย่างมาก

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นกพิราบ

นกพิราบ



อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Aves

อันดับ Columbiformes
วงศ์ Columbidae


เป็นนกพื้นบ้าน ซึ่งได้รับการเพาะเลี้ยงด้วยจุดประสงค์ต่างๆกันมากว่า 3000 ปี สืบเชื้อสายมาจาก Rock dove หรือ Rock pigeon ซึ่งอาศัยอยู่ตามหน้าผาหินและแตกแขนงสายพันธุ์รูปลักษณ์ ไปตามท้องถิ่นต่างๆ ทั่วทั้งทวีปยุโรปและเอเชีย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ columba livia สำหรับในประเทศไทย นกพื้นบ้านเหล่านี้ ได้แก่นกพิราบตามท้องไร่ท้องนา ซึ่งต่อมาได้ปรับตัวเข้ามาอยู่ในเมือง ตามอาคารบ้านเรือน วัดวาอารามต่างๆ และอีกชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดีก็คือ นกเขาที่มีเสียงขันที่ไพเราะนั่นเอง

จุดประสงค์ในการเพาะเลี้ยงนกพิราบ มีอยู่ 4 ประการ

การเพาะเลี้ยงเพื่อคัดเอาความสามารถในการบิน ( flying ability ) เช่น การบินทน บินเร็ว บินฉวัดเฉวียน บินโฉบ และความสามารถในการบินกลับกรง (homing) ซึ่งได้แก่นกพิราบพันธุ์สื่อสาร หรือนกพิราบแข่งนั่นเอง
การเพาะเลี้ยงเพื่อคัดเลือกเสียงขันที่ไพเราะ ซึ่งได้แก่นกเขาชนิดต่างๆ นกTrumpeters นก laughers
การเพาะเลี้ยงเพื่อความสวยงามของรูปร่างหน้าตาและสีขน ( Fancy pigeon ) เช่น นกพิราบหางแพน ( fantail ) นก jacobin
การเพาะเลี้ยงเพื่อชำแหละเป็นนกเนื้อ เช่น พันธุ์ king พันธุ์ carneau พันธุ์ texan และที่มีขนาดใหญ่ที่สุดก็คือ พันธุ์ roman ซึ่งมีน้ำหนักตัวประมาณ 1.5-2.5 กก

สีของนกพิราบ

สีพื้นฐานของนกพิราบ มีอยู่ 5 สี คือ

-สีเทาฟ้าที่มีแถบดำ 2 เส้นพาดขวางบริเวณปีกทั้งสองข้าง (blue-bar) เป็นสีพื้นฐานที่พบมากที่สุด
-สีกระ (checker,check) ลักษณะพื้นฐานคล้ายสีเทาฟ้าแต่มีหย่อมสีดำกระจายทั่วปีก ถ้าหย่อมสีดำหนาแน่นเรียกว่าสีดำกระ (dark blue check) ถ้าไม่หนาแน่นเรียกว่าสีเทากระ (blue check)
-สีโกโก้ (ash red and brown) เป็นสีที่พบได้น้อย สำหรับนกสีโกโก้ที่มีแถบสีโกโก้เข้ม 2 เส้นพาดขวางบริเวณปีกทั้งสองข้างเราจะเรียกว่า red bar
-สีดำ (black) เป็นสีที่พบได้น้อยเช่นกัน ลักษณะสีดำสนิททั้งตัว
-สีขาว (white) เป็นสีที่พบได้น้อย เกิดจากการผ่าเหล่า (mutation) ของนกสีต่างๆที่กล่าวมาแล้ว เป็นนกเผือกคือสีขาวปลอดทั้งตัวและดวงตาจะมีสีไม่เหมือนนกพิราบปกติแต่จะเป็นสีดำทึบ (dark or bull's eye)

การขัน
ขันเสียงดังเมื่อพบตัวเมีย พร้อมๆกับผงกหัวขึ้นลง และแพนหางลง ไม่ขัน
สำหรับในเรื่องของการแยกเพศนกพิราบว่าตัวไหนเป็นตัวผู้ ตัวไหนเป็นตัวเมียนั้น ในคนที่เลี้ยงนกพิราบใหม่ๆ อาจจะยังไม่มีความชำนาญในการแยกเพศเท่าไรนัก แต่เดี๋ยวทำไปนานๆ ก็ชินไปเอง หลักการง่ายๆ ในการแยกเพศของนกพิราบก็คือ ตัวผู้นั้นจะมี่ร่างกายที่บึกบึนมากกว่า ตัวสูงกว่า และหัวกะโหลกมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย มีนิสัยชอบก่อการร้าวราญ หรือหาเรื่องทะเลากับตัวผู้ด้วยกันเอง จะไม่ค่อยรังแกนกตัวเมีย
ส่วนตัวเมียนั้น เมื่อยืนบนพื้นที่ราบเรียบในสภาพที่ปกติแล้ว เส้นหลังจะทอดเป็นระดับมากว่าตัวผู้ และไม่ค่อยทะเลาะกันเองเท่าไร นอกเสียจากจะแย่งรังกันวางไข่ เมื่อโตเต็มที่ถึงวัยผสมพันธุ์แล้วเท่านั้น

การเพาะเลี้ยง
นกพิราบสามารถจับคู่ผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 6-8 เดือน ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์และสภาพแวดล้อม สามารถออกไข่ฟักลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่เหมาะสมคือช่วงที่ไม่มีฝน นกพิราบไม่ชอบทำรังบนต้นไม้ เนื่องจากมันสืบสายพันธุ์มาจากนกที่อยู่ตามผาหิน ดังนั้น มันจึงชอบทำรังบนพื้นแข็งที่เป็นช่องหรือซอ? เช่น ใต้ชายคาบ้าน ใต้หลังคาหรือซอกอาคาร ของโบสถ์ วิหาร สำหรับผู้เพาะเลี้ยงสามารถหาจานไข่สำเร็จรูปที่ทำจากปูนปลาสเตอร์ แล้วใส่ใบไม้แห้ง เศษฟาง หรือ ทรายแห้ง เพื่อรองบริเวณก้นจาน ตัวเมียจะวางไข่หลังจากเข้าคู่แล้วประมาณ 10 วัน ไข่ใบแรกมักจะออกในช่วงเย็นประมาณ 17.00-18.00 น. ไข่ใบที่สองจะออก 2 วันต่อมา และมักจะออกในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 15.00-17.00 น. หลังจากไข่ครบ 2 ใบแล้ว ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะผลัดกันฟักไข่ โดยตัวผู้จะกกในช่วงเวลา 10.00-17.00 น. นอกนั้นตัวเมียจะกกเอง ประมาณ 18 วัน ลูกนกจะฟักออกจากไข่ทีละใบห่างกัน 1 วัน ทั้งพ่อนกและแม่นกจะช่วยกันป้อนอาหารให้แก่ลูกนก โดยในช่วงสัปดาห์แรก พ่อและแม่นกจะขย้อนสารอาหารที่มีโปรตีนสูง ลักษณะคล้ายน้ำนมที่เรียกว่า pigeon milk ให้กับลูกอ่อน และจะค่อยๆทดแทนด้วยเมล็ดธัญญาหารเมื่อลูกนกโตขึ้น ขนลำตัวและขนปีกจะงอกเต็มที่เมื่อลูกนกอายุได้ 35 วัน สำหรับนกเลี้ยง เรามักจะใส่ห่วงขานกในขณะที่เป็นลูกอ่อน หลังออกจากไข่ประมาณ 5-7 วัน ห่วงขาที่ใส่จะติดตัวนกไปตลอดชีวิตและไม่สามารถถอดหรือเปลี่ยนได้ ตัวห่วงจะบอกปี คศ. ที่นกเกิด ลำดับตัวเลขที่ไม่ซ้ำกัน และชื่อย่อสมาคมนกพิราบที่ผลิตห่วงออกจำหน่าย

อาหาร
นกพิราบเป็นนกที่กินเมล็ดธัญญพืช เช่น ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง เมล็ดทานตะวันดำ และกินกรวดหรือเศษอิฐเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร เปลือกหอยป่นก็เป็นสารอาหารที่จำเป็น โดยเฉพาะสำหรับลูกนกที่กำลังเจริญเติบโตและต้องการแคลเซี่ยมเพื่อการสร้างกระดูก การให้อาหาร ควรให้เป็นเวลา วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น น้ำดื่มที่สะอาดควรจัดเตรียมเอาไว้ในกรงให้นกได้ดื่มตลอดเวลา กรง ขนาดและรูปแบบของกรงจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของนกพิราบที่เลี้ยง แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ สภาพภายในกรงจะต้องแห้ง ไม่เปียกชื้น เพราะความเปียกชื้นเป็นบ่อเกิดของโรคชนิดต่างๆที่จะทำให้นกพิราบป่วยและตายได้ กรงควรจะโปร่งลมถ่ายเทได้สะดวก แดดสามารถส่องเข้าไปในกรงได้ในบางช่วงของวันและถ้าเป็นแดดในช่วงเช้าจะดีที่สุด

อุปกรณ์การเลี้ยง
นกพิราบนั้น ถึงแม้จะเป็นสัตว์จำพวกนก แต่การเลี้ยงดูก็แตกต่างกันไป ดังนั้นอุปกรณ์สำหรับนกพิราบก็ย่อมแตกต่างจากนกประเภทอื่นด้วย
สิ่งที่ควรจะเตรียมเอาไว้สำหรับนกพิราบได้แก่
หิ้งนอน เนื่องจากว่านกพิราบเป็นนกที่ไม่ชอบเกาะคอน แต่จะชอบนอนบนหิ้งนอนมากกว่า ฉะนั้นเราจึงควรทำหิ้งนอนเอาไว้สำหรับเค้า ขนาดที่เหมาะสมคือกว้างประมาณ 2 นิ้ว ยาวตอนละ 1 ฟุต มีผนังกั้นเป็นตอนๆ ถ้าเลี้ยงเอาไว้เป็นจำนวนมากก็ต้องทำหิ้งซ้อนๆ กัน เรียงไว้หลายแห่ง นกก็จะเลือกที่นอนของตัวเองและนอนอยู่อย่างนั้นไม่มีการเปลี่ยนที่ใหม่
รังหีบ อาจจะทำไว้ใต้ที่นอนติดเรียงไปตามผนังของสถานที่เลี้ยง โดยให้สูงจากพื้นมากที่สุด เพราะจะง่ายในการทำความสะอาด โดยที่เราไม่ต้องก้มๆ เงยๆ ขนาดที่เหมาะสมคือกว้าง 24 นิ้ว ลึก 18 นิ้ว เป็นอย่างต่ำ และควรจะมีกระจกกั้นเป็นฉาก เมื่อนำคู่ของนกที่จะผสมพันธุ์เข้าไปไว้ในการผสมพันธุ์ครั้งแรก และเมื่อให้นกคู่นี้ผสมเป็นครั้งที่ 2 อาจทำรังหีบขนาด 9 นิ้วไว้ใช้ข้างหลังรังหีบนี้ ส่วนลูกที่ฟักเป็นตัวในการผสมพันธุ์ครั้งแรกก็ให้ปล่อยไว้ในหีบตามเดิม
ภาชนะใส่อาหาร รางหรือภาชนะที่ใช้ใส่อาหารจะต้องจัดไว้ให้ทุกครั้งที่เลี้ยง ภาชนะที่ใส่ควรเป็นแบบเปิดก้นได้และต้องล้างทำความสะอาดทุกวัน
ภาชนะใส่น้ำ เราจะต้องจัดน้ำกินไว้ให้นกได้ดื่มอยู่เสมอและยิ่งเป็นฤดูร้อนควรดูแลมากหน่อย เพราะโดยธรรมชาติของนกพิราบนั้นชอบอาบน้ำเล่นน้ำตลอดทั้งปี เราจึงต้องมีภาชนะไว้ให้นกได้เล่นน้ำด้วย อาจจะเป็นวัตถุเคลือบหรืออ่างดินเผาและจะต้องสามารถเปิดก้นทิ้งน้ำได้ เพราะเมื่อนกเล่นน้ำแล้วจะสกปรกควรไขน้ำทิ้งเพื่อไม่ให้นกดื่มกิน นกพิราบขาวพันธุ์สื่อสาร
นกพิราบพันธ์สื่อสารที่มีสีขาวล้วน ดูสวยงามและโดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า ในวันที่ท้องฟ้าสดใส แสงแดดจะกระทบกับปีกที่กำลังกระพือเห็นเป็นสีขาวตัดกับสีท้องฟ้า หากบินเกาะกลุ่มกันเป็นฝูงก็ยิ่งทำให้ดูสวยงามยิ่งขึ้นไปอีก นกพิราบสีขาวเกิดจากการผ่าเหล่าและเป็นลักษณะด้อย ในที่นี้หมายความว่า หากทำการจับคู่นกพิราบสีขาวกับนกพิราบสีอื่นๆ จะไม่ได้ลูกนกพิราบสีขาวอีกเลย ฉะนั้น หากต้องการเพาะลูกนกให้มีสีขาว ต้องใช้พ่อนกและแม่นกที่มีสีขาวเท่านั้น แต่ในเชิงปฏิบัติมักจะไม่ได้ลูกนกสีขาวล้วน มักจะมีสีอื่นๆปนเปื้อนเป็นจุด เป็นแต้ม เป็นปื้นหรือเป็นแถบเสมอ ดังนั้นการจะสร้างสายพันธุ์นกพิราบสีขาวล้วนจึงเป็นงานที่ต้องใช้เวลาหลายปี ( 5-10 ปี ) กว่าจะได้เป็นสายพันธุ์แท้ที่ให้ลูกเป็นนกพิราบสีขาวล้วน ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในแถบยุโรป มีผู้เพาะเลี้ยงและปรับปรุงสายพันธุ์นกพิราบสีขาวล้วนหลายราย แต่ละรายจะมีนกพิราบขาวในสต๊อกตั้งแต่ 300-400 ตัวขึ้นไป โดยมีจุดประสงค์ในการเพาะเลี้ยง 2 ประการ คือ เพี่อการแข่งขันบินทางไกล และ เพี่อเป็นนกปล่อยในโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส พิธีเปิดการแข่งขันกีฬา เป็นต้น นกพิราบขาวพันธุ์สื่อสารที่เคยมีชื่อเสียงว่าสวยที่สุดในโลก คือสายพันธุ์ที่เรียกว่า pletinckx ซึ่งพัฒนาโดยผู้เพาะเลี้ยงในประเทศเบลเยี่ยม มีลักษณะสีขาวล้วน รูปทรงสวยงาม และบินเร็ว และมามีชื่อเสียงสูงสุดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ. 1960-1970 เมื่อ วอลท์ ดิสนีย์ นำมาแสดงในภาพยนตร์ เรื่อง " Pigeon Fly Home " ปัจจุบันยังมีนกพิราบสายพันธุ์นี้ได้รับการเลี้ยงดูและปล่อยบินอวดความสวยงามอยู่ในสวนพักผ่อนหย่อนใจของอาณาจักรดิสนีย์แลนด์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

โรคของนกพิราบสามารถแบ่งออกเป็นหลายๆชนิด ทั้งที่เกิดอยู่ภายในระบบทางเดินหายใจ เช่นในปากและลำคอ หรือที่เกิดอยู่ในระบบทางเดินอาหาร เช่นในลำใส้ เป็นต้น โรคต่างๆเหล่านี้ล้วนมีผลต่อสุขภาพของนกพิราบทั้งนั้น ตราบใดที่นกของเราต้องผจญกับภัยคุกคามเหล่านี้ ย่อมทำให้นกไม่สามารถแสดงออกความสามารถที่มันมีได้ และผลงานในการแข่งขันย่อมฟ้องตัวมันเองอย่างแน่นอน

โรคต่างๆของนกพิราบ
Trichomoniasis (Canker)
ไทรโคโมเนียซิส หรือ อีกชื่อที่เราเรียกกันว่าแคงเกอร์ เกิดจากเซลล์ชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็กมากซึ่งจะฝังตัวอยู่ในบริเวณลำคอของนก โดยปรกติ นกพิราบส่วนมากจะมีเชื้อนี้อยู่ในระบบทางเดินหายใจทั้งนั้น ซึ่งก็ไม่เป็นอันตรายต่อนกนักถ้ามีในปริมาณที่น้อย แต่ถ้ามีเยอะก็เป็นอันตรายถึงตายได้เช่นกัน เชื้อนี้จะแพร่โดยการแบ่งตัวของเซลล์ แต่ไม่สามารถรวมตัวกันโดยปราศจากพาหะได้ เพราะฉนั้นเชื้อจะตายลงอย่างรวดเร็วถ้ามันอยู่ภายนอกตัวนกพิราบเชื้อ Trichomoniasis สามารถเกิดขี้นได้กับนกทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกนกที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ลักษณะของเชื้อที่มองด้วยตาเปล่าเห็นจะเป็นก้อนเหลืองๆในช่องคอของนก ซึ่งอาจจะลามไปถึงตับได้ ซึ่งต้องใช้กล้องเพื่อส่องดู อาการของนกที่ติดเชื้อนี้ก็คือน้ำหนักตัวจะเบาลง ท้องเสีย มีขี้เหลวเป็นสีเขียวเข้ม ถึงแม้เราจะไม่สามารถมองเห็นจากในลำคอนกก็ตาม อย่างไรก็ดี นี่เป็นแค่อาการอย่างนึงที่เราควรสังเกตุเท่านั้น เพราะไม่ใช่การติดเชื้อนี้อย่างเดียวที่จะทำให้น้ำหนักนกเบาลง
ในกรณีที่นกติดเชื้อนี้ในปริมาณมากจนถึงตับแล้ว อีกอาการนอกเหนือจากน้ำหนักลดก็คือการบวมหรือพองออกของช่องท้อง บางทีจะสามารถสังเกตุเห็นถึงสีเหลืองในช่องลำคอและบริเวณตาขาวได้ ลูกนกที่ถูกป้อนอาหารจากพ่อแม่อยู่จะมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อนี้ โดยอาการก็คือมีขนที่ไม่เรียบและจะกินได้น้อย
การติดเชื้อเกิดได้จาก 3 วิธีคือ
1)เมื่อพ่อแม่นกที่มีเชื้อนี้อยู่แล้วป้อนอาหารให้กับลูกนก เชื้อนี้ก็จะถูกถ่ายไปยังลูกนกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2)เมื่อมีการดื่มน้ำหรือกินอาหารร่วมกันระหว่างนกที่ติดเชื้อกับนกปรกติ วิธีป้องกันก็คือเราควรทำความสะอาดภาชนะที่ใช้เลี้ยงนกให้ดี
3)เมื่อนกที่ติดเชื้อถูกกินโดยสัตว์อื่น ก็จะทำให้เชื้อนั้นเข้าสู่ร่างกายของสัตว์นั้นๆได้เช่นกัน

ยาที่นิยมใช้ในการรักษาโรคนี้คือ Emtryl (เอ็มทิล) เป็นยาแบบผงไว้สำหรับละลายในน้ำให้นกดื่ม ให้นกกินต่อเนื่องอย่างน้อย 5 วันแต่ไม่เกิน 7 วัน ในบางครั้งการให้ยานี้ก็ก่อให้เกิดผลร้ายได้ เนื่องจากนกได้รับปริมาณยาที่มากเกินไป ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ในฤดูร้อนหรือนกกำลังอยู่ในช่วงป้อนลูกนกอยู่ เพราะนกจะต้องดื่มน้ำมากนั่นเอง อาการของนกที่ได้รับตัวยามากเกินไปก็คือมันจะกลิ้งหรือนอนตีลังกาอยู่บนพื้นกรง เพราะตัวยาที่มากไปมีผลต่อระบบประสาทของนก วิธีรักษาก็คือให้นำน้ำที่ผสมยาออก แล้วให้น้ำเปล่าที่สะอาดแทน อาการก็จะหายไปในเวลาวันถึงสองวัน วิธีที่เหมาะสมก็คือในฤดูร้อนที่นกจะดื่มน้ำมากกว่าปรกติ ให้ลดปริมาณของยาที่ผสมน้ำลง แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการดื้อยาของเชื้อนี้เช่นกัน

ถ้าเป็นไปได้ก็ให้เลี่ยงการให้ยานี้ในฤดูร้อน หรือในช่วงที่พ่อแม่นกกำลังป้อนลูกนกอยู่ แต่ถ้านกเกิดมีอาการที่จะต้องเยียวยาทันที ก็ควรจะให้ยานะครับ เพราะไม่คุ้มที่เราจะรอ เพราะนกอาจจะป่วยจนยากที่จะเยียวยาทัน


ในฤดูการแข่งขัน คุณเคยสังเกตูเห็นนกที่ติดอันดับอยู่ดีๆ แล้วหล่นหายไปจากใบจัดอันดับเลยหรือเปล่า ทั้งๆที่นกก็ดูดีอยู่ สาเหตุก็คือว่าเมื่อนกต้องบินระยะไกลเป็นเวลานานๆ มันต้องใช้พลังงานที่สะสมมาก ความทรหดหรือความแข็งแรงย่อมน้อยลง นั่นเป็นโอกาสที่เชื้อโรคต่างๆจะโจมตีนกของเรา เชื้อแคงเกอร์ก็เช่นกัน มันสามารถทวีคูณจำนวนของมันได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเราสังเกตุดูในช่องปาก อาจจะเห็นการบวมแดงของลำคอได้ ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะทำให้เกิดการคันในช่องคอ โดยธรรมชาติต่อมในช่องคอของนกก็จะผลิตเมือกเหลวมาห่อหุ้มเชื้อเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เราเห็นเป็นก้อนสีเหลืองในภายหลัง

นอกจาก Emtryl แล้ว ยังมีตัวยาอื่นๆที่คุณสามารถเลือกได้ เช่น Ronidazole, Turbisole, Ridsol-S, Flagyl หรือ Spartrix จะเป็นการดีถ้าสามารถเปลี่ยนตัวยาอยู่เรื่อยๆ เช่นครั้งนี้รักษาด้วย Emtryl ครั้งหน้าก็เปลี่ยนเป็น Ronidazole เพราะจะช่วยป้องกันการดื้อยาของเชื้อได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือการให้ในปริมาณที่ทางผู้ผลิตยาแนะนำ

Pox
Pox หรือฝีเป็นอีกโรคที่นกพิราบมักจะเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งฤดูฝนที่ยุงชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกนก เมื่อยุงกัดบริเวณจมูก ขา หรือขอบตาของนก จะทำให้เกิดฝีเป็นเม็ดๆ บางทีมากซะจนนกไม่สามารถลืมตาได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านกที่โตแล้วจะไม่เป็น

โรคฝีในนกพิราบสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือแบบที่เกิดกับผิวหนังและแบบที่เกิดกับระบบทางเดินหายใจ

เชื้อไวรัสจะสามารถเข้าสู่ร่างกายนกได้จากผิวหนังที่เป็นสะเก็ดหรือแผลจากการกัดของยุง ทำให้เป็นตุ่มแข็งบริเวณนั้น อย่าพยายามตัดหรือแกะเพราะจะทำให้เลือดออกได้ ส่วนที่เกิดกับระบบหายใจก็จะเป็นภายในช่องปาก ซึ่งในกรณีนี้จะทำให้นกไม่สามารถกินอาหารหรือดื่มน้ำได้ตามปรกติ

ถ้านกของเรามีความเสี่ยงต่อการเกิดฝีสูงเช่นมียุงชุมบริเวณกรง การป้องกันทำได้โดยการติดมุ้งลวดไม่ให้ยุงสามารถเข้าไปกัดนกเราได้ อีกวิธีก็คือการให้วัคซีนป้องกัน ส่วนนกที่เป็นแล้วสามารถรักษาโดยการให้ยา Livimun เพื่อกระตุ้นให้เกิดการต้านทานเชื้อ ให้วิตามิน (Multivitamin EB12)ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้นกฟื้นตัวเร็วขึ้น ในระหว่างการรักษา

Paramyxo
Paramyxo เชื้อ Paramyxo เกิดขึ้นจากไวรัสชนิดหนึ่งเรียกว่า Paramyxovirus-1 (PMV-1) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคนิวคาสเซิลในไก่ เพราะมีสื่อตัวเดียวกันคือ PMV-1 เชื้อนี้ถูกพบครั้งแรกในอเมริกาเหนือ ก่อนที่จะลุกลามไปยังยุโรปจนถึงเอเซีย

การติดเชื้อนี้ของนกพิราบ มักแสดงออกให้เห็น 2 ทางคือทางระบบประสาทและระบบขับถ่าย ทางระบบประสาทก็คือ นกจะมีอาการเหมือนไม่สามารถพยุงตัวเองได้ คล้ายๆคนเมานั่นแหละครับ คอเอียง บางทีจะมีอาการอัมพาติของปีกและขา ไม่สามารถจิกกินอาหารที่อยู่บนพื้นได้ โดยมันจะจิกอยู่ข้างๆเมล็ดถั่ว ทั้งนี้เนื่องจากระบบประสาทของสายตากับร่างกายทำงานไม่สัมพันธ์กันนั่นเอง อย่างไรก็ดี นกที่ติดเชื้อไวรัสนี้สามารถรักษาให้หายได้ ถ้ามันยังสามารถกินอาหารและดื่มน้ำได้ตามปรกติ

ส่วนทางระบบขับถ่ายนั้นหมายถึงน้ำหรือของเหลวได้ไหลผ่านไตโดยมิผ่านกระบวนการทำงานของไตได้อย่างปรกติ นั่นเป็นเพราะว่าเชื้อไวรัสได้ทำลายไตของนกที่ติดเชื้อนั่นเอง เราจะสังเกตุได้ง่ายจากพื้นกรงที่จะเต็มไปด้วยขี้ที่มีลักษณะเหลวเป็นเมือก ซึ่งอันนี้จะแตกต่างจากโรคท้องร่วง เนื่องจากของเหลวนี้จะมาจากไต ไม่เหมือนกับท้องร่วงที่มาจากลำไส้

วิธีป้องกันก็คือการฉีดวัคซีนให้แก่นกพิราบ โดยมีทั้งวิธีให้วัคซีนชนิดเชื้อเป็นคือ LaSota โดยการหยอดเข้าจมูก หรือเชื้อตาย Colombovac หรือ Newcavac โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง

วัคซีนเชื้อเป็น LaSota มีคุณสมบัติกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้รวดเร็ว แต่ภูมิคุ้มกันคงอยู่ได้ในช่วงเวลาสั้น จึงต้องให้ซ้ำบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเขตที่มีการระบาดของโรค อาจให้ซ้ำทุก 2-3 เดือน โปรแกรมการให้วัคซีนเชื้อเป็น คือให้ครั้งแรกที่ลูกนกอายุ 3 สัปดาห์ ครั้งที่สองที่อายุ 6 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้ซ้ำทุก 2-3 เดือน วิธีการให้โดยการหยอดจมูกหรือหยอดตา

ส่วนวัคซีนเชื้อตาย (Colombovac, Newcavac) จะกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ช้า แต่ภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้นาน ถ้าผู้ฉีดไม่มีความชำนาญ อาจจะทำให้นกช๊อคหรือตายได้ เนื่องจากการดิ้นรนของนกระหว่างการทำวัคซีน ปฏิกิริยาที่พบหลังจากฉีดวัคซีนคือ เกิดเป็นเม็ดตุ่มเล็กๆขึ้น ทั้งนี้เป็นการตอบสนองของร่างกายเมื่อได้รับวัคซีน เราจะพบเม็ดตุ่มเหล่านี้เป็นเวลา 10-14 วันและจะหายไปเองภายใน 2-4 สัปดาห์ เม็ดตุ่มนี้อาจจะมีผลทำให้นกบินไม่ได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งถ้าหากเกิดเม็ดตุ่มที่บริเวณปีก

วัคซีนเชื้อตายสำหรับนกพิราบจะมีสื่อพิเศษเฉพาะ ไม่ใช่เป็นสื่อน้ำมันเช่นเดียวกับวัคซีนเชื้อตายสำหรับป้องกันโรคนิวคาสเซิลในไก่ โดยพบว่าหากนำวัคซีนเชื้อตายที่ใช้สำหรับไก่มาฉีดให้กับนกพิราบแล้ว จะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นมาก ดังนั้นจึงมีการแนะนำให้ใช้วัคซีนเชื้อตายสำหรับนกพิราบเท่านั้น ซึ่งจะให้ผลที่ดีและปลอดภัยกว่า โปรแกรมการให้วัคซีนเชื้อตาย คือให้ครั้งแรกที่อายุ 6-8 สัปดาห์ และให้ซ้ำทุกปีๆละครั้ง โดยวัคซีนจะให้ความคุ้มครองนาน 1 ปี วิธีการให้วัคซีน ทำได้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณกลางคอด้านหลังของนกพิราบ ตัวละ 0.2 ซีซี โดยใช้เข็มและไซริงค์ที่สะอาดปราศจากเชื้อ อย่าปล่อยให้บินออกกำลังและอย่าให้นกอาบน้ำ

Coccidiosis
ค็อกซิดิโอสิส (Coccidiosis) เป็นโรคนกพิราบชนิดหนึ่งที่มักเกิดกับลูกนกที่เราเพิ่งแยกออกจากพ่อแม่ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่

เหมือนนกที่โตแล้ว เช่นเดียวกันกับไข่พยาธิ เชื้อ coccidiosis ซึ่งเราเรียกว่าอูซิส (oocyst) จะอยู่ในอุจจาระของนก ซึ่งจะยังไม่มีอันตรายมากนัก แต่ถ้าอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นใจ เช่นมีความเย็นอับชื้น เชื้อก็จะสามารถพัฒนาสู่ขั้นอันตรายได้

เชื้อนี้สามารถแพร่สู่นกตัวอื่นๆได้ดังนี้ นกพิราบที่จิกกินอาหารจากพื้นที่สกปรกหรือจากน้ำที่ไม่ได้เปลี่ยนทุกวัน จะกลืน oocyst เข้าไป ในระหว่างนั้นเชื้อพยาธิก็จะเพิ่มและฝังตัวอยู่ในผนังลำไส้ ซึ่งจะทำให้เกิดการบวมของลำไส้ และท้องเสีย น้ำหนักลด และไม่ว่าจะให้อาหารมากแค่ไหน ก็ดูเหมือนว่าจะไม่หนักขึ้นซักเท่าไหร่ เราสามารถสังเกตุว่านกเรามีการเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือเปล่าได้ตั้งแต่ยังอยู่ในชามฟัก ถ้าลูกนกมีการถ่ายเหลวมากๆ ซึ่งเราดูได้จากบริเวณขอบชาม เราควรจะตั้งสมมติฐานว่าเป็นเชื้อนี้ได้ ถ้าเราไม่ทำการให้ยารักษาทันที ลูกนกตัวนั้นก็จะเติบโตขึ้นมาอย่างไม่สมบูรณ์ มีขนไม่เรียบเงา กระดูกที่ไม่แข็งแรงและลำไส้ที่ไม่ดี นกจะไม่สามารถสร้างพลังงานสะสมได้อย่างนกปรกติ

การรักษาดูแลกรงนกให้มีความสะอาดอยู่เสมอจะช่วยป้องกันการฟักตัวหรือการแพร่ขยายของเชื้อได้มากกว่า 90% แต่ก็จะไม่กำจัดได้อย่างสิ้นซาก ยกเว้นการรมไฟที่มีความร้อนสูงถึง 400-500 องศาเซลเซียส ในกรณีที่ต้องมีการให้ยารักษา เราสามารถให้ยาประเภท sulphamides แก่นกเราได้ หรือ ยา Vetisulid (sodium sulphachlorpyridazine) หรือ Amprol และ Baycox

อีกสิ่งที่จะช่วยป้องกันการแพร่เชื้อนี้ ก็คือระบบการถ่ายเทที่ดี ถ้าแสงแดดสามารถส่องถึงภายในกรงนกได้ มีอากาศถ่ายเทดี ก็จะสามารถช่วยป้องกันได้เช่นกัน

เราจะมาสรุปถึงวงจรชีวิตของ coccidiosis กันอีกทีนะครับ นกพิราบจะกลืน oocyst เข้าไป --> เมื่อเข้าไปในลำไส้ เชื้อก็จะฝังตัวเข้าไปในผนังลำไส้ -->เชื้อจะพัฒนาและแบ่งตัวออกหลายเท่าเป็น schizonts --> Schizonts จะผลิต merozoites ซึ่งจะฝังลึกเข้าไปในผนังลำไส้เช่นกัน --> Merozoites เหล่านี้จะก่อให้เกิด schizon 2 ซึ่งจะผลิตเชื้อผู้และเมียของ gametocysts ซึ่งทำให้เกิด oocyst ที่มีอยู่ในมูลของนก


นกพิราบขาวสยาม
เป็นนกพิราบพันธุ์สื่อสารสีขาวล้วนที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาใหม่โดยคนไทย จากจุดอ่อนของนกพิราบขาวที่มีดวงตาเป็นสีดำทึบ ได้รับการปรับปรุงลักษณะสีของดวงตาให้มีสีสดใสและหลากหลาย เช่น สีแดง สีชมพู สีเงิน สีส้ม และสีเหลือง ทำให้นกพิราบขาวสยามสวยเด่นกว่านกพิราบขาวทั่วๆไป และขณะนี้เป็นที่ยอมรับของผู้เพาะเลี้ยงนกพิราบจากทั่วทุกมุมโลกแล้วว่า นกพิราบขาวสยามเป็นนกพิราบขาวพันธุ์สื่อสารที่สวยที่สุดในโลก



ประกายความคิด
จากการสังเกตุคนผิวขาวชาวเอเชียที่มีดวงตาสีดำน้ำตาลเหมือนกันหมด เปรียบเทียบกับคนผิวขาวที่มีเชื้อสายคอเคเชี่ยนซึ่งมีสีของดวงตาเป็นสีสดใสและหลากหลาย ทำให้เกิดแนวคิดที่จะพัฒนานกพิราบสีขาวให้มีสีของดวงตาหลากหลายขึ้นมาบ้าง

จุดเริ่มต้น
ประมาณ 20 ปีย้อนหลัง ได้ทำการเสาะหานกพิราบสีขาวพันธุ์สื่อสารทุกรูปแบบเท่าที่จะหาได้เพื่อนำมาปรับปรุงสายพันธุ์ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มได้เป็น 4 ชนิด คือ

นกพิราบสีขาวล้วน ดวงตามีสีดำทึบ (Albino)
นกพิราบสีขาวที่มีสีอื่นๆปนเป็นปื้นหรือเป็นแถบ (Splash) ดวงตาอาจจะมีสีหลากหลายหรือสีดำทึบ
นกพิราบสีขาวที่มีแต้มสีดำกระจายทั่วตัว (Grizzle) ดวงตามักจะเป็นสีหลากหลาย
นกพิราบขาวที่เกิดจากนกสีโกโก้ที่มีความผิดปกติในการสร้างสี ( Dilution ) สีโกโก้จะจางลงมากจนสีพื้นเกือบเป็นสีขาวและมีลายสีโกโก้เข้มหรืออ่อนแซมอยู่ แต่ลักษณะที่เด่นที่สุดคือ ดวงตาจะมีสีสดใส

จากการทดลองผสมนกพิราบสีขาวทั้ง 4 ชนิดสลับไปมา พบว่าลูกนกที่ได้จากการผสมของสายพันธุ์ที่ 1 และสายพันธุ์ที่ 4 มีแนวโน้มที่จะได้เป็นนกพิราบสีขาวที่มีดวงตาหลากสี จึงได้ทำการผสมลงลึกและคัดสายพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดได้นกพิราบสีขาวล้วนที่มีดวงเป็นสีหลากสี เป้าหมายต่อไปคือการพัฒนารูปร่างให้ได้สัดส่วนและสวยงาม ขั้นตอนสุดท้ายคือการพัฒนาศักยภาพในการบินเร็ว เพื่อใช้แข่งขันในกีฬานกแข่ง


คุณสมบัติ พิราบขาวสยาม เป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่ง ที่สามารถเลี้ยงให้เชื่องกรงได้ เวลาปล่อยออกจากกรง จะบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความปราดเปรียว ขณะบินเดี่ยว ชอบบินฉวัดเฉวียน บินดิ่ง และบินทะยาน ถ้ามีหลายตัว ชอบบินเกาะกลุ่มไปพร้อมๆกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ท้องฟ้ามีอากาศแจ่มใส พิราบขาวสยามจะบินเล่นไต่ระดับขึ้นไปสูงถึงตึก 20-30 ชั้น แสงแดดจะสะท้อนกับปีกที่ขยับบิน เห็นเป็นแสงระยิบระยับ เป็นธรรมชาติที่ดูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง เมื่อบินเล่นจนพอใจแล้ว จะบินกลับและเข้ากรงได้เอง เหมาะสำหรับผู้เลี้ยงนกพิราบแข่งที่จะเลี้ยงนกพิราบขาวสยามไว้ดูเพลิดเพลินและคลายเครียดจากการแข่งขัน สำหรับผู้รักสัตว์เลี้ยงทั่วๆไป นกพิราบขาวสยามก็เป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่งที่น่าสนใจและมีอนาคต จากคุณสมบัติที่สวยงามและหายาก หากได้มีการเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว น่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงอีกชนิดหนึ่ง ที่มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจสำหรับประเทศไทย

คุณประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ
เนื่องจากเป็นนกพิราบพันธุ์สื่อสารที่มีความสวยงาม ดังนั้น ตลาดโดยตรงของนกพิราบสายพันธุ์นี้ คือ ผู้เพาะเลี้ยงนกพิราบพันธุ์สื่อสารและพันธุ์สวยงาม ซึ่งมีจำนวนนับล้านคนทั่วโลก ที่ต้องการสะสมนกที่สวยงามและหายากเอาไว้ในสต๊อกของตนเอง นอกจากนี้หากทำการโปรโมทเข้าไปในตลาดผู้รักสัตว์เลี้ยงทั่วๆไปด้วยแล้ว ก็จะสามารถขายนำเงินตราเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมหาศาล เนื่องจากพิราบขาวสยามเป็นนกพิราบสายพันธุ์ใหม่ จึงสามารถกำหนดราคาได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องการแข่งขันตัดราคา และคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีหลังการเปิดตัวของนกพิราบขาวสยามในตลาดโลก คู่แข่งขันจึงจะสามารถพัฒนาขึ้นมาทัดเทียม ซึ่งก็จะส่งผลดีกลับมาอีกครั้ง เพราะตลาดจะกว้างออกไป ขณะที่ผู้ริเริ่มยังคงความได้เปรียบในด้านความหลากหลายของสายพันธุกรรมที่มีอยู่ในสต๊อก

แนวทางการพัฒนาสายพันธุ์ในอนาคต
ลักษณะภายนอกสีขาวล้วน ช่วงปีกและลำตัวยาวสมส่วน ยืนสง่า ดวงตามีสีสดใสและหลากหลาย ความท้าทายข้างหน้าคือการทำสีตาให้เป็นสีเขียวและสีฟ้า

จากเวป
http://www.vet.ku.ac.th/library-homepage/db_directory/poultry/bird/pigeon/pigeon_1.htm>

นกยูง

นกยูง




การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Aves

อันดับ Galliformes
วงศ์ Phasianidae

สกุล Pavo
Linnaeus, 1758

ลักษณะทั่วไป
รูปร่างและขนาดเหมือนนกยูงไทย ต่างกันตรงที่ขนพู่บนหัวของนกยูงไทยมีลักษณะเป็นจุก แต่ของนกยูงอินเดียแผ่กางออกเหมือนพัด และสีของขนตามตัวของนกยูงไทยสีเขียวใบไม้ แต่ของนกยูงอินเดียสีน้ำเงิน มีสีขาวจากจมูกถึงขอบตาด้านบนนัยน์ตา และข้างใต้ขอบตา


ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบในอินเดีย ศรีลังกา
นกยูงอินเดียกินเมล็ดพืช ผลไม้ แมลง และสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
นกยูงอาศัยอยู่ในป่าดงดิบทึบ อยู่เป็นฝูง ตัวผู้ชอบทำลานเอาไว้รำแพนหาง มันจะรักษาความสะอาดลานอย่างดี นกยูงเป็นนกที่ระวังตัวมากและสายตาไวมาก ยากที่จะเข้าใกล้ตัวมันได้ มันจะบินหนีก่อน นกยูงเป็นนกที่บินเก่ง ชอบนอนที่สูงและชอบร้องเวลาเช้าและเย็น ไม่ดุร้ายและจำที่อยู่ได้ดี
นกชนิดนี้วางไข่ ครั้งละ 5-8 ฟอง ระยะฟักไข่นาน 28 วัน

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นกกระจอกเทศ

นกกระจอกเทศ





อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Aves

อันดับ Struthioniformes
วงศ์ Struthionidae
Vigors, 1825

สกุล Struthio
Linnaeus, 1758
สปีชีส์ S. camelus


นกกระจอกเทศ (Ostrich) จัดอยู่ในประเภทสัตว์มีกระดูกสันหลัง

นกกระจอกเทศ จัดว่าเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกขนาดโตเต็มที่สูงประมาณ 2 – 2.5 เมตร น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่จะหนักประมาณ 160 กิโลกรัม มีอายุยืนได้ถึง 65 – 75 ปี ตัวผู้มีขนาดโตกว่าตัวเมีย ตัวผู้เมื่อโตเต็มวัยขนตามลำตัวจะเปลี่ยนไปเป็นสีดำ ส่วนขนปีกและขนหางจะเป็นสีขาวสวยงามมาก

สำหรับตัวเมียจะมีขนตามตัวสีน้ำตาลเทาอ่อน ปากมีลักษณะแบนและกว้างมาก ดวงตากลมโต หัวเล็ก ศีรษะล้าน มีขนอ่อนบางสีเทา น้ำตาลอ่อนคล้ายสีครีมหรือผลมะอึก คอยาวและมีขนอ่อนเช่นเดียวกับหัว ปีกเล็กไม่สมตัว ขนที่ปีกยาวพอสมควรแต่ก็ไม่ใช่ขนสำหรับการบิน ซึ่งขนปีกมีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น ขาและโคนขาเป็นขาเกลี้ยง ๆ ไม่มีขน

ลักษณะเท้าของนกกระจอกเทศจะพบว่ามีนิ้วเท้าข้างละ 2 นิ้ว ใต้นิ้วเป็นเนื้ออ่อน ๆ ปลายนิ้วทู่ ๆ ใหญ่ ๆ นิ้วทั้งสองจัดเป็นนิ้วกลางและนิ้วนางเท่านั้น นิ้วที่ใหญ่มากคือนิ้วกลาง ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์โลกอย่างหนึ่งคือ สัตว์ที่ไม่ใช้ความเร็วของฝีเท้าจะมีนิ้วครบชุดมือ – เท้าข้างละ 5 นิ้ว หากสัตว์นั้นต้องการความเร็วของฝีเท้าเพื่อวิ่งหนีศัตรู ธรรมชาติก็จะวิวัฒนาการให้นิ้วหายไปทีละนิ้วสองนิ้วจนเหลือแต่เพียงนิ้วเดียว เช่นเท้าของม้า มีเพียงนิ้วเดียวที่เรียกว่ากีบเท้าม้า

มีถิ่นกำเนิดในทวีปอัฟริกา สำหรับคนไทยแล้วจะพบเห็นนกกระจอกเทศก็เฉพาะตามสวนสัตว์เท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนกกระจอกเทศเป็นสัตว์ที่ให้ผลตอบแทนหลายอย่างที่มีประโยชน์ เช่น หนังคุณภาพเยี่ยมดีกว่าหนังจระเข้เสียอีก เนื้อรสชาดอร่อยเหมือนเนื้อวัว แต่ไขมันและโคเลสเตอรอลต่ำกว่ามาก ขนทำเครื่องประดับ แถมไข่ยังใช้แกะสลัก หรือวาดลวดลายเป็นเครื่องประดับอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ดังกล่าวเป็นคุณลักษณะของสัตว์เศรษฐกิจอย่างแท้จริง อาจจะเป็นของแปลก ถ้าเมืองไทยจะตั้งฟาร์มเลี้ยงนกกระจากเทศแต่โดยความเป็นจริงแล้วในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ อิสราเอล ออสเตรเลีย เป็นต้น มีฟาร์มเลี้ยงนกกระจอกเทศมากมาย อย่างในอเมริกามีถึง 3,000 กว่าฟาร์ม แล้วยังตั้งเป็นสมาคมผู้เลี้ยงนกกระเทศอีกด้วย หนังของนกกระจอกเทศเป็นที่นิยมของผู้ผลิตชั้นนำ เช่น คริสเตียนดิออร์ เทสท์โตนี ฯลฯ เพื่อใช้ผลิตรองเท้าบู๊ต เข็มขัด กระเป๋าถือ กระเป๋าเดินทาง เป็นต้น ซึ่งประเทศที่นิยมสินค้าจากหนังนกกระจอกเทศ คือ ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อเมริกา และอิตาลี สำหรับเนื้อนกกระจอกเทศก็มีแนวโน้มที่จะทดแทนเนื้อวัว เพราะเนื้อมีสีแดง เหมือนเนื้อวัว โดยเฉพาะในกลุ่มชนที่ไม่นิยมบริโภคเนื้อวัว เพราะรสชาดเหมือนเนื้อวัวแต่โปรตีนสูงกว่าและโคเลสเตอรอลต่ำกว่า ดังนั้น เพื่อเป็นข้อมูลแก่เกษตรกรไทยหรือผู้ที่สนใจเกี่ยวกับ การเลี้ยงนกกระจอกเทศ กลุ่มงานสัตว์ปีก กองบำรุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ จึงได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากหนังสือของต่างประเทศมาเพื่อให้ท่านได้ศึกษาเป็นข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งหวังว่าเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านบ้าง

การเลี้ยงนกกระจอกเทศ ก็เหมือนกับการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น โค สุกร เป็ด ไก่ ฯลฯ ย่อมจะต้องมีโรงเรือน อาหาร การจัดการเลี้ยงดู เป็นต้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลิตที่ผู้เลี้ยงจะต้องให้ความสนใจและศึกษาเพื่อจะได้จัดให้เหมาะสมกับพันธุ์สัตว์ ดังนี้

ลักษณะของโรงเรือน

เนื่องจากนกกระจอกเทศเป็นสัตว์ป่ามาก่อน กินหญ้าและแมลงหรือสัตว์เล็ก ๆ เป็นอาหาร ดังนั้น โรงเรือนของนกกระจอกเทศ จึงมี 2 ส่วน คือ


1. ส่วนที่เป็นบริเวณโรงเรือน (Shed) โดยจะต้องกั้นเป็นห้องมีประตูปิดเปิด สำหรับขังนกกระจอกเทศเพื่อการรักษา หรือกั้นไม่ให้นกกระจอกเทศรบกวนขณะที่เข้าไปเก็บไข่ออกไปฟัก เพราะช่วงผสมพันธุ์และออกไข่ นกกระจอกเทศ ค่อนข้างจะดุ ตลอดจนเป็นที่วางภาชนะให้น้ำและอาหาร

2. ส่วนที่เป็นบริเวณสำหรับวิ่งเล่น หรือออกกำลังกาย ซึ่งควรจะปลูกหญ้าไว้ให้นกได้จิกกินด้วย

พื้นที่ที่ใช้เลี้ยงนกกระจอกเทศ จะไม่สมารถระบุตายตัวแน่นอนว่าจะต้องเป็นเท่าไร ทั้งนี้ขึ้นกับความสมบูรณ์ของพืชหรือหญ้าเล็ก ๆ และพื้นที่เหลือใช้ด้วย

รั้ว

ควรสูง 1.50-2.00 เมตร โดยใช้ลวดที่ไม่มีหนามแหลมคม เพราะจะทำให้นกกระจอกเทศได้รับอันตรายได้ อาจใช้เป็นตาข่ายถัก หรือลวดกั้นเป็นช่วง ๆ ก็ได้ เพราะปกตินกกระจอกเทศจะไม่บินหนีอยู่แล้ว การจะใช้วัสดุอะไรจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนกกระจอกเทศ และทุนทรัพย์ของผู้เลี้ยงด้วย


อาหารนกกระจอกเทศ

นกกระจอกเทศเป็นสัตว์กินพืช (Herbivorous) กระเพาะจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นกระเพาะบด (Gizzard) เหมือนไก่แต่ไม่มี Crop และกระเพาะพัก (Proventriculus) เหมือนสัตว์เคี้ยวเอื้อง (Ruminant) เช่น โค กระบือ ดังนั้น อาหารของนกกระจอกเทศ จึงเป็นพืช ผัก หญ้า และสัตว์เล็ก ๆ เช่น ลูกกบ จิ้งจก หรือ แมลงต่าง ๆ นอกจากนี้ยังจิกกินก้อนหิน หรือหินเกล็ดเล็ก ๆ เพื่อช่วยในการบดย่อยอาหารที่บริเวณกระเพาะบด สำหรับการเลี้ยงในระบบฟาร์ม อาหารของนกกระจอกเทศมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งจะต้องคำนวณให้ตรงตามความต้องการของนกกระจอกเทศอายุต่าง ๆ กันโดยจะต้องมีแร่ธาตุอาหารครบถ้วย และเพียงพอโดยเฉพาะแคลเซียม

นอกจากนี้จะต้องมีหญ้าแห้งหรือหญ้าสดและหินเกล็ดตั้งไว้ให้นกกระจอกเทศจิกกินด้วย

การฟักไข่นกกระจอกเทศ

นกกระจอกเทศถ้าผล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ (Wild Ostrich) จะถึงอายุผสมพันธุ์เมื่อเพศผู้อายุ 3-4 ปีขึ้นไป ส่วนเพศเมีย 2.5 ปีขึ้นไป แต่นกกระจอกเทศที่เลี้ยงในระบบฟาร์ม (Intensive) จะใช้ผสมพันธุ์ได้เมื่อเพศผู้อายุ 2.5 ปี ขึ้นไป ส่วนเพศเมียอายุ 2 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาหารและการจัดการเป็นหลัก อัตราส่วนที่ใช้ผสมพันธุ์เพศผู้ 1 ตัวต่อเพศเมีย 1-3 ตัว นกกระจอกเทศจะผสมพันธุ์ในช่วงที่มีอากาศเย็นและแห้ง ซึ่งที่เลี้ยงอยู่ที่กรมปศุสัตว์จะออกไข่ในเดือนตุลาคมถึงเมษายน และจะออกไข่ปีละไม่เกิน 6 เดือน โดยออกไข่ทุก 2 วันต่อ 1 ฟอง ไข่หนักฟองละ 900-1,650 กรัม และมีความยาว 6-8 นิ้ว เปลือกไข่สีขาวครีม จนไข่ได้ 12-16 ฟอง ก็จะหยุดฟักไข่ (Clutch) โดยตัวเมียจะฟักไข่ในตอนกลางวัน ตัวผู้จะช่วยฟักในตอนกลางคือ ซึ่งจะใช้เวลาฟักไข่ 42 วัน ในแต่ละปีแม่นกกระจอกเทศจะให้ไข่ประมาณ 36-42 ฟอง แต่ถ้าเก็บไข่ออกจะทำให้แม่นกกระจอกเทศออกไข่ได้มากขึ้น ซึ่งบางตัวให้ไข่ถึง 90 ฟอง สำหรับการเลี้ยงในระบบฟาร์ม จะไม่ปล่อยให้นกกระจอกเทศฟักไข่เอง แต่จะนำไข่ไปฟักด้วยเครื่องฟักไข่ ซึ่งมีวิธีการคล้ายการฟักไข่เป็ด ไข่ไก่ ดังนี้

การดูแลไข่ฟัก

ไข่ที่จะใช้สำหรับฟักหลังจากเก็บจากรังไข่แล้ว จะต้องทำการรมควันฆ่าเชื้อด้วยก๊าซฟลอมาดิไฮด์ก่อนนำไปไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิ 20 ํC - 22 ํC และเก็บนานไม่เกิน 7 วัน ใสระหว่างที่เก็บจะต้องทำการกลับไข่อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
ก่อนที่จะนำไข่เข้าตู้ฟักจะต้องนำไข่ฟักออกจากห้องควบคุมอุณหภูมิมาไว้ที่ห้องที่อุณหภูมิมาไว้ที่ห้องที่อุณหภูมิปกติ (preheat) เสียก่อนประมาณ 8-10 ชั่ว โมง เพื่อหรับความเย็นของไข่สู่อุณหภูมิปกติ (ประมาณ 35 ํC) ถ้านำไข่เข้าตู้ฟักทันทีจะทำให้เชื้อตาย(Embryonic shock) เนื่องจากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเย็นไปร้อน

อุณหภูมิและความชื้น

อุณหภูมิที่ใช้ในการฟักไข่ คือ 36.2 ํC มีความชื้น 40% จะใช้เวลาฟักไข่นาน 41-43 วัน แต่ถ้าอุณหภูมิ 35 ํC ความชื้น 40% จะใช้เวลาฟักไข่ 43-47 วัน หากเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นจะทำให้อัตราการตายของลูกนกกระจอกเทศระยะแรกเพิ่มสูงขึ้น

การส่องไข่

ส่องไข่ 2 ครั้ง เพื่อคัดเลือกไข่ที่ไม่มีเชื้อหรือเชื้อตายออกโดยครั้งแรกจะทำการส่องไข่หลังจากฟักไปแล้ว 2 สัปดาห์ หรือหากชำนาญอาจส่องได้เมื่อฟักไข่ไปแล้ว 7-10 วัน ส่วนครั้งที่สองจะส่องก่อนย้ายจากตู้ฟัก (Setter) ไปตู้เกิด (Hatcher) หรือเมื่อฟักไข่ไปแล้ว 35 วัน

การกลับไข่

การกลับไข่มีความสำคัญต่อการพัฒนาและเจริญเติบโตของตัวอ่อนเป็นอย่างยิ่ง จำนวนครั้งของการกลับให้ขึ้นกับองศาของไข่ คือ

กลับไข่ 2(ครั้ง) กลับไข่ทำมุม 90 (องศา)
กลับไข่ 6(ครั้ง) กลับไข่ทำมุม 45 (องศา)
ทุกชั่วโมง 45

เมื่อย้ายไปตู้เกิดแล้วไม่จำเป็นต้องกลับไข่อีก

การเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสุกร โค กระบือ ไก่ และอื่น ๆ ย่อมต้องการอาหารและวิธีการเลี้ยงดูที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุของสัตว์ การเลี้ยงนกกระจอกเทศก็เช่นเดียวกันวิธีการเลี้ยงดูในแต่ละช่วงอายุก็จะแตกต่างกันด้วย ดังนี้
การเลี้ยงลูกนกกระจอกเทศอายุ 0-4 สัปดาห์

อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงลูกนกกระจอกเทศระยะนี้คือ อุปกรณ์สำหรับให้น้ำ ให้อาหาร เครื่องกกลูกนก วัสดุรองพื้น เป็นต้น ซึ่งผู้เลี้ยงจะต้องเตรียมไว้ให้พร้อมก่อนที่จะทำการกกนอกจากนี้อุปกรณ์ดังกล่าวจะต้องสะอาด และผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้วสำหรับเครื่องกกลูกนกก็จะต้องตรวจสอบการทำงานให้เรียบร้อยเสียก่อนลูกนกมาถึงอย่างน้อย 24 ชั่วโมง สำหรับข้อความปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการและเลี้ยงดูลูกนกกระจอกเทศระยะนี้ มีดังนี้
1. ติดไฟเครื่องกกก่อนที่ลูกนกกระจอกเทศมาถึง 3-4 ชั่วโมง โดยตั้งไว้ที่อุณหภูมิ 90-95 ํF
2. เติมวิตามินในน้ำสำหรับเลี้ยงลูกนกกระจอกเทศ ก่อนลูกนกมาถึง 1-2 ชั่วโมง เพื่อปรับให้อุณหภูมิของน้ำ มีความแตกต่างจากสภาพแวดล้อมไม่มากนัก และให้กินน้ำผสมวิตามิน 10-14 วัน
3. ลูกนกกระจอกเทศ อายุ 2-3 วันแรก อาจจะไม่จำเป็นต้องให้อาหาร เพื่อให้ลูกนกกระจอกเทศดูดซึมและย่อยไข่แดงให้หมดเสียก่อน จากนั้นให้อาหารข้นที่มีโปรตีน 20-22% พลังงาน 2,700 กิโลแคลอรี่ แคลเซี่ยม 1.4 % ฟอสฟอรัส 0.7% หลังจาก 7-10 วัน อาจให้หญ้าสดที่สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แก่ลูกนกกระจอกเทศเพิ่มขึ้น และควรตั้งหินเกล็ดไว้ให้กินตลอดเวลา
4. ระยะแรกลูกนกกระจอกเทศจะยังไม่รู้จักที่ให้น้ำที่ให้อาหารโดยนำลูกนกไปที่ที่ให้น้ำแล้วจับปากจุ่มน้ำ 2-3 ครั้ง
เนื่องจากนกกระจอกเทศเป็นสัตว์ชอบเล่น ดังนั้น ในภาชนะให้อาหารอาจจะใส่ลูกบอลพลาสติก ลูกปิงปิง หรือลูกกอล์ฟ เพื่อให้ลูกนกเล่นไปด้วยจิกกินอาหารไปด้วย ซึ่งจะทำให้ลูกนกกระจอกเทศกินอาหารได้มากยิ่งขึ้น
5. ควรขยายวงล้อมกกออกทุก ๆ 3-4 วัน การขยายกกออกมากหรือน้อยขึ้นกับสภาพอากาศและควรลดอุณหภูมิในการกกลงครั้งละ 5 ํF โดยจะใช้เวลากกลูกนกกระจอกเทศนานประมาณ 8 สัปดาห์ทั้งนี้ให้สังเกตความสมบูรณ์ของลูกนกด้วย
6. อัตราส่วนของรางอาหารและรางน้ำ 4 เซนติเมตรต่อลูกนกกระจอกเทศหนัก 1 กิโลกรัม
7. อัตราการเจริญเติบโตระยะแรกประมาณเดือนละ 1 ฟุต จนนกกระจอกเทศสูงถึง 5-6 ฟุต อัตราการเจริญเติบโตจะน้อยกว่าเดือนละ 1 ฟุต
8. ให้แสงสว่างในโรงเรือนตลอด 24 ชั่วโมงในระยะ 4 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นให้แสงสว่างลดลงเหลือ 20-23 ชั่วโมง
9. ควรตรวจดูวัสดุรองพื้น จะต้องไม่ชื้นแฉะหรือแข็งเป็นแผ่นหรือมีกลิ่นของก๊าซแอมโมเนีย ถ้ามีต้องรีบแก้ไขทันที
10. ควรสังเกตุอุจจาระของนกกระจอกเทศตลอดเวลา นกกระจอกเทศที่ปกติจะถ่ายอุจจาระอ่อน ไม่เข็งแห้งหรือเป็นเมล็ดเหมือนแพะ ปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำใสไม่เหนียวหรือขุ่นข้น
11. ควรเข้มงวดเรื่องสุขาภิบาล เมื่อนกกระจอกเทศแสดงอาการผิดปกติจะต้องรีบหาสาเหตุ เพื่อหาทางแก้ไขโดยด่วนต่อไป

การเลี้ยงนกกระจอกเทศเล็ก (อายุ 1-3 เดือน)


เมื่อครบกำหนดกกนกลูกนกกระจอกเทศหรือเห็นว่าลูกนกแข็งแรงดีแล้วให้ยกเครื่องกกออก แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้ตื่นตกใจ โดยมีการจัดการ ดังนี้
1. ยกเครื่องกกออก และสังเกตอาการของลูกนกกระจอกเทศหากพบอาการผิดปกติให้รีบหาสาเหตุและแก้ไขโดยทันที
2. ภาชนะที่ให้อาหารควรทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และให้อาหารนกกระจอกเทศเล็กครั้งละน้อย ๆ วันละ 4-5 ครั้ง ส่วนภาชนะที่ให้น้ำควรทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั่ง และมีน้ำให้นกกระจอกเทศกินตลอดเวลาด้วย
3. เมื่อลูกนกกระจอกเทศสมบูรณ์และแข็งแรงดีแล้ว ควรปล่อยให้ลูกนก ออกไปเดินเล่นด้วย ซึ่งจะทำให้ลูกนกแข็งแรงมากยิ่งขึ้น
4. ตรวจสุขภาพของลูกนกกระจอกเทศเป็นประจำทุกวันตลอดจนสภาพแวดล้อม การระบายอากาศและสภาพของวัสดุรองพื้นให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม
5. บันทึกอัตราการตาย การกินอาหาร การให้ยกหรือวัคซีนการเจริญเติบโต ตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาขึ้น


การเลี้ยงนกกระจอกเทศรุ่น (อายุ 4-23 เดือน)

การเลี้ยงและการจัดการในระยะนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่นกกระจอกเทศมีการเจริญเติบโตเร็วมาก ซึ่งมีน้ำหนักตัวไม่สอดคล้องกับขานกที่มีขนาดเล็ก จึงมักจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับขารับน้ำหนักไม่ไหว หรือขาผิดปกติ ดังนั้นเพื่อให้ได้นกกระจอกเทศที่ดีจึงต้องเอาใจใส่เป็นอย่างมาก ซึ่งมีแนวทางการเลี้ยงดู ดังนี้
1. ใช้อาหารสำหรับนกกระจอกเทศรุ่นที่ประกอบด้วยพลังงาน 2,400 กิโลแคลลอรี่ โปรตีน 18% แคลเซียม 1.6% ฟอสฟอรัส 0.8% และเสริมด้วยหญ้าแห้งหรือหญ้าสด นอกจากนี้ควรควบคุมน้ำหนักตัวนกกระจอกเทศ อย่างให้น้ำหนักเพิ่มเร็วเกินไปเพราะขายังพัฒนาไม่เต็มที่ที่จะรับน้ำหนักตัวนกกระจอกเทศที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว
2. ควบคุมการระบายอากาศภายในโรงเรือน ส่วนบริเวณภายนอกสำหรับให้นกกระจอกเทศเดินเล่น จะต้องระมัดระวังอย่าให้มีเศษวัสดุ เช่น เศษผ้า เหล็ก ตะปู ฯลฯ ตกหล่นอยู่ เพราะนกจะจิกกินซึ่งอาจจะทำให้นกกระจอกเทศตายได้ (Hardware Disease)
3. จัดอัตราส่วนพื้นที่ให้เหมาะสมกับจำนวนนกกระจอกเทศซึ่งกำหนดพื้นที่ให้ตัวละ 1.5 ตารางเมตร สำหรับในบริเวณที่เป็นโรงเรือนและบริเวณด้านนอกที่วิ่งเล่นตัวละอย่างน้อย 200 ตารางเมตร และไม่ควรเลี้ยงรวมเป็นฝูงเดียวกันมากกว่า 40 ตัว
4. เพิ่มภาชนะให้น้ำและอาหารให้เหมาะสมกับจำนวนนกกระจอกเทศ ที่เลี้ยงในแต่ละฝูง และควรทำความสะอาดภาชนะที่ให้น้ำและอาหารเป็นประจำทุกวัน
5. ไม่จำเป็นต้องให้แสงไฟในเวลากลางคืน นกกระจอกเทศจะได้รับแสงสว่างตามธรรมชาติก็เพียงพอแล้ว
6. จดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้อาหาร อัตราการตาย การเจริญโตและอาการผิดปกติต่าง ๆ

การเลี้ยงนกกระจอกเทศพ่อ-แม่พันธุ์ (อายุ 2 ปีขึ้นไป)

นกกระจอกเทศที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง จะเริ่มให้ผลผลิตและผสมพันธุ์ได้ เมื่อเพศเมียอายุ 2 ปีขึ้นไป และเพศผู้ 2.5 ปีขึ้นไป และจะให้ผลผลิตติดต่อกันนานถึง 40 ปี ดังนั้น เพื่อให้ได้รับผลผลิตอย่างสม่ำเสมอ จึงควรพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
1. ให้อาหารที่ประกอบด้วยโปรตีน 15-17% พลังงาน 2,300-2,600 กิโลแคลลอรี่ แคลเซี่ยม 18% ฟอสฟอรัส 0.9% ให้อาหารวันละ 1-3 กิโลกรัมต่อตัว และควรเสริมด้วยหญ้า นอกจากนี้จะต้องมีหินเกล็ดตั้งไว้ให้นกจิกกินด้วย เพื่อจะช่วยในการย่อยที่กระเพาะบด
2. ภาชนะที่ให้น้ำและอาหาร ควรทำความสะอาดทุกวัน และมีน้ำตั้งให้เกิดตลอดเวลา
3. อัตราส่วนที่ใช้ผสมพันธุ์ คือ เพศผู้ 1 ตัว ต่อเพศเมีย 1-3 ตัว
4. จัดพื้นที่ให้เหมาะสม โดยใช้พื้นที่ด้านภายในโรงเรือนตัวละ 5-8 ตารางเมตร และบริเวณลานตัวละ 400-500 ตารางเมตร และควรเลี้ยงฝูงละ 2-4 ตัว (เพศผู้ 1 ตัว เพศเมีย 1-3ตัว) เท่านั้น
5. เก็บไข่ออกทุกวัน และนำไปรวบรวมไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรอการเข้าตู้ฟัก แต่จะต้องมีไข่ปลอมวางไว้เพื่อให้แม่นกกระจอกเทศไข่ติดต่อไปเรื่อย ๆ และควรจะขังนกกระจอกเทศไว้ด้านนอกโรงเรียนก่อนที่จะเก็บไข่ออก เพราะนกกระจอกเทศช่วงผสมพันธุ์จะดุร้าย อาจทำอันตรายได้
6. ตรวจสุขภาพนกกระจอกเทศทุกวัน หากมีปัญหาหรือผิดปกติต้องรีบแก้ไขโดยทันที
7. ตรวจดูสุขภาพภายในโรงเรือนเป็นประจำทุกวัน หากอุปกรณ์ใดชำรุดจะต้องรีบซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ทันทีหรือแก้ไขให้เหมาะสมที่จะใช้งานได้ต่อไป
8. จดบันทึกการให้ผลผลิต การตาย การกินอาหาร การให้ยา และวัคซีน และอื่น ๆ เป็นประจำทุกวัน
นกกระจอกเทศจะส่งเข้าโรงงานแปรรูปเมื่ออายุ 12-14 เดือน ซึ่งจะมีน้ำหนักประมาณ 85-110 กิโลกรัม ผลผลิตที่สำคัญคือ
1. หนัง ประมาณตัวละ 1.2-1.4 ตารางเมตร ซึ่งหนังของนกกระจอกเทศมีคุณภาพดีและราคาสูงมาก แพงกว่าหนังจระเข้ นิยมนำไปทำรองเท้าบู๊ต กระเป๋า เข็มขัด เสื้อแจ็คเก๊ต ส่วนประกอบของฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
2. เนื้อ มีสีแดงและรสชาดคล้ายเนื้อวัว แต่ไขมันและโคเสลเตอรอลต่ำกว่าเนื้อวัวมาก ซึ่งจะเหมาะสมสำหรับผู้มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ และผู้ไม่นิยมรับประทานเนื้อวัว ซึ่งราคาในต่างประเทศประมาณกิโลกรัมละ 500-800 บาท
3. ขน นกกระจอกเทศสามารถให้ขนได้ปีละ 2 ครั้ง ประมาณ 1.5-2 กิโลกรัม ซึ่งนำไปใช้ทำเครื่องประดับ ตบแต่งเสื้อผ้า ดอกไม้ และที่สำคัญคือ ใช้ทำไม้ปัดฝุ่น ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องอิเล็คโทรนิคที่บอบบาง
4. ไข่ เนื่องจาดไข่นกกระจอกเทศมีขนาดใหญ่หนักประมาณฟองละ 900-1,650 กรัม และเปลือกมีสีสวยจึงนิยมนำไข่ที่ไม่ใช้ฟักหรือไข่เชื้อตายมาแก้สลักหรือวาดลวดลายบนเปลือกไข่ ขายได้ถึงฟองละ 1,000-3,000 บาท

จากเวป วิกิพีเดียและhttp://web.ku.ac.th/agri/ostrich/ost-3.htm

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

นกกระทุง

นกกระทุง




อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Aves

อันดับ Pelecaniformes
วงศ์ Pelecanidae
Rafinesque, 1815

สกุล Pelecanus
Linnaeus, 1758


ลักษณะทั่วไป

เป็นนกขนาดใหญ่ มีความยาวจากปากถึงปลายหางประมาณ 52 - 60 นิ้ว เป็นนกน้ำ ขาสั้นใหญ่ ปากยาวแบนข้างใต้มีถุงสีออกม่วงขนาดใหญ่ บริเวณขอบปากบนมีจุดสีน้ำเงินเข้มอยู่เป็นระยะตามความยาวของจงอยปาก ตีนมีพังผืดสีเหลืองขึงเต็มระหว่างนิ้วทุกนิ้วคล้ายเป็ด ม่านตาสีแดง แข้งและเท้าสีเนื้อ สามารถว่ายน้ำได้ดี บินได้สูง ในฤดูผสมพันธุ์ ขนจะเปลี่ยนเป็นสีเทาเงินในช่วงบนของลำตัว ส่วนช่วงล่างจะเป็นสีขาว แต่ถ้าไม่ใช่ฤดูผสมพันธุ์ ปีก หางและส่วนใต้ลำตัว จะมีสีน้ำตาลเช่นเดียวกับนกกระทุงที่ยังไม่โตเต็มที่ ทั้งตัวผู้และตัวเมียรูปร่างและสีสันเหมือนกัน นกกระทุงชอบอยู่เป็นฝูง กินปลา กุ้ง กบ สัตว์เลื้อยคลานเล็กๆเป็นอาหารและหาอาหารด้วยกัน ถ้าตัวใดตัวหนึ่งทำอะไรตัวอื่นจะทำตาม เวลาที่มันอยู่เฉยๆจะหันหน้าไปทางเดียวกันหมด เวลาบินจะหดคอเข้ามา บินกันเป็นแถวเรียงหนึ่ง บางครั้งบินเป็นรูปตัว "วี" (V) ส่วนใหญ่จะบินเป็นรูปขั้นบันไดกว้างๆ รังสร้างด้วยกิ่งไม้ใหญ่ๆวางสานกันบนต้นไม้สูงๆ ขนาดของรังมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ฟุต วางไข่ครั้งละประมาณ 3 ฟอง ไข่มีสีขาว ทั้งตัวผู้และตัวเมียช่วยกันกกไข่ประมาณ 4 - 5 อาทิตย์ จึงฟักเป็นตัว คนยุโรปในยุคกลางเชื่อกันว่านกกระทุงเลี้ยงลูกอ่อนด้วยเลือดของมันเอง โดยใช้ปากเจาะเลือดจากอกของมัน





ถิ่นอาศัย, อาหาร
ในประเทศไทยพบตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และชายทะเลภาคกลางและภาคใต้ นอกจากนี้ยังพบในแถบอินโดแปซิฟิก อินเดีย พม่า อินโดจีน และชวา
อาหารได้แก่ ปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
ชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงทั้งช่วงเวลาหากินและทำรัง ขณะหาอาหารจะใช้ถุงใต้คอทำหน้าที่คล้ายสวิงช้อนปลาลงในลำคอ
นกกระทุงทำรังอยู่บนต้นไม้รวมกันเป็นฝูง วางไข่คราวละ 1-5 ฟอง และใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 30 วัน โดยทั้งตัวผู้และตัวเมียผลัดกันทำหน้าที่

สถานภาพปัจจุบัน
ใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

ค้างคาว

ค้างคาว




การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia

อันดับ Chiroptera
Blumenbach, 1779


ค้างคาว (Bat) จัดอยู่ในประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีลำตัวขนาดเล็กมีปีกบินได้ มีฉายา นกมีหูหนูมีปีก เพราะลักษณะคล้ายหนู แต่บินได้เหมือนนก กลุ่มสัตว์ในอันดับค้างคาว (Chiroptora)

ข้อมูลทั่วไป
ในประเทศไทยมีจำนวนชนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมประมาณ 310 ชนิดโดยมีจำนวนชนิดของค้างคาว เป็นจำนวนประมาณ 120 ชนิดและคิดเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก โดยแบ่งเป็นค้างคาวกินผลไม้ 20 ชนิด ค้างคาวกินแมลง 99 ชนิด ส่วนอีก 1 ชนิด เป็นค้างคาวที่กิน สัตว์อื่นเป็นอาหาร โดยมีค้างคาวที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน (Pteopus vampyrus) เป็นค้างคาวกินผลไม้ ที่มีน้ำหนักตัว 1 กก. เมื่อกางปีกออกทั้งสองข้างจะ กว้างถึง 2 เมตร และมีค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลก คือ ค้างคาวคุณกิตติ (Craseonycteris thonglongyai) เป็นค้างคาวกินแมลง มีน้ำหนักเพียง 2 กรัม ช่วงปีกกว้างเพียง 16 เซนติเมตร


ลักษณะของค้างคาว
1. ค้างคาวกินแมลง มักจะมีเยื่อพังผืดบางๆ เชื่อมกันระหว่างขาหลังทั้งสอง และตาจะมีขนาดเล็กมาก จมูกจะตั้ง หูตั้งสูง และมีแผ่นหนังพิเศษช่วยในการรับเสียง


2. ค้างคาวกินผลไม้ จะมีดวงตาที่ใหญ่ ทำให้มองเห็นได้ดีในที่มืด มีจมูกที่ไวในการรับกลิ่นดอกไม้และผลไม้ และจมูกมักมีขอบยื่นออกมาไม่มีพังผืดระหว่างขาหลัง บริเวณปีกด้านหน้ามีเล็บยื่นออกมาเพื่อช่วยในการปีนป่าย


เสริมความรู้
ค้างคาวเป็นสัตว์ที่อายุยืน บางชนิดอาจจะมีอายุได้ถึง 32 ปี
ค้างคาวใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูง (sonar)ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถได้ยินได้ ซึ่งค้างคาวจะส่งคลื่นเสียงนี้ออกไปแล้วสะท้อนกลับมาสำหรับการเคลื่อนที่และหาอาหาร
ค้างคาวมีความสามารถในการจับแมลงสูงมาก บางชนิดสามารถจับแมลงได้ถึง 600 ตัวต่อ 1 ชั่วโมง
มูลค้างคาวเป็นปุ๋ยชั้นดีเนื่องจากมีธาตุไนโตรเจนสูงมาก สามารถนำมาใช้ในการทำดินปืนได้ด้วย

ค้างคาวในวัฒนธรรมร่วมสมัย
ค้างคาว เป็นสัญลักษณ์ ของการมีชีวิตหรือ ออกหากินช่วงกลางคืน มีการสื่อถึง ผีดูดเลือด ที่แปลงร่างเป็นค้างคาว และมีการนำมาสร้างเป็นสัญลักษณ์อื่นๆ เช่น มนุษย์ค้างคาว



จากเวป วิกิพีเดีย

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

นกเพนกวิน (Penguin)

นกเพนกวิน




ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Spheniscus humboldti

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Aves

อันดับ Sphenisciformes
Sharpe, 1891
วงศ์ Spheniscidae
Bonaparte, 1831

เป็นนกที่บินไม่ได้ เป็นนกเพนกวินขนาดกลาง ความยาวลำตัวประมาณ 65 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 4 กิโลกรัม
มีการดัดแปลงอวัยวะที่ใช้ในการบินเพื่อการว่ายน้ำ มีหน้าอกและท้องสีขาว หลังมีสีดำ ส่วนหัวสีดำ มีลายเส้นสีขาวคาดจากฐานปาก ผ่านด้านข้างหัวลงมาถึงคอ


ถิ่นอาศัย, อาหาร
อาศัยในเขตร้อนทางหมู่เกาะกูโน และชายฝั่งทะเลของเปรู และชิลี ทวีปอเมริกาใต้ อุณหภูมิที่ต้องการ 22-30 องศาเซลเซียส
นกเพนกวินฮัมโบลด์หาอาหารกินในทะเล เช่น ปลา กุ้ง ตัวอ่อนของปู ลูกนกกินอาหารจากการคายออกจากกระเพาะของพ่อแม่
นกเพนกวินดื่มน้ำทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม เนื่องจากที่เหนือตามีต่อมขับเกลือ เพื่อขับเกลือส่วนเกินออกได้


พฤติกรรม, การสืบพันธุ์



นกเพนกวินฮัมโบลด์เป็นสัตว์สังคม อยู่รวมกันเป็นฝูง ส่งเสียงดังเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร เวลาทักทายกันจะใช้ปากหรือคอถูกัน
ในฤดูผสมพันธุ์นกชนิดนี้จะอยู่กันเป็นฝูงเล็ก ๆ อยู่ตามน้ำหรือขุดโพรงอยู่ตามพุ่มหญ้าสูงในป่าใกล้กับชายฝั่งทะเล
วางไข่ ฟักไข่ ปีละ 1 ครั้งในฤดูใบไม้ผลิ สร้างรังด้วยก้อนหิน กิ่งไม้ ใบหญ้า วางไข่ครั้งละ 1 - 3 ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ 39 วัน โดยตัวผู้เป็นผู้ฟักไข่


สถานที่ชม
สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

นกเขา

นกเขา



อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Aves

อันดับ Columbiformes
วงศ์ Columbidae


รูปร่างลักษณะ

ทั้งนกเขาตัวผู้และตัวเมียต่างก็มีลักษณะคล้ายกันคือตรงปลายปาก ม่านตาสีชมพูอ่อน ๆ แกมเหลืองจาง ๆ ปากสีดำ แข็ง และนิ้วเท้า
สีค่อนข้างแดง หัวสีเทาอ่อน อกสีม่วงแดง ข้างคอมีแถบสีดำลายเป็นจุดสีขาว ๆ ขนคลุมปีก สีเทาแกมน้ำตาลคล้ำ ๆ มีขอบสีน้ำตาลจาง ๆ และมีขนสีดำที่กลางขน จึงดูเป็นลายที่ปีก ขนหางเส้นบนสีเทาคล้ำ ๆ แกมน้ำตาล


อุปนิสัย

ชอบอาศัยอยู่ตามป่าโปร่งชายทุ่งนา เรือกสวน และบริเวณที่มีการเพาะปลูก ปกติตามทุ่งนาที่ราบต่ำชอบอยู่กันเป็นคู่ บางตัวก็อยู่
เดี่ยวจะขันคู่ในเวลาเช้าและเย็น เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวจะเข้าอยู่รวมกัน หากินเป็นฝูงใหญ่

การเจริญพันธุ์

ผสมพันธุ์วางไข่ประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ทำรังด้วยการใช้กิ่งไม้เล็ก ๆ ขัดสานกันเป็นรังบนต้นไม้ ใหญ่สำหรับวางไข่ โดยวางไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง นกเขาใหญ่ที่คนไทยเรานิยมเลี้ยงกันมาแต่โบราณเพราะนกเขาใหญ่เป็นนกที่น่ารักและน่าเลี้ยง และมีการ
ขันที่ต่างไป จากนกชนิดอื่น ผู้ฟังจะรู้สึกเพลิดเพลินในเสียงดนตรีธรรมชาติของนกชนิดนี้และฟังไม่รู้จักเบื่อ นอกจากนี้สำหรับ นกที่เชื่อง
แล้วยังเป็นนกที่ฉลาดรู้จักจำเจ้าของช่างประจบ ต้องการให้ขันเมื่อใดก็ได้ ชึ่งนำเขานี้ก็มี 2 ประเภทคือ "นกดีและนกธรรมดา" นกดีนั้น
มีทั้งดีพิเศษและดีพอใช้ นกดีพิเศษนั้นหายากนาน ๆ จึงจะพบสักตัวหนึ่ง นกดีชั้น พิเศษนั้นจะต้องมีคารมดี และเสียงไพเราะน่าฟัง และ
ขยันขัน นกชนิดนี้นักเลี้ยงนกต่างก็อยากได้และรู้สึกรักยิ่ง ส่วน นกดีพอใช้นั้นพอหาได้ สำหรับนกชนิดธรรมดานั้นหาง่ายมีอยู่ทั่วไป



การเลี้ยงดู

เมื่อเอานกขังกรงเลี้ยงก็ต้องสังเกตุว่า นกที่เลี้ยงมีความเป็นอยู่เป็นปกติ สบายดีหรือไม่ หยุดดิ้น ไซร้ขน แต่งตัวหรือ เปล่า ถ้าเห็นว่า
นกนั้นนอน หรือไซร้ขนแต่งตัวไม่ดิ้นก็แสดงว่าเป็นที่พอใจและนกได้รับความสุขแล้ว อีกไม่กี่วันนกนั้นก็จะ ขันให้เราฟัง ตรงกันข้ามถ้า
นกนั้นอยู่ในกรงที่แขวนไว้ตรงนั้นมันดิ้นไม่หยุดหรือเดินหาช่องออก ก็พีงเข้าใจว่านกนั้นไม่ ได้รับความสุข ก็ให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
ให้มันชอบ เช่นถ้ากรงเตี้ยก็ให้เปลี่ยนเป็นกรงสูง หรือย้ายที่แขวนให้ นอกจากนี้แล้วก็จะต้องระวังป้องกันอย่าให้มีศัตรูพวกนก หนู แมว ผ่านรบกวนในเวลากลางคืนด้วย เมื่อนกได้รับความ พอใจก็จะสังเกตุได้ว่านำนั้นจะไม่ดิ้น ไซร้ปีก ไซร้หางแต่งตัว มีกิริยาร่าเริง และก็จะ
ขัน ให้เราฟังในอีกไม่กี่วัน



การให้อาหาร

การให้อาหารควรให้กินอาหารตามความต้องการดังกล่าวคือ อาหารหลัก ในกรงนกอย่างน้อยควรจะมีอาหารอย่างน้อย 4 ถ้วยเป็น
อาหารประจำคือ น้ำ1ถ้วย , ข้าวเปลือกเมล็ดสั้น1ถ้วย , ทราย 1ถ้วย , (ทรายตามแม่น้ำลำคลอง ถ้าเป็นทรายชายทะเลยิ่งดีกว่าเพราะมี
แคลเซี่ยมมาก) และถ้วยดินปลวกดำอีก1ถ้วย
การให้ดินปลวกดำนี้ห้ามใส่ดินปลวกดำผสมทราย หรือเอาทรายผสมดินดำเป็นอันขาด เพราะนกย่อมรู้ตัวเอง ว่าควรจะกินทราย หรือ
ควรจะกินดินปลวกดำเพื่อเป็นประโยชน์ของตัวนกเองเพราะนกเก่าที่เลี้ยงนานมากแล้วย่อมรู้คุณ ประโยชน์ของอาหารโดยธรรมชาติ สำหรับนกใหม่แล้วควรใส่อาหารเสริมในถ้วยดินดำ โดยโรยไว้หน้าและคนเคล้าบ้าง เพื่อ บังคับให้กินดินปลวกดำบ้าง เพราะดินปลวกดำ
เป็นยา บังคับให้กินยาไปในตัวป้องกันป่วยไข้ช่วยระบายท้องอ่อน ๆ


อาหารเสริม

สำหรับอาหารเสริมที่ใช้เลี้ยงนกเขาก็มีหลายชนิดด้วยกันดังนี้

1.ข้าวฟ่างที่ยังไม่ได้เอาเปลือกออก จะเป็นสีเหลืองสีแดงหรือสีดำก็ได้
2.ดอกหญ้าปากควาย นกชอบกินแล้วยังเป็นยาระบายอ่อน ๆ อีกด้วย
3.งาดำนอกจากจะเป็นอาหารบำรุงร่างกายแล้วยังมีน้ำมันช่วยระบายท้องนกด้วย
4.เมล็ดผักเสี้ยนให้บางครั้งบางคราวทำให้นกขันเร็วขึ้น
5.ถั่วเขียวทุบละเอียดเป็นอาหารที่มีโปรตีนมาก ทำให้นกแข็งแรงถั่วเขียวจำเป็นอย่างยิ่งบางท่านว่าถ้าให้นกเขากินถั่วเขียว แล้วมัก
จะเป็นสิวไม่เป็นความจริง เพราะมีอาหารอื่น ๆ กินช่วยระบายถ้ายท้องอยู่แล้ว
6.ข้าวไรซ์นอกจากนกหงส์หยกและนกคีรีบูนจะชอบกินแล้วนกเขาก็ชอบมาก เหมือนกันและช่วยให้นกขันเร็วด้วย
7.ดอกหญ้าอื่น ๆ เช่นดอกเซ่ง ดอกหญ้าปล้อง ข้าวสมุทรโคดม ก็ให้นกกินได้ แต่อาจจะชอบหรือไม่ชอบแล้วแต่นกแต่ละตัว



แหล่งที่มา
http://www.petpub.150m.com/columbidae2.html

นกขุนทอง

นกขุนทอง





รูปร่างลักษณะ

เป็นนกขนาดปานกลางค่อนข้างใหญ่ ความยาวจากปลายปากจดหาง 25 -40 ซม. ปากสั้นกว่าหัว ปากหนา แบนข้าง และโค้งเล็กน้อย (พันธุ์ที่พบใน ประเทศไทยยาวประมาณ 33 ซม.) ลำตัวค่อนข้างอ้วน ป้อม หัวโต คอสั้น หางสั้น ปลายหางตัด ขนบริเวณกระหม่อมสั้นมาก นกที่โตเต็มวัย ขนคลุมลำตัวสีดำเป็นมันเหลือบ ออกม่วง ที่บริเวณท้ายทอย และ หลัง , หน้าอกสีเหลือบออกเขียว และ น้ำเงิน ปีกมีแถบสี
ขาวบริเวณขนปีกบินชั้นแรก ขนปีก บิน จำนวน 6 เส้น ขนปลายปีกเส้นนอกสุดเล็ก จะงอยปากสีส้มอมเหลือง ถึงสีออกแดง ด้านโคนจงอย
ปากเข้มกว่า ด้านปลายจะงอยปาก บริเวณหลังตามีแผ่นหนังสีเหลือง เรียกว่า เหนียง อยู่บริเวณใต้ตาถึงข้างคอและท้ายทอยยาวประมาณ 3 ซม. ขา และ เท้า สีส้มอมเหลือง นิ้วเท้ามี 4 นิ้ว ชี้ไปข้างหน้า 3 นิ้ว และด้านหลัง 1 นิ้ว แต่ละนิ้วมีกรงเล็บที่โค้งแข็ง นกทั้งสองเพศมีสี
คล้ายกัน แต่นกตัวเมีย ตัวโตกว่านกตัวผู้ นกที่ยังไม่โตเต็มวัย สีลำตัวจะออกสีตุ่นๆ และ ไม่ดำเป็นมัน เหมือนนกที่โตเต็มวัย บริเวณด้าน
ข้างของหัว หลังตาจะมีสีเหลืองอ่อนจางๆ ซึ่งบริเวณนี้ต่อไปจะพัฒนาเป็นเหนียง เหมือนนกที่ โตเต็มวัย นกวัยอ่อน ปากจะมีสีคล้ำกว่านก
ที่เต็มวัย



แหล่งอาศัยหากิน

ป่าดงดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ ชายป่า ป่าโปร่ง และ พื้นที่โล่งใกล้ป่าดิบ แต่จะต้อง เป็นบริเวณที่มี ฝนตกชุกพอสมควร ปริมาณน้ำฝน
ที่ตกเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 180 มม. ต่อปี และ อุณหภูมิเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 15 องศา เซลเซียส พบได้ตั้งแต่พื้น ที่ราบ ไปจนถึงความสูง 1,370 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่ส่วนมากจะพบที่ความสูงเฉลี่ย 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล
มักชอบกินน้ำหวานจากดอกไม้ป่า เช่น ดอกทองหลางป่า ดอกงิ้วป่า และ สนอินเดีย โดยเกาะที่ก้านดอก และยื่นหัว และ จะงอยปาก เข้าไปดูดน้ำหวานกิน จึงมีละอองเกสรติดบริเวณกระหม่อม และ ไปติดในเกสรดอกตัวเมีย จึงมีส่วน ในการช่วยผสมเกสรของดอกไม้
บางชนิดด้วย นอกจากนั้นยังชอบกินผลไม้สุก เช่น โพ ไทร ไกร กร่าง หว้า กล้วย มะละกอ ถ้าผลไม้มีขนาดเล็กไม่เกิน 2 ซม. มันจะกลืน
เข้าไปทั้งผล เมล็ดผลไม้ที่แข็งจะไม่ถูกย่อย และ จะถ่ายออกมาภายใน 1 ชั่วโมง สำหรับเมล็ดไม้บางชนิดที่มีเปลือกแข็งหุ้ม เช่น เมล็ด
จำปาป่า มันจะกินโดยใช้ปากขบให้เปลือกแตกก่อน นอกจากนี้ มันก็กินพวก ไข่มด หนอน แมลง ตัวอ่อนของแมลง ต่างๆ เช่น ตั๊กแตน ปลวก มด ตลอดจนสัตว์เลื้อยคลานพวก กบ เขียด กิ้งก่า หนูตัวเล็กๆ ที่มันจับได้ ตามพื้นป่า หรือตามกิ่งก้านของต้นไม้ หรือตามคาคบไม้ เช่น กิ้งก่า โดยจับฟาดกับต้นไม้ จนสลบ หรือ ตาย แล้วกลืนกิน ทั้งตัว ไม่ฉีกกินเหมือนเหยี่ยว นอกจากนี้อาจโฉบจับแมลง ที่บินผ่านมา
กลางอากาศบ้าง



นิสัยประจำพันธุ์

นกขุนทองเป็นสัตว์สังคม ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และออกหากินด้วยกันเป็นฝูง โดยมี จ่าฝูงคอยให้สัญญาณในการออกบิน ด้วยการส่ง
เสียงร้องออกมาก่อน จำนวนนกในฝูงมักจะเป็นเลขคู่เสมอ ตั้งแต่ฝูงละ 6 - 8 ตัว จนถึง 12 -20 ตัว เพราะนกจะจับคู่ในฝูงเดียวกัน และ เมื่อจับคู่กันแล้ว ก็ ยังรวมกลุ่มไปหาอาหาร เป็นฝูงเช่นเดิม มันจะแยกจาก ฝูงก็ต่อเมื่อ มีภาระในการเลี้ยงลูกอ่อน เท่านั้น แต่ก็ยังอยู่
ในละแวกเดียวกับฝูง และ มีการติดต่อกับฝูงอยู่เสมอ การหากิน จะ อาศัย หากินตามกิ่งของต้นไม้ใหญ่ หรือพุ่มไม้บ้าง แต่จะไม่ลงมา
ยังพื้นดิน การเคลื่อนไหวตามกิ่งไม้ มักใช้วิธีกระโดด ไปทาง ด้านข้าง ซึ่งแตกต่างจากนกเอี้ยง และ นกกิ้งโครงอื่นๆ ในต้นไม้ผล ที่นก
ชอบ มักพบหากินร่วมกับนกที่กินผลไม้ด้วยกัน เช่น นกเงือก นกโพระดก นกเขาเปล้า เป็นต้น
หลังจากกินอิ่ม นกขุนทองทั้งฝูง จะไปเกาะพักตามกิ่งต่างๆของต้นงิ้วป่าบ้าง ทองหลางป่าบ้าง แต่จะต้อง เป็น ต้นไม้ที่มีใบแน่นทึบ โดยส่งเสียงสังสรรค์สนทนากันดังขรม ได้ยินแต่เสียงแอ๊ะๆ แอ๊ะๆ ดังไม่ขาดหู ตัวที่เป็นคู่กัน จะมีแบบ แผนการร้องที่ต่างจากตัวที่ไม่ได้
เป็นคู่กัน เมื่อตัวหนึ่งส่งเสียงร้อง คู่ของมันก็จะร้องตอบใน 2 - 4 วินาที นอกจากนั้น ลักษณะการ ร้องโต้ตอบของนกที่อาศัยอยู่ในบริเวณ
เดียวกันจะเหมือนกัน นกที่อยู่ในท้องที่อื่นจะร้องต่างกันออกไป คล้ายกับคนที่มีภาษาถิ่น แตกต่างกันออกไปในแต่ละภาคในเวลากลางคืน
จะเกาะนอนตามกิ่งไม้เช่นเดียวกับนกเอี้ยง หรือนกกิ้งโครงอื่นๆ แต่จะไม่ เป็น ฝูงใหญ่



ฤดูผสมพันธุ์ทำรังวางไข่

โดยทั่วไปนกขุนทองจะผสมพันธุ์ และ วางไข่ปีละ 1 - 3 ครั้ง แต่โดยทั่วไป 2 ครั้ง ในช่วงฤดูร้อน และ ฤดูฝน และจะจับคู่แบบผัวเดียว
เมียเดียวตลอดไป จนกว่าอีกฝ่ายจะตายจากไปจึงจะหาคู่ใหม่ วัยเจริญพันธุ์ของนกขุนทอง จะอยู่ในราวอายุ 1 ปี ขึ้นไป ตัวเมียจะถึงวัย
เจริญพันธุ์ค่อนข้างเร็วกว่าตัวผู้เล็กน้อย นกขุนทอง ในป่า ผสมพันธุ์กันกลางอากาศ คือระหว่างที่นกทั้งคู่บินตามกันมา นกตัวผู้ที่บินอยู่
ข้างหลังจะเร่งความเร็วจนบินทัน และเข้าไป ประกบกับตัวเมียทางด้านหลัง ในเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว ก็ผละออกจากกัน
นกขุนทองเป็นนกประจำถิ่น ที่พบในประเทศไทย มี 2 พันธุ์ คือ G.r.intermedia (นกขุนทองพันธุ์เหนือ) และ G.r. religiosa
(นกขุนทองพันธุ์ใต้) มีลักษณะแตกต่างกันคือ G.r. religiosa ตัวใหญ่ และหนากว่า เหนียงแยกเป็น 2 แผ่นไม่ติดต่อกัน ระหว่างแผ่น
ที่อยู่ใต้หู กับแผ่นที่อยู่บริเวณท้ายทอย และพบเฉพาะทางภาคใต้ของไทย ส่วน G.r. intermedia พบทั่วไป ยกเว้นทางภาคใต้

แหล่งที่มา
http://www.zyworld.com/NAKARIN/HTMLhillmyna.htm
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...