แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผีเสื้อและแมลง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผีเสื้อและแมลง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ปลวก


ปลวก เป็นแมลงชนิดหนึ่งมีชีวิตอยู่รวมกันเป็นหมู่ นับเป็นศัตรูสำคัญต่อ เศรษฐกิจของทั้งประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำความเสียหายโดยการทำลาย อาคารบ้านเรือน สิ่งก่อสร้าง เครื่องเรือน กระดาษ และวัสดุสิ่งของที่ทำ จากฝ้าย เป็นต้น ในโลกปัจจุบันนี้มีการพบปลวกมากกว่า สองพันชนิด ในประเทศแถบ ร้อนจะมีปลวกชุกชุมที่สุด ปลวกแต่ละชนิดมีความเป็นอยู่และความต้องการ อาหารแตกต่างกันไป ความแตกต่างนี้จะเชื่อมโยงไปถึงวิธีป้องกันและกำจัดด้วย

ประเภทของปลวก
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
- ปลวกที่อาศัยอยู่ในดิน
- ปลวกที่ไม่อาศัยอยู่ในดิน

1. ปลวกใต้ดินจำแนกเป็น 3 พวก

ปลวกใต้ดิน - พวกนี้จะอาศัยอยู่ในดินเกือบตลอดอายุของมันแม้ว่าจะออกจากผิวดินไปแล้ว ก็ยังมีการติดต่อกับพื้นดินอยู่ โดยการทำอุโมงค์ ทางเดินด้วยดินไปสู่แหล่งอาหารต่างๆ ที่อยู่เหนือดิน นอกจากนี้อุโมงค์ทางเดินยังเป็นเครื่องป้องกันอันตรายจากศัตรู เช่น มด

ปลวกที่อยู่ตามจอมปลวก - เป็นปลวกที่สร้างรังหรืออาณาจักรขนาดใหญ่อยู่บนพื้นดินโดยใช้เม็ดดินเล็กๆ สร้างขึ้นเป็นเนินสูงใหญ่เรียกว่า จอมปลวก จะพบเห็นทั่วไปทุกภาคของประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในทวีป เอเชีย และออสเตรเลีย

ปลวกที่อยู่ตามรังขนาดเล็ก - รังของปลวกชนิดนี้ เกิดจากมูลของปลวกผสมกับเศษไม้เล็กๆ และสร้างเป็นรังที่มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไป อาจจะอยู่ในดิน บนพื้นดิน เช่น ตามต้นไม้ เสาไฟ หรืออาคารบ้านเรือน

2. ปลวกที่อาศัยอยู่ในเนื้อไม้ จำแนกเป็น 2 พวกใหญ่

ปลวกไม้แห้ง - เป็นพวกที่มีอาณาจักรหรือรังเล็กกว่าปลวกใต้ดิน อาศัยอยู่ในเนื้อไม้ และจะไม่ลงไปในดิน ปลวกชนิดนี้ต้องการความชื้นในไม้ แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นและเป็นพวกที่ทำความเสียหายร้ายแรงต่ออาคารบ้านเรือน และเครื่องเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ

ปลวกไม้ชื้น – อาศัยอยู่ในเนื้อไม้ที่มีความชื้นสูง เช่น เปลือกไม้ ไม้ซุง หรือไม้ที่ผุแล้ว ห้องที่มีความชื้นและเย็น นับว่า เป็นสถานที่เหมาะสม สำหรับปลวกประเภทนี้อาศัยอยู่ ตามปกติแล้ว เป็นปลวกที่ไม่มีอันตรายต่ออาคารบ้านเรือนมากนัก
ความเป็นอยู่ของปลวก

ปลวกเป็นแมลงที่อยู่เป็นหมู่สังคมประกอบด้วย วรรณะต่างๆ 3 วรรณะ และมีหน้าที่แตกต่างกันไป

วรรณะสืบพันธุ์ หรือแมลงเม่า
คือปลวกตัวผู้และตัวเมีย มีปีกและเพศดังแมลงอื่นๆ ทั่วไปตามปกติ ในรังหรืออาณาจักรจะพบปลวกคู่นี้ทำหน้าที่ผสมพันธุ์และสืบพันธุ์ ตัวผู้เรียกว่า ราชาปลวก และตัวเมียเรียกว่าราชินีปลวก ออกไข่เกิดเป็นปลวกชนิดต่างๆ ในรัง นอกจากนี้ปลวกสืบพันธุ์ยังมีหน้าที่กระจายพันธุ์และสร้างอาณาจักรใหม่เกิดขึ้นอีกด้วย ปลวกชนิดนี้มีปีกทั้งตัวผู้ตัวเมีย เรียกว่า แมลงเม่า เมื่อจับคู่ผสมพันธุ์แล้วสลัดปีก และเลือกสถานที่เหมาะสมเพื่อสร้างรัง และเกิดเป็นอาณาจักรใหม่ต่อไป

วรรณะกรรมกร หรือปลวกงาน
เป็นปลวกตัวเล็ก ไม่มีปีก ไม่มีเพศ ไม่มีตาใช้หนวดเป็นอวัยวะรับความรู้สึกคลำทาง ทำหน้าที่เกือบทุกอย่างภายในรัง เช่น หาอาหารมาป้อนราชินี ราชา ตัวอ่อน และทหาร ซึ่งไม่หาอาหารกินเอง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างรัง ทำความสะอาดรัง ดูแลไข่ เพาะเลี้ยงเชื้อราและซ่อมแซมรังที่ถูกทำลาย

วรรณะทหาร
เป็นปลวกที่มีหัวโต สีเข้มและแข็ง มีกรามขนาดใหญ่ ซึ่งดัดแปลงไปเป็นอวัยวะคล้ายคีมที่มีปลายแหลมคม เพื่อใช้ในการต่อสู้กับศัตรูที่มารบกวนสมาชิกภายในรัง ไม่มีปีก ไม่มีตา ไม่มีเพศ บางชนิดจะดัดแปลงส่วนหัวให้ยื่นยาวออกไปเป็นงวง เพื่อกลั่นสารเหนียวปล่อยหรือพ่นไปติดตัวศัตรูทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้หรืออาจทำให้ตายได้

การสร้างอาณาจักร
การสร้างอาณาจักรของปลวกแต่ละชนิดจะมีแบบแผนที่แน่นอน แต่แตกต่างตามพันธุ์ และภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม

การเกิดอาณาจักร
- แมลงเม่ามักจะออกมาให้เราได้พบเห็นในบางโอกาสของปี ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อตัวผู้แล้วตัวเมียจับคู่ผสมพันธุ์ ชนิดปลวกไม้แห้ง ก็จะหารอยแตกแยกของเนื้อไม้ เพื่อสร้างรังใหม่ ชนิดปลวกใต้ดินก็จะหาแหล่งดินในบริเวณใกล้ๆแหล่งอาหาร เช่น บริเวณเศษไม้หรือราก ไม้ในดินเพื่อสร้างรังใหม่

การขยายอาณาจักร
- เมื่อถึงฤดูกาลที่เหมาะสมแมลงเม่าจะบินออกจากรังภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อมและเผ่าพันธุ์จะทำให้ แมลงเม่าออกจากรังต่างวาระกัน ในภูมิอากาศที่ร้อน แมลงเม่าจะออกจากรังช่วงเวลาหลังฤดูฝน แมลงเม่าเหล่านี้ จะบินเข้าอาคารเพื่อรับความอบอุ่นจากแสงไฟ หรือแสงอาทิตย์ และทำความ รำคาญให้กับเรา แมลงเม่าแต่ละคู่เมื่อผสมพันธุ์แล้วจะเลือกสถานที่สร้างรังใหม่ และภายใน 2-3 วัน จะเริ่มวางไข่ครั้งแรกๆ จะมีไข่ไม่กี่ฟอง แต่ต่อไปจะเพิ่มจำนวนไข่มากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดอายุการ เจริญเติบโตของมันไข่จะฟักออกเป็นตัวอ่อนภายใน 30-50 วัน และตัวอ่อนจะเจริญเติบโตอย่าง รวดเร็ว ซึ่งส่วนมากจะเป็นปลวกที่อยู่ในวรรณะปลวกทหาร และปลวกงาน แมลงเม่าคู่แรกที่สร้างรัง จะเจริญเติบโตเป็นราชาปลวกและราชินีปลวก มีอายุยืนยาวและมีจำนวนไข่มากกว่า 30,000 ฟองต่อวัน จำนวนประชากรของปลวกในอาณาจักรหนึ่งๆ มีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ และแหล่งอาหาร
ความเป็นอยู่ของปลวก

วงจรชีวิตของปลวก

- การอาศัยอยู่ในระบบสังคม ขนาดของอาณาจักร จะขยายใหญ่ได้ด้วยความสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร
- ปลวกแต่ละชนิดจะมีหน้าที่เฉพาะและเกี่ยวโยงเป็นระบบการอยู่รวม (ระบบสังคม) การเริ่มอาณาจักรเกิดจากราชาปลวกและราชินีปลวก 1 คู่ ทำการผสมพันธุ์ และเพิ่มประชากรมากขึ้นๆ จากไข่ จะกลายเป็นปลวกตัวอ่อน และเจริญเติบโตเป็นปลวกชนิดต่างๆ เช่น ปลวกสืบพันธุ์สำรอง ปลวกทหาร ปลวกงาน และแมลงเม่า
- ปลวกสืบพันธุ์สำรอง จะทำหน้าที่ออกไข่เพิ่มประชากรในกรณีที่ ราชาปลวก หรือราชินีปลวกได้ตาย
- ปลวกงานทำหน้าที่ดูแลสร้างหรือซ่อมแซมรัง หาอาหาร เพื่อเลี้ยงปลวกชนิดอื่น และทำงานทุกชนิดภายในรัง
- แมลงเม่า คือปลวกสืบพันธุ์ที่อยู่ในรัง เมื่อโตเต็มที่จะบินออกนอกรังเพื่อสร้างอาณาจักรใหม่

แมลงเม่า


แมลงเม่า (alates) คือปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ที่โตเต็มที่โดยมีปีกยาวเลยลำตัวออกมา เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงฤดูฝน ปลวกหนุ่มสาวที่มีปีกภายในจอมปลวกจะพากันบินออกมาจากรังมารวมหมู่เพื่อเลือกคู่ครอง พอจับคู่กันได้หนึ่งต่อหนึ่ง ก็ชักชวนกันไปหาทำเลอันเหมาะสม จัดการสลัดปีกทิ้งผสมพันธุ์กันแล้วมุดลงสู่พื้นดิน หลังจากนั้นแมลงเม่าสองตัวก็จะกลายสภาพเป็นราชาและราชินีปลวก รานิชีเริ่มต้นขบวนการวางไข่อย่างต่อเนื่องทันทีหลังการผสมพันธุ์ โดยมีราชาคอยผสมพันธุ์ โดยมีราชาคอยผสมพันธุ์ให้เป็นระยะ ๆ นับจากนี้เธอจะกลายเป็นนางพญาปลวก คอยทำหน้าที่วางไข่สร้างประชากรไปตลอดชั่วชีวิต เมื่อเวลาผ่านไปรูปร่างของนางพญาจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ คือ ส่วนท้องจะขยายใหญ่ขึ้นตลอดเวลาเพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนไข่ที่ต้องวางเพิ่ม เมื่ออายุ 10 ปี ขึ้นไปรูปร่างของนางพญาจะมองดูคล้ายหนอนยักษ์ตัวอ้วนพองที่เคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้อีกต่อไป ประมาณกันว่านางพญาปลวกสามารถวางไข่ได้ 14 ฟอง ในทุก 3 วินาที ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนเธอจึงมีลูกจำนวนมหาศาล ประชากรปลวกรุ่นใหม่เหล่านี้เองที่ช่วยกันสร้างอาณาจักรใหม่อย่างแข็งขัน

การสร้างจอมปลวกเริ่มขึ้นโดยเหล่าปลวกงานจะช่วยกันกัดดินและขนดินมาทีละก้อน แล้วใช้น้ำลายเป็นตัวเชื่อมติด พวกมันค่อย ๆ สร้างผนังจอมปลวกแน่นหนาขึ้นทีละน้อยอย่างอดทน โดยมีปลวกทหารคอยทำหน้าที่อารักขาความปลอดภัยให้ ศัตรูสำคัญของปลวกทหารคือมดพันธุ์ต่าง ๆ ที่ชอบเข้ามารุกรานถึงภายในจอมปลวก เมื่อปราศจากการรบกวนปลวกงานจะสร้างห้องหับต่าง ๆ อย่างเป็นระบบเริ่มตั้งแต่ตำหนักของนางพญาที่จะต้องแข็งแกร่งเป็นพิเศษและซ่อนอยู่มิดชิดที่สุดภายในรัง แล้วจึงสร้างห้องเก็บรักษาไข่เพื่อบ่มฟักตัวอ่อน ซึ่งมันจะต้องขนไข่ออกจากตำหนักของนางพญามาจัดเก็บให้เป็นระเบียบอยู่เสมอเสร็จจากนั้นปลวกงานส่วนหนึ่งทำการขุดช่องระบายอากาศเพื่อให้ภายในจอมปลวกเย็นสบายอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งขุดอุโมงค์ใต้ดินสู่ภายนอกเพื่อใช้เป็นเส้นทางในการออกไปหาเสบียงอันได้แก่เศษไม้เป็นหลัก ความจริงปลวกไม่สามารถย่อยไม้ได้เองอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นโปรโตซัวซึ่งอาศัยอยู่ในกระเพาะของมันต่างหากที่ช่วยย่อยเซลลูโลสให้กลายเป็นสารอาหาร ปลวกงานจะนำเชื้อราที่ได้จากการย่อยมาสร้างเป็นสวนเห็ดขึ้นภายในจอมปลวกเพื่อลดภาระในการออกตระเวนหาอาหารจะเห็นว่าปลวกงานมีหน้าที่หนักที่สุดในบรรดาปลวกทั้ง 3 วรรณะ ปลวกงาน จึงมีประชากรมากที่สุด ทั้งนี้นางพญาจะมีฮอร์โมนสังคม (Social Hormone) ควบคุมการวางไข่ให้อัตราส่วนประชากรในวรรณะต่าง ๆ ได้สมดุลอยู่ตลอดเวลา

เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่ทางนางพญาจะผลิตปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง พอถึงฤดูผสมพันธุ์ปลวกจำนวนนี้จะกลายเป็นแมลงเม่าบินอำลาจากจอมปลวกอันเก่าเพื่อเริ่มต้นจับคู่และสร้างอาณาจักรของมันเองขึ้นมาอีกครั้ง

ปลวกมีบทบาทสำคัญในการช่วยย่อยสลายไม้ เศษไม้ และวัตถุอื่น ๆ เพื่อนำแร่ธาตุหมุนเวียนกลับสู่ระบบนิเวศ และเมื่อแปลงร่างเป็นแมลงเม่าก็ยังเป็นอาหารทรงคุณค่าทั้งต่อนกและสัตว์ต่าง ๆ ภายในกองดินหนาทึบมีโลกเล็ก ๆ ที่กำลังทำหน้าที่ของเผ่าพันธุ์อย่างสัตย์ซื่อให้กับนิเวศธรรมชาติ

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แมงป่อง


การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Arthropoda
ไฟลัมย่อย Chelicerata
ชั้น Arachnida

อันดับ Scorpiones
C. L. Koch, 1837


แมงป่อง (Scorpion) จัดอยู่ในประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไฟลัมอาร์โธรพอด มีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งมีการค้นพบฟอสซิลของแมงป่องที่มีอายุถึง 440 ล้านปี เช่น Archaeobuthus estephani หรือ Protoischnurus axelrodorum

แมงป่องเป็นสัตว์มีพิษ มีรูปร่างคล้ายปู ลำตัวยาวเป็นปล้อง ๆ ประมาณ 2-10 เซนติเมตร มีก้ามคล้ายก้ามปู 1 คู่ และลำตัวติดกัน มีขาเป็นปล้อง ๆ 4 คู่ติดอยู่ ท้องยาวออกไปเป็นหาง มี 5 ปล้อง ที่ปลายหางมีอวัยวะสำหรับต่อย (stinger) ไม่ชอบแสงสว่าง มักจะหลบซ่อนตัวอยู่ตามสถานที่มืดและชื้น เช่น ใต้ก้อนหิน ใต้กองไม้ ใต้ใบไม้ หรือขุดโพรงหรือรูอยู่ตามป่าละเมาะ และออกหากินในเวลากลางคืน ทั่วโลกมีแมงป่องประมาณ 1,200 ชนิด (species) [1]อยู่ทั้งในเขตทะเลทราย (desert) เขตร้อนชื้น (tropic) หรือแม้แต่แถบชายฝั่งทะเล พบชนิดที่มีพิษร้ายแรง 50 ชนิด [1]บางชนิดมีพิษรุนแรงมาก เช่น แมงป่องในสกุล Centruroides ที่รัฐอริโซน่า สหรัฐอเมริกา บราซิล เม็กซิโก และทะเลทรายซาฮาร่า

ในประเทศไทย มี 11 ชนิด ที่พบบ่อยมากที่สุด คือ แมงป่องในอันดับ Scorpiones (หรือ Scorpionida) วงศ์ Scorpionidae สกุล Heterometrus ได้แก่ H. longimanus และ H. laoticus พบ H. laoticus มากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

พิษ
พิษของแมงป่องมีพิษต่อระบบประสาท (neurotoxin) ส่วนน้อยมีพิษต่อระบบโลหิต (hematotoxin) รอยแผลจะมีลักษณะคล้ายเข็มแทงรูเดียว บางครั้งอาจเป็นรอยไหม้

การใช้ประโยชน์
ชาวจีนนำมาปิ้งหรือย่าง กินแล้วช่วยขับลม ช่วยขับพิษอื่นๆ ทำให้เลือดลมดี และใช้แมงป่องอบแห้ง รักษาโรคหลายชนิด เช่น บาดทะยัก เก๊าท์ หลอดเลือดแดงอักเสบ เป็นต้น ในประเทศไทยใช้ดองเหล้ากิน บรรเทาอาการอัมพาต อัมพฤกษ์



จากเว็บ วิกิพีเดีย

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

มดแดงไข่


1. เกี่ยวกับมดแดง

มดแดงไข่เป็นแมลงชนิดหนึ่ง ชอบทำรังและออกไข่ตามต้นไม้ แบ่งเป็น 2 ชนิด
ก. แม่เป้ง ลักษณะลำตัวสีเขียวปนน้ำตาล ส่วนมากจะมีปีก ขนาดใหญ่กว่า ชัดเจน ทำ
หน้าที่ออกไข่ และป้องกันศัตรู สร้างรัง
ข. มดแดงทั่วไป ลำตัวสีแดง ทำหน้าที่ออกหาอาหาร ป้องกันศัตรู สร้างรัง ต้องเดินทางออกจากรังไปหาอาหาร

ไข่มดแดง ในรังมดแดงมีไข่ 3 ชนิดดังนี้
ก. ไข่มาก เป็นไข่ขนาดใหญ่ที่สุด ฟักออกมาเป็นแม่เป้งโดยเฉพาะ
ข. ไข่ฝาก ขนาดปานกลาง มีจำนวนมากที่สุด ฟักออกมาเป็นมดแดงทั่วไป
ค. ไข่มดดำ ไข่สีดำ ขนาดเล็กฟักออกมาเป็นมดดำมีปีก มักบินหนีในเวลาอันสั้น

2. วิธีเลี้ยงมดแดง
มดแดงกินอาหารจำพวกเศษเนื้อสัตว์ทุกชนิด ก้างปลา ซากแมลง หอย เศษอาหาร ที่ขาดไม่ได้ คือ มดแดงต้องกินน้ำ จึงไม่น่าแปลกว่าทำไมมดแดงชอบไต่ราวตากผ้าเข้ามาในบ้าน !!!

การให้อาหาร
อาหารมดแดงควรอยู่ในภาชนะที่ไม่มีน้ำขัง ทำให้เศษอาหารแห้งได้ ไม่บูดเน่า การลำเลียงกลับรังทำได้ง่าย เศษอาหารควรมีขนาดเล็ก ภาชนะที่เหมาะที่สุดคือ ตะแกรงลวด หรือมุ้งลวดเก่า หรือภาชนะจัดสานขนาดเล็ก ผูกติดกิ่งไม้เหนือศีรษะ ป้องกันสัตว์ชนิดอื่นทำลายหรือกินเศษอาหาร

การให้น้ำ
ใช้ขวดพลาสติกเจาะด้านข้างขนาดกว้างประมาณ 1 ใน 3 ของขวด ปิดฝาให้สนิทป้องกันฝุ่นหรือสิ่งสกปรกหล่นลงไป ผูกคอขวดด้วยเชือก เติมน้ำให้เต็มรอยเจาะ ใช้ไม้เล็ก ๆ 2-3 ชั้นจุ่มลงไปในน้ำเป็นสะพานให้มดลงไปกินน้ำ ถ้าไม่มีสะพานมดอาจตกน้ำตายได้

3. ศัตรูของมดแดงไข่
มดแดงไข่จะอพยพหนีจากต้นไม้ที่เลี้ยงไว้ด้วยสาเหตุต่อไปนี้
ก. มีมดดำมาบุกรุกหรือ ตอนนำมดแดงมาปล่อยไม่ได้ขจัดมดดำให้หมด หรือมีมดดำบนต้นไม้ข้างเคียง
ข. จุดไฟใต้ต้นไม้ของมดแดงไข่
ค. ใช้ขี้เถ้าหว่านบนต้นไม้ของมดแดงไข่
ง. ใช้สารเคมีฉีดพ่นบริเวณใกล้เคียง
จ. ขาดอาหารและน้ำ

4. การเก็บไข่มดแดง
ควรใช้ไม้แหย่เหมือนที่เคยปฏิบัติ เจาะรูบนรังให้เล็กสุดเคาะเบา ๆ ให้ไข่ร่วงลงบนถังน้ำ ข้อสำคัญ ต้องปล่อยแม่เป้งให้หมด เพื่อให้ออกไข่ขยายพันธุ์ต่อไป
เราต้องช่วยกันเปลี่ยนเศษอาหารงานเลี้ยงเป็นไข่มดแดง 1 งานเลี้ยง : ไข่มดแดง 100 กิโลกรัม

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ตั๊กแตนตำข้าว Praying Mantis


ชื่อวิทยาศาสตร์ -
อันดับ ORTHOPTERA
วงศ์ Mantidae
ชื่อสามัญ Mantid
ชื่อพื้นบ้าน ตั๊กแตนตำข้าว , ตั๊กแตนต่อยมวย


ลักษณะทั่วไป
ตั๊กแตนตำข้าวมีลำตัวยาว ขาคู่แรกขยายใหญ่เป็นกล้ามสับ และมีหนามสำหรับหนีบจับเหยื่อเป็นอาหาร อกปล้องแรกยาวมากขณะทำการจับเหยื่อตั๊กแตนจะทำท่ายกขาหน้าและโยกไปมาคล้ายจะต่อยมวย ขณะทำการผสมพันธุ์ตัวเมียอาจจะจับตัวผู้กินเป็นอาหาร

แหล่งที่พบ
พบได้ตามต้นไม้และกอหญ้า

อาหารธรรมชาติ
ชอบกินแมลงชนิดอื่นเป็นอาหาร

ประโยชน์และความสำคัญ
ตั๊กแตนตำข้าวเป็นตั๊กแตนที่มีประโยชน์ต่อการเกษตร เพราะเป็นแมลงที่กินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จิ้งหรีด


Phylum - Arthropoda
Class - แมลงที่มี 6 ขา (Hexapoda) หรือ (Insecta)
Order - Orthoptera
Family - Gryllidae
ชื่อภาคกลาง - จิ้งหรีด,จิ้งหรีดทองแดง,ทองแดง
ชื่อภาคอีสาน - กี้ดีด, จิล้อทองแดง
ชื่ออังกฤษ - House Cricket
ชื่อวิทยาศาสตร์ - Acheta Testacea Walker

จิ้งหรีดพันธุ์ไทย ที่นิยมเลี้ยงหรือทำฟาร์ม ได้แก่ 4 สายพันธุ์หลัก

1. จิ้งหรีดพันธุ์ทองแดง เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง ตัวโตเต็มวัยสุดปีกสุดหางแล้วแต่ขนาดความยาวลำตัว ตั้งแต่หังถึงปล้องท้องสุดท้ายไม่รวมหนวดและหาง 2 แฉกยาว 25 - 35 ม.ม. ลักษณะเด่นถ้าเป็นพันธุ์แท้ไม่ผสมกับพันธุ์ทองดำ หัว,ลำตัว,ขาจะมีสีน้ำตาลเข้ม หรือน้ำตาลอมเหลืองทอง ปีกเป็นสีทองทั้งตัวผู้และตัวเมีย จึงเหมาะที่จะเพาะเลี้ยงเป็นอาหารของคน เนื่องจากเมื่อปรุงเป็นอาหารประเภทคั่วหรือทอดแล้วจะมีสีเหลืองทองอมน้ำตาล ดูแล้วสวยงาม สะอาดน่ารับประทานมาก แถมหอมมันอร่อย ชาวจีน ชาวฮ่องกง ชาวญี่ปุ่น และชาวไทยอีสานนิยมรับประทานมาก เพราะเป็นของว่างขบเคี้ยว

2. จิ้งหรีดพันธุ์ทองดำ เป็นจิ้งหรีดขนาดกลางและมีขนาดเท่ากับพันธุ์ทองแดง แต่มีลักษณะเด่นในกรณีเป็นพันธุ์แท้ที่ไม่ได้ผสมกับพันธุ์ทองแดง หัว, ลำตัว, ทั้งปีกในและปีกนอก และขาทั้ง 6 ขาจะมีสีดำสนิทเป็นมันว าว แต่เนื่องจากมีสีดำสนิท จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารสัตว์ เพราะเมื่อปรุงเป็นอาหารให้คนรับประทาน ไม่ว่าจะคั่วหรือทอด หรือยางดูดำไปหมด เหมือนกับไหม้ไปแล้ว จึงมีสีสันที่ไม่น่ารับประทาน

3. จิ้งหรีดพันธุ์ทองน้ำตาลลาย หรือไอ้แอ๊ด เป็นจิ้งหรีดขนาดเล็กเมื่อโตเต็มวัยจะมีขนาดความยาวลำตัว 16 - 24 ม.ม. ลักษณะเด่นคือมีรูปร่างเพรียวบางกว่ากินาย หัว, ลำตัวและขาจะมีสีน้ำตาลเหลืองอ่อน, สีขาวอมน้ำตาลอ่อน ปล้องท้องมักจะมีสีน้ำตาลอ่อนสลับขาวงาช้าง ทำให้เรียกชื่อพันธุ์อีกแบบว่า "พันธุ์ทองน้ำตาลลาย" ปีกมีสีขาวและสีงาช้าง เคลื่อนไหวว่องไวมาก และชอบหลบซ่อนในซอกลับในที่มืดมองไม่เห็นได้ยินแต่เสียงจึงมีฉายาว่า "จิ้งหรีดผี" และเนื่องจากตัวเล็กเนื้อบางจึงเหมาะที่จะเพาะเลี้ยงไว้เป็นอาหารของลูกสัตว์ เช่น ลูกนก, ลูกไก่, ลูกปลา, ลูกกบ, ลูกกิ้งก่า เป็นต้น เพราะมีขนาดที่สมดุลกันกับลูกสัตว์ดังกล่าวแล้ว ไอ้แอ๊ดถึงตัวจะเล็กแต่กินอาหารจุมาก

4. จิ้งหรีดพันธุ์ทองน้อย หรือกินาย ก็เป็นจิ้งหรีดขนาดเล็ก ความยาวลำตัวใกล้เคียงกับพันธุ์ไอ้แอ๊ด แต่ลำตัวจะป้อมหนากว่าไอ้แอ๊ด ลักษณะเด่นสีของหัว, ลำตัว, ปีกและขาจะเหมือนกับจิ้งหรีดพันธุ์ทองแดงแต่มีสีอ่อนกว่าและตัวเล็กกว่า จึงมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อว่า "จิ้งหรีดน้อย", "จิ้งหรีดสีทอง", "จิ้งหรีดทองแดงเล็ก", "จิ้งหรีดทองน้อย" ภาษาอีสานเรียกว่า "จิล้อน่อย" มีสีสันที่สวยงามรูปร่างเล็กน่ารัก เมื่อปรุงเป็นอาหารจะมีสีสันรสชาติอร่อยน่ารับประทานเหมือนกับพันธุ์ทองแดงทุกประการ จึงเหมาะที่จะเพาะเลี้ยงเป็นอาหารโปรตีนชั้นดีให้กับคน

ส่วนประกอบของจิ้งหรีด

1. หัว ประกอบด้วย ตา หนวด ปาก คอ และรอยต่อกะโหลกศีรษะ

2. อก มี 3 ปล้อง

ปล้องแรกมีขาหน้า 1 คู่
ปล้องกลางมีขาคู่กลาง 1 คู่ และมีปีกคู่หน้า 1 คู่ ซึ่งปีกนี้ใช้แยกเพศของจิ้งหรีดได้ด้วย โดยจิ้งหรีดตัวผู้ปีกนอกคู่หน้ามีลวดลายหยักส่วนตัวเมียจะมีผิวเรียบ
ปล้องหลังมีขาคู่หลัง และยังมีปีกคู่หลัง ซึ่งเวลาหุบจะซ่อนอยู่ด้านใน
3. ท้อง เมื่อเติบโตเต็มที่แล้วจะมีปล้องจำนวน 11 ปล้อง

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดทอง

การเตรียมหาจิ้งหรีดพ่อ-แม่พันธุ์

โดยใช้จิ้งหรีดพันธุ์ทองแดง หรือทองดำแท้ หรือพันธุ์ผสมระหว่างสองพันธุ์ นี้ที่เรียกว่า "พันธุ์ทาง" คัดจิ้งหรีดตัวผู้และตัวเมียที่เป็นตัวโตเต็มวัยสุดปีกสุดหางแล้ว มีอายุไม่น้อยกว่า 5 สัปดาห์หรือ 35 วันขึ้นไป ขนาดความยาวลำตัวไม่รวมหนวดและแพนหางยาว 25-35 ม.ม. คัดพ่อแม่พันธุ์เอาแต่ตัวใหญ่ๆ แข็งแรง ว่องไว และมีอวัยวะครบสมบูรณ์ คือมี หัวตารวม 1 คู่ ส่วนประกอบปากครบ หนวด 1 คู่ยาวเท่าๆกัน และยาวเท่ากับหรือมากกว่าความยาวลำตัว ขามี 6 ขาครบ ปีกคู่หน้า และปีกคู่หลัง อย่างละคู่ครบ แพนหาง 2 แฉกมีครบบริบูรณ์ ทุกๆส่วน ไม่ขาดหาย แหว่ง ด้วน พิการ โดยเฉพาะตัวเมียจะต้องมีอวัยวะพิเศษคือ ท่อวางไข่ปลายแหลมยื่นที่เปรียบเหมือนหางที่ 3 ซึ่งแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างแพนหาง 2 แฉกสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ยาวยื่นออกไป 14-16 ม.ม. ส่วนที่เป็นท่อวางไข่นี้ต้องสมบูรณ์ดังนั้น ถ้าตัวเมียตัวใดที่มีท่อวางไข่ที่ไม่สมบูรณ์ ขาดหายไปบางส่วนหรือไม่มีเลยจะนำมาทำเป็นแม่พันธุ์ไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะไม่สามารถวางไข่ได้ และท่อวางไข่นี้จะมีเฉพาะจิ้งหรีดตัวเมียเท่านั้น จึงนับเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกเพศของตัวเมียได้ดีที่สุด แม้จะอยู่ในวัยลูกจิ้งหรีดตัวอ่อนระยะที่ 4-5 หรือจิ้งหรีดวัยรุ่นก็ตาม แต่ยังมีข้อสังเกตในการแบ่งแยกเพศของจิ้งหรีดระหว่างตัวผู้และตัวเมียดังนี้
จิ้งหรีดพันธุ์ทองแดงหรือทองดำตัวผูู้้ สังเกตดูที่ผิวปีกนอกคู่หน้าจะมีลวดลายหยักศกเป็นลายกระหนกที่สวยงาม และจิ้งหรีดตัวผู้เท่านั้นที่ส่งเสียงร้องไม่ใช่ด้วยปาก แต่ด้วยการเสียดสีและสั่นสะเทือนของปีกนอกคู่หน้านี้ หลักการเดียวกันกับการสีไวโอลินเพื่อร้องเรียกหาตัวเมียมาผสมพันธุ์กัน ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมชาติของจิ้งหรีด จิ้งหรีดตัวผู้ตัวใดมีปีกนอกคู่หน้าที่มีสีสันและลวดลายสวยงาม ส่งเสียงร้องได้ดังกังวานไพเราะเสียงใส ถือว่าเป็นจิ้งหรีดที่ "รูปหล่อ เสียงดี" จะมีตัวเมียหลายตัวผลัดกันเข้ามาผสมพันธุ์ด้วยความเสน่หาเป็นพิเศษ การผสมพันธุ์ของจิ้งหรีดนั้นมีลักษณะพิเศษตรงที่ตัวเมียจะขึ้นขี่ทับบนร่างของตัวผู้ ดังนั้นตัวผู้ตัวใดยิ่งรูปหล่อเสียงดีมากเพียงใด ก็ยิ่งเร่งเร้าให้ตัวเมียมากมายหลายตัวรุมขึ้นขี่ผสมพันธุ์ หรือที่เรียกว่าถูกรุมโทรมจนปีกนอกคู่หน้าหลุดไปก็มี ตัวผู้บางตัวถึงกับหมดแรงตายก่อนอายุขัยอันควร จิ้งหรีดที่ถูกเพาะเลี้ยงมักจะมีอายุ 2-4 เดือนแล้วแต่ความถี่ห่างของการผสมพันธุ์ของตัวผู้และจำนวนรอบของการวางไข่ของตัวเมีย แต่ถ้าเป็นจิ้งหรีดตามธรรมชาติจะมีอายุ 18-24 เดือน เนื่องจากผสมพันธุ์และวางไข่เพียวช่วงเดียวสั้นๆ ปลายฤดูฝนช่วงเดือน กรกฎาคมถึงสิงหาคมของทุกปี จะสังเกตได้ชัดว่ามีจิ้งหรีดส่งเสียงร้องหรือบินมาเล่นไฟในตอนกลางคืนในช่วงเดือนดังกล่าวมากเป็นพิเศษ เรียกว่าเป็นช่วง "วิวาห์จิ้งหรีด" จิ้งหรีดตามธรรมชาติจึงร่าเริงเบิกบานมาก นอกจากนี้ยังจำแนกความแตกต่างระหว่างจิ้งหรีดต่างพันธุ์ต่างชนิด ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 40-50 ชนิดได้ หรือระหว่างจิ้งหรีดกับแมลงร้องได้ชนิดอื่นๆก็ได้ จากการฟังความดัง และโทนของเสียงที่แตกต่างกัน

จิ้งหรีดพันธุ์ทองแดงหรือทองดำตัวเมีย ให้สังเกตที่ท่อวางไข่ซึ่งยื่นยาวอยู่ตรงกลางระหว่างแพนหาง 2 แฉกดังกล่าวแล้ว และจุดสังเกตอีกจุดคือที่ผิวของปีกนอกคู่หน้าของตัวเมียที่เรียบไม่มีลวดลายกระหนก แต่จะมีลายตารางขนมเปียกปูนจางๆ มองแทบไม่เห็น ถ้าจะให้เห็นชัดต้องใช้แว่นขยายส่องดู และตัวเมียจะไม่มีการส่งเสียงร้องด้วยการเสียดสีและสั่นปีกนอกคู่หน้านี้ได้เลย เพราะธรรมชาติได้สร้างปีกนอกคู่หน้าให้เสียดสีและสั่นจนเกินเป็นเสียงร้องได้เฉพาะจิ้งหรีดตัวผู้เท่านั้น เพื่อเรียกตัวเมียมาผสมพันธุ์

สถานที่

ควรเป็นที่ร่มมีหลังคากันแดดและฝนมีแสงแดดส่องถึงช่วงตอนเช้าหรือตอนบ่ายหากจะทำเป็นโรงเรือนเพาะเลี้ยงควรทำพื้นที่วางบ่อปรับดินให้เรียบ ถ้าเป็นพื้นปูนจะรักษาความสะอาดได้ง่าย และป้องกันมดได้ดีกว่า

การเตรียมบ่อเลี้ยง

ใช้บ่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 ซม. สูง 50 ซม. เทปูนบางๆ ที่ก้นบ่อ ตรงขอบบ่อด้านในบุด้วยพลาสติกลงมา ประมาณกลางบ่อ รองก้นด้วยทรายบางๆ แบ่งพื้นที่ในบ่อเลี้ยงออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกใช้ตะแกรงทำจากกรงไก่ วางให้สูงจากพื้นบ่อประมาณ 2นิ้วเพื่อวางหญ้าที่ให้เป็นอาหาร และวางถาดไข่ลูกฟูกในแนวตั้ง 2-3 ถาดต่อบ่อ เพื่อให้เป็นที่หลบซ่อนตัวของจิ้งหรีด ใต้ถาดไข่มีถาดรองรับมูลหรือปูด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ จะทำให้สะดวกในการจัดการทำความสะอาด เนื่องจากจิ้งหรีดจะถ่ายมูลมากเมื่อมาหลบซ่อนตัวที่ถาดไข่ ส่วนที่สองเป็นที่วางจานให้น้ำ จานวางไข่และถาดอาหาร จานให้น้ำและจานวางไข่ใช้จานกระเบื้องดินเผาที่รองกระถางปลูกต้นไม่ ขนาด 10-12 นิ้ว ในจานให้น้ำใส่อิฐมอญ 2-3 ก้อนให้เป็นที่เกาะ ส่วนจานวางไข่ ใส่ดินร่วนปนทราย พรมน้ำพอชื้น ๆ ถ้าหาถาดไข่ลูกฟูกไม่ได้ ใช้ลำไม้ไผ่ กล่องกระดา ท่อพีวีซีตัดเป็นท่อสั้นๆ มัดรวมกัน หรือแผ่นกระเบื้องเพื่อให้เป็นที่หลบซ่อนตัวของจิ้งหรีด ปิดฝาบ่อด้วยมุ้งตาข่ายสีฟ้า ใช้ยางรัดที่ขอบบ่อ

อาหาร

ใช้หญ้าสด เสริมด้วยอาหารไก่ไข่ หรืออาหารปลากินพืช ซึ่งเป็นอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปชนิดเม็ดและน้ำ หญ้าสด มีหญ้าต่าง ๆ เช่น หญ้าขน หญ้าชันอากาศ หรือวัชพืชหญ้าที่จิ้งหรีดชอบได้แก่ หญ้าปากควาย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หญ้าตีนตุ้กแก หญ้าแพรก วัชพืชที่ชอบได้แก่ ผักโขมหนาม(ชอบกินลำต้น เนื่องจากอวบน้ำ) ผักเบี้ยใหญ่ ผักปราบ จิ้งหรีดกินอาหารได้หลายชนิด เช่น ต้นถั่วลิสง(หลังจากเก็บฝักออกแล้ว) เปลือกฝักข้าวโพด และต้นข้าวโพดที่เก็บฝักออกแล้ว ต้นกล้วยที่ยังไม่ออกเครือ หรือใบกล้วย หัวมันสำปะหลัง ต้นผักตบ จอก ข้าวสุก ผักต่างๆ ที่ปลอดจากสารฆ่าแมลง เปลือกผลไม้ เช่น มะม่วง มะละกอ แอปเปิ้ล นอกจากนี้ยังพบว่าจิ้งหรีดชอบกินเปลือกใบตองที่ห่อขนมเทียนหรือข้าวต้มมัด

การจัดการ

การให้อาหารในบ่อเลี้ยง ตัดหญ้าสดให้ทุก 2-3 วัน ถ้าเป็นช่วงฤดูร้อนให้ทุก 2 วัน แต่ละครั้งให้ประมาณหนึ่งกำมือต่อบ่อเลี้ยงหนึ่งบ่อ โดยเอาหญ้าจุ่มลงในถังน้ำให้ชุ่ม แล้วเอาวางบนตะแกรงในบ่อเลี้ยง สำหรับอาหารเสริมใส่ในถาด ให้ประมาณหนึ่งกิโลกรัมต่อการเลี้ยงจิ้งหรีดหนึ่งบ่อในช่วง 2 เดือน โดยช่วงที่จิ้งหรีดอายุต่ำกว่า 1 เดือน ให้สัปดาห์ละ 2 ครั้งๆละ ? ขีด (25 กรัม) เมื่ออายุ 1 เดือนขึ้นไป ให้ครั้งละ ครึ่งขีด (50 กรัม) ในช่วงฤดูฝน ตัดหญ้าหนึ่งกำมือจุ่มน้ำให้ชุ่มแล้ววางไว้บนตะแกรงโดยตรง ทุก 2-3 วัน เมื่อให้หญ้าครั้งใหม่ เก็บเอาหญ้าเก่าออกส่วนในช่วงฤดูหนาว และฤดูแล้ง อากาศแห้ง เมื่อตัดหญ้าแล้วเอาจุ่มน้ำให้ชุ่มวางไว้บนตะแกรงแล้วใช้เศษหญ้าเก่าปิดทับไว้ด้วนบนหนาประมาณ 1-1/2 นิ้ว เพื่อเก็บความชื้น สำหรับอาหารเสริมในช่วงฤดูฝนจะให้อาหารปลาเป็นหลัก โดยเฉพาะปีที่ฝนตกชุกตกสม่ำเสมออากาศครึ้ม แต่ถ้าฝนกระจายมีวันที่แดดออกสลับให้อาหารไก่ไข่สลับกับอาหารปลาบ้าง เนื่องจากการให้อาหารไก่ไข่จะเกิดปัญหามีไรเข้าทำลาย เมื่ออากาศชื้น ส่วนในฤดูหนาวและฤดูแล้ง ใช้อาหารไก่ไข่เป็นพื้นสลับด้วยอาหารปลาเป็นครั้งคราว เพื่อเปลี่ยนรสชาติน้ำที่ในบ่อเลี้ยง เปลี่ยนทุก 2-3 วัน สำหรับทรายที่ปูก้นบ่อ พรมน้ำสัปดาห์ละครั้ง

การทำความสะอาด

การถ่ายมูลจิ้งหรีด เอาถาดที่รองรับมูลใต้ถาดไข่ลูกฟูก เทมูลทิ้ง และทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้ง เพื่อไม่ให้มูลหมักหมม
เปลี่ยนดินที่ใส่ในจานให้จิ้งหรีดวางไข่ หลังจากเก็บจิ้งหรีดออกจำหน่ายส่วนทรายที่รองก้นพื้นบ่อควรจะเปลี่ยนหลังจากเลี้ยงจิ้งหรีดไปแล้ว 2 รุ่น
การตากบ่อ ทำปีละครั้ง ประมาณเดือน มีนาคม-เมษายน ก่อนจะเลี้ยงรุ่นใหม่ต่อไป
การป้องกันศัตรูของจิ้งหรีด

ศัตรูที่สำคัญที่สุดได้แก่ มด ซึ่งจะเข้ามากินไข่และลูกจิ้งหรีด กินซากจิ้งหรีดที่ถูกกัด หรือกินจิ้งหรีดที่ลอกคราบใหม่ ซึ่งไม่แข็งแรงและมีกลิ่นคาว การป้องกันโดยใช้ชอล์คกันมด ขีดรอบบ่อภายนอก หรือใช้ผ้าชุบน้ำมันเครื่องพันรอบบ่อ การดูแลความสะอาด และระวังอย่าให้มีเศษหญ้าตกหล่นพาดจากพื้นถึงปากบ่อจะทำให้มดเข้าไปได้ ถ้าพื้นที่วางบ่อเป็นพื้นปูนและมีร่องน้ำรอบๆ จะป้องกันมดได้ดีกว่าศัตรูอื่นๆ ได้แก่ แมงมุม จิ้งเหลน กิ้งก่า ตุ๊กแก กบ คางคก หนู หมา และแมว

การเลี้ยงจิ้งหรีดวัยอ่อน

หลังจากให้พ่อแม่พันธุ์ผสมและวางไข่ในกล่องหรือโหลแล้ว ตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 3-4 รุ่น เลี้ยงไว้ในโหลประมาณ 14 วัน เพื่อรอให้ไข่รุ่นที่ 2 และ 3 ฟักเป็นตัว แล้วจึงย้ายลงบ่อเลี้ยง การให้อาหารทำเช่นเดียวกับในบ่อเลี้ยง ใช้การฉีดพ่นน้ำแทนการพรมน้ำ

การเลี้ยงจิ้งหรีดหลังวัยอ่อน-ระยะเก็บออกจำหน่าย

ย้ายจิ้งหรีดอ่อนจากในโหลแก้วลงเลี้ยงในบ่อตอนย้ายเอียงโหลแก้วลงที่ปากบ่อลูกจิ้งหรีดจะกระโดดเข้าไปในบ่อ เทดินที่เหลือในโหลใส่ภาชนะวางไว้ในบ่อ เพื่อให้ไข่ที่เหลือฟักเป็นตัวในบ่อ การให้อาหารเหมือนกับในหัวข้อการจัดการ เมื่อตัวอ่อนจิ้งหรีดเริ่มมีติ่งปีกเรียกว่า ระยะใส่เสื้อกั๊ก ซึ่งจะมี 2 ระยะ คือ เสื้อกั๊กเล็ก(มีติ่งปีกสั้น) และเสื้อกั๊กใหญ่(มีติ่งปีกยาว) จากระยะเสื้อกั๊กใหญ่ก็จะลอกคราบเป็นตัวเต็มวัย รวมระยะเวลาที่เลี้ยงในบ่อประมาณ 1-1/2 เดือนก็จะเป็นตัวเต็มวัย ระยะที่เก็บออกจำหน่ายได้จะเป็นระยะเสื้อกั๊กใหญ่และตัวเต็มวัย การรอดชีวิตจากตัวอ่อนถึงตัวเต็มวัยประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์

การเก็บจิ้งหรีดออกจำหน่าย

จิ้งหรีดชอบเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ภายในถาดไข่ลูกฟูกหรือลำไม้ไผ่การเก็บก็จะยกถาดไข่หรือลำไม่ไผ่เคาะใส่ในถุงตาข่ายสีฟ้า


การคัดพ่อแม่พันธุ์

เลือกที่มีขนาดตัวโตและมีความแข็งแรงนอกจากนี้ควรมีการผสมข้ามบ่อกันบ้างหรือเมื่อเลี้ยงไปประมาณ 1 ปี ควรเก็บจิ้งหรีดจากธรรมชาติเข้ามาผสมกับจิ้งหรีดที่เลี้ยง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสื่อมถอยอันเกิดจากการผสมเลือดชิด





การขยายพันธุ์
นำพ่อแม่พันธุ์และวางไข่ในโหลแก้วทรงสูงความจุประมาณ 3 ลิตร ใส่ดินร่วนปนทรายในถ้วยให้เป็นที่วางไข่ ใส่หญ้าแห้งเป็นที่หลบซ่อนตัว อาหารที่ให้เป็นหญ้าสด อาหารไก่ไข่ และน้ำ แต่ละโหลใส่ตัวผู้หนึ่งตัว และตัวเมียสองตัว ฉีดพ่นน้ำเพื่อให้ความชื้น







วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

แมงดานา



การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Arthropoda
ชั้น Insecta

อันดับ Hemiptera
อันดับย่อย Prosorrhyncha
(วงศ์ไม่จัดอันดับ)
ชื่อภาษาไทย แมลงดานา
ชื่อท้องถิ่น แมงดา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Lethocerus indicus Lep.-Serv.
อันดับ Hemiptera
ชื่อวงศ์ Belostomatidae
ชื่อสามัญ Giant water bug

ลักษณะทางกายภาพ

แมลงดานาเป็นพวกมวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และนิยมบริโภคกันทุกภาคของประเทศไทย ตัวโตเต็มที่มีขนาดประมาณ 3 นิ้ว ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย ขนาดลำตัวของตัวผู้ยาวประมาณ 70-75 มิลลิเมตร ตัวเมียขนาดประมาณ 80-85 มิลลิเมตร มีลำตัวยาวเป็นรูปไข่ ด้านท้องและทางด้านหลังมีลักษณะแบน หัวสีน้ำตาลแก่ปนเขียว ตาสีดำ ปีกสีเกือบดำยกเว้นบริเวณขอบบางส่วนของปีกมีสีน้ำตาลอ่อน ขาคู่หน้าเป็นแบบขาว่ายน้ำ และมีขนอ่อนสีน้ำตาลคลุมตลอดทั้งขา ปากเป็นแบบเจาะดูด ลักษณะเป็นท่อยาวออกมาจากด้านหน้าของส่วนหัว และเก็บซ่อนไว้ด้านล่างของศรีษะ ปลายปากมีลักษณะคล้ายหนามแหลมเรียวใช้แทงเข้าไปในร่างกายเหยื่อแล้วดูดกินน้ำเหลวๆในตัวเหยื่อ อาหารของแมลงดานา ได้แก่ ลูกกบ ลูกอ๊อด ลูกอึ่งอ่าง ปู ปลา กุ้ง ส่วนท้ายของท้องมีปลายโผล่ออกมาเรียกว่าระยางค์ (Apical abdominal appendage) ลักษณะเป็นเส้นเรียวยาว 2 เส้นคู่กัน ประกอบด้วยขนที่ละเอียดและไม่เปียกน้ำ ทำหน้าที่ในการหายใจโดยใช้รยางค์นี้โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำเพื่อดูดออกซิเจน แล้วนำไปเก็บในลำตัวทางปลายท่อ




แหล่งที่พบ

แมลงดานามีชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในน้ำ โดยอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่เป็นน้ำนิ่ง เช่น น้ำตามนาข้าว หนอง บึง เป็นต้น ออกหาอาหารในตอนกลางวัน ในตอนกลางคืนเมื่ออากาศเย็นลง ในน้ำมีออกซิเจนอยู่น้อย ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ แมลงดานาจึงบินออกจากแหล่งน้ำ บินวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ที่อาศัยอยู่ เมื่อใกล้สว่างจึงอาศัยแสงจากดวงอาทิตย์ที่สะท้อนกับผิวน้ำที่เรียกว่า "ยูวี" เป็นตัวนำทางในการบินกลับแหล่งน้ำ



ประโยชน์และความสำคัญ

แมลงดานาตัวผู้ที่มีกลิ่นฉุน ชาวบ้านนิยมนำไปตำเป็นน้ำพริก น้ำแจ่ว ป่น ส่วนตัวเมียสามารถนำไปปรุงอาหารดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะมีกลิ่นฉุนน้อยกว่า หากหาแมลงดานาตัวเมียได้มาก ก็จะนำไปจี่ ก้อย ดอง (ใช้ได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย)



จากเว็ป http://blog.trekkingthai.com และ http://pineapple-eyes.snru.ac.th

แมงจินูน แมงกินูน


ชื่อ แมงกินูน
ชื่อสามัญ scarab beetlc
ชื่อวิทยาศาสตร์ Holotricheasp.
Order colcoptera
FAMILY Searabaeidae


ลักษณะ

แมงกินูนเป็นแมลงปีกแข็งขนาดกลางรูปร่างป้อมหนวดเป็นรูปใบไม้มีขนปกคลุมเล็กน้อย ส่วนหัว อก ขา มีสีน้ำตาลเข้ม ปีกสีน้ำตาลอ่อนกว่าไม่ค่อยเป็นมัน ปีกคลุม ส่วนท้องแต่ไม่ถึงท้องปล่องสุดท้าย อกปล้องที่สองมีขนยาวปกคลุม ขนาดลำตัวยาวประมาณ 22-25 มิลลิเมตร

ที่อยู่อาศัย

ขุดรูอยู่ตามดิน ตามรากไม้ รูมีขุย แต่ขุยไม่กลบปากรู ขุยวางรอบ ๆ ปากรู กลางวันจะหลบแดดอยู่ในรู กลางคืนจะออกหากินโดยบินขึ้นไปเกาะกินใบอ่อนของต้นไม้ ชอบกินใบมะขามอ่อน ใบติ้ว ใบส้มเสี้ยว และใบอ่อนต้นไม้อื่น ๆ ทั่วไป

การจับแมงกินูน

ชาวบ้านจะหารูแมงกินูนตามดินตามใต้ต้นไม้ พบแล้วใช้เสียมขุดลักษณะถากตัดขวาง แล้วใช้นิ้วแหย่รูเข้าไปทางปากรูว่าไปทางทิศใดพบตัวก็จะใช้มือจับ

หากล่าในเวลากลางคืน ชาวบ้านจะใช้คบหรือไฟฉาย หรือโคมแบตเตอรี่ ส่องหาตัวแมงกินูนจากนั้นใช้กระป๋อง ขวดน้ำหรือกระบอกไม้ไผ่พันกับปลายไม้ยาว ๆ ไปจ่อที่ตัวแมลง ๆ จะปล่อยตัวลงในกระป๋อง ขวด หรือกระบอกไม้ไผ่ หรือใช้วิธีเขย่าต้นไม้ กิ่งไม้ให้แมงกินูนตกลงมา เพราะมันอิ่มมันจะไปไม่เป็น หรือใช้วิธีเอาเสื่อไปปูใต้ต้นไม้ที่แมงกินูนเกาะอยู่ เขย่ากิ่งไม้แมงกินูนก็จะตกลงมาเราก็เก็บเอาใส่ถังและกระป๋องน้ำที่เตรียมมาด้วย

ความสัมพันธ์กับชุมชน

แมงกินูนนำมาเป็นอาหาร ให้โปรตีนสูง ทำให้ชาวบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริโภคสัตว์อื่น ๆ นอกจากโปรตีนแล้วแมงกินูนยังให้แคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสด้วย

การประกอบอาหารบางประเภทจะมีผักพื้นบ้านผสมอยู่ด้วย หลายชนิดซึ่งช่วยเพิ่มสารอาหาร และมีคุณค่าทางสมุนไพร นับเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาพื้นบ้านในการบริโภคและกลวิธีการแสวงหาแมลงมาเป็นอาหารด้วย

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ

นำแมงกินูนมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น คั่ว ทอด จี่ (ย่างไฟ) ทำป่น (ตำน้ำพริก) ก้อย ลาบ แกงใส่หน่อไม้ ฯลฯ และยังสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านได้ ขายในราคาขีดละ 10 กว่าบาท กิโลกรัมเป็นร้อย

ประเภทและวิธีการหาแมงจินูนแต่ละอย่างกะสิพอสรุปได้ ดังนี้
๑.แมงจินูนแดงน้อย ลักษณะตัวสีแดงขนาดปานกลานไม่ใหญ่มาก ชนิดนี้จะมีปริมาณมาก หาได้โดยการส่องไฟหาตอนกลางคืนใต้ต้นมะขาม ต้นโก มะม่วง เป็นต้น

๒. แมงจินูนหม่น หรือ แมงจินูนแดง ชนิดนี้เวลาส่องไฟหาตอนกลางคืนจะเห็นแป้งสีขาวๆปกคลุมตามปีกมันเอาไว้ ทำให้เรามองเห็นเป็นสีเทาๆหม่นๆแต่เมื่อมันไปขุดรูทำรังแป้งบนปีกมันก็จะลบออกทำให้เราเห็นปีกมันมีสีแดง



๓.แมงจินูนแดงใหญ่ ชนิดนี้จะมีเป็นบางท้องที่ คือมีลักษณะคล้ายๆกับแมงจินูนแดงหม่นแต่จะตัวโตกว่า

๔.แมงจินูนทอง หรือแมงจินูนเหลี่ยม จะมีลักษณะเป็นสีเขียวมรกตแวววานสวยงาม ตัวขนาดกลาง

๕.แมงจินูน อื่นๆ เช่น แมงจินูนดำ ตามต้นยอ ต้นคูน แมงจินูนดำน้อย ตามต้นมะขาม หรือแมงจินูนอื่นๆอีกแล้วแต่ แต่ละท้องที่จะมี
แต่ที่เด่นๆคือ จินูนแดง

ด้วงกว่าง แมลงกว่าง แมงคาม



ชื่อภาษาไทย ด้วงกว่าง
ชื่อวิทยาศาสตร์
Xylotrupes Gideon Linneaus
อันดับ Coleoptera
ชื่อวงศ์ Scarabaeidia
ชื่อสามัญ Scarab beetle
ชื่ออื่น แมงคาม


ลักษณะทางกายภาพ

แมลงกว่างหรือด้วงกว่างเป็น แมลงปีกแข็ง ตัวค่อนข้างใหญ่ ลักษณะคล้ายด้วงแรดมะพร้าว ลำตัวแข็งและนูน สีดำเป็นมัน รูปร่างรูปไข่ ขามีปล้องเล็กๆ 5 ปล้อง หนวดเป็นแบบแผ่นใบไม้ มี 3-4 ปล้อง ปล้องสุดท้ายมีลักษณะคล้ายใบไม้ 3-4 แผ่น รวม กันกลายเป็นลูกกลม จำนวนปล้องหนวดมีทั้งหมด 8 – 11 ปล้อง และตามผิวมีส่วนที่เป็นหนามใหญ่ ตัวผู้มีเขาใหญ่ยื่นตรงออกมาจากหัว ใช้สำหรับต่อสู้ศัตรู เมื่อพบศัตรู ซึ่งมักเป็นกว่างตัวผู้ด้วยกัน ก็จะเดินเข้าหากันใช้เขาดันกันไปมา ตัวไหนสู้ไม่ได้ก็ถอยไป ถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ตัวอ่อน หรือตัวหนอน สีขาวตัวอ้วน ตัวงอเป็นรูปเหมือนตาขอ

แหล่งที่พบ

ด้วงกว่างอาศัยอยู่ในดิน กินมูลของซากพืชหรือซากสัตว์ ตัวหนอนด้วงอาศัยอยู่ในดิน ระยะแรกก็อยู่ตามเศษซากพืชทับถมในบริเวณที่ร่มที่มีความชื้นสูง ระยะถัดมาขุดดินฝังตัวอยู่ลึกประมาณ 7.5 – 15.0 เซนติเมตร ระยะหนอนด้วงใช้เวลาประมาณ 58 – 95 วัน มี 3 ระยะ คือ ระยะก่อนเข้าดักแด้ 3 – 6 วัน แล้วจึงลอกคราบเปลี่ยนเป็นดักแด้ ซึ่งในระยะนี้ใช้เวลา 11 – 14 วัน ต่อมาก็ออกเป็นตัวเต็มวัย ออกหากินในเวลาตั้งพลบค่ำเป็นต้นไป และพบมากในเวลากลางคืน ส่วนในเวลากลางวันก็หลบซ่อนตัวอยู่ในดินมากกว่าที่อื่น ระยะตัวเต็มวัยเพศผู้และเพศเมียประมาณ 18 และ 28 วัน ตามลำดับ
ประโยชน์และความสำคัญ
ส่วนมากชาวบ้านนิยมนำด้วงกว่างมารับประทานโดยการจี่ ให้ด้วงกว่างมีความกรอบ แล้วนำมารับประทานกับข้าวเหนียว จ้ำน้ำพริก

วงจรชีวิตของกว่าง


กว่างมีวงจรชีวิตประมาณ 1 ปี คือช่วงต้นฤดูฝน ในระยะที่เป็นตัวหนอนหรือ ตัวด้วงจะมีสีขาว ตัวโต มีความยาวประมาณ 5 - 6 เซนติเมตร และเส้นรอบวง ประมาณ 1 นิ้ว ในช่วงนี้จะอยู่ในดินชอบกินเศษใบไม้ผุ ตอไม้ หรือต้นไม้ที่ผุ เป็นการช่วยธรรมชาติใ นการย่อยสลายใบไม้ ต้นไม้ ให้กลายเป็นปุ๋ยแก่ดินได้เป็นอย่างดี

ต่อมากลายเป็นดักแด้ และตัวเต็มวัยเป็นวัยเจริญพันธุ์พร้อมสืบเผ่าพันธุ์ได้ ในช่วงที่เป็นตัวหนอนถึงตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ 1 - 2 เดือน ก่อนที่จะถึงฤดูฝน เมื่อฝนตกลงมาทำให้ดินอ่อน ด้วงกว่างที่เจริญเติบโตเต็มที่ก็จะดันดินออกมาสู่โลกภายนอก เพื่อหาแหล่งอาหารใหม่ และเพื่อการผสมพันธุ์ กว่างตัวผู้ที่แข็งแรงเท่านั้นที่มีโอกาสรอดเพื่อการผสมพันธุ์ โดยกว่างจะต่อสู้เพื่อแย่งชิงตัวเมีย และฝ่ายที่ชนะก็จะได้รับรางวัลได้ผสมพันธุ์กับตัวเมีย เป็นการคัดเลือกสายพันธ์ที่ดีตามธรรมชาติ ใช้วงจรชีวิตช่วงนี้ประมาณ 4 เดือน พอเข้าในฤดูหนาว กว่างตัวเมียหลังจากผสมพันธุ์ ก็จะขุดดินแล้ววางไข่ ส่วนตัวเองก็จะตาย ไข่ก็ฟักเป็นตัวหนอน เป็นดักแด้อาศัยอยู่ใต้ผิวดิน จนถึงต้นฤดูฝนก็จะขุดดินขึ้นมาผสมพันธุ์ดำรงชีวิตสืบลูกหลานต่อไป













.............................................................................ตัว เมีย.......................ตัวผู้................

แมลงกะชอน


แมลงกระชอน

ชื่อสามัญ : แมลงกระชอน

Common Name : Mole cricket

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gryllotalpa africana Beauvois
Order : Orthoptera
Family : Gryllotalpidae


ลักษณะทางกายภาพ

ลักษณะลำตัวของแมลงกระชอนมีสีน้ำตาล ส่วนหัวมีสีดำกว่าส่วนอื่นๆ หนวดสั้นเป็นแบบเส้นด้าย ปากเป็นแบบปากกัด แผ่นสันหลังอกแรกมีลักษณะเป็นแผ่นกลมแข็ง ร่างกายมีขนปกคลุม ขาหน้าค่อนข้างแข็งแรง ลักษณะแผ่กว้างและมีหนามแหลม เหมาะสำหรับการขุดดิน ปีกมีสีน้ำตาลยาวกว่าความยาวของลำตัว ไม่สามารถมองเห็นอวัยวะวางไข่จากภายนอก แมลงกระชอนตัวผู้สามารถทำเสียงได้โดยใช้ปีกคู่หน้าสีกัน แต่เสียงไม่ค่อยกังวานเท่าที่ควร แมลงชนิดนี้ไม่กระโดด มีการออกหากินในเวลากลางคืน ขนาดของลำตัวยาวประมาณ 25-35 มิลลิเมตร


แหล่งที่อยู่อาศัย

มันจะชอบขุดรูอาศัยอยู่ในดินที่แฉะมากๆ ตามบริเวณรอบแหล่งน้ำ เช่น โคลน ตม หรือบางครั้งอาจพบขุดดินอาศัยอยู่ใต้แหล่งน้ำตื้น รูที่อาศัยจะลึกลงดินประมาณ 15-20 เซนติเมตร ซึ่งสังเกตได้จากลักษณะทางเข้าออก ส่วนบริเวณระหว่างกลางจะทำเป็นห้องขนาดโตเท่าไข่ ไก่ จากนั้นมันจะอาศัยอยู่ในบ้านใต้ดินตลอดเวลา



กระทั่งถึงเวลายามค่ำ คืนจึงขึ้นมาเพื่อหารากไม้ แมลงอื่นๆ ที่เล็กกว่า รวมทั้งยอดข้าวของโปรดกินเป็นอาหาร ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหายให้เกษตรกร ดังนั้นพวกมันจึงถูก "ไล่ล่า" และกลายเป็นอาหารอัน "โอชะ" และหนึ่งในนักล่าเล่าให้ "หลายชีวิต" ฟังว่า หากรู้ว่าบริเวณท้องทุ่งไหนมีแมลงกระชอนระบาด ชาวบ้านก็หิ้วกระป๋อง ถัง กะละมัง แล้วแต่ว่าจะหาได้ เพื่อไปจับอย่างครื้นเครง เสมือนหนึ่งว่ากำลังมีงานรื่นเริง ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่ามันมีราคาซื้อขายเตะโด่งไปที่กิโลฯละ 80-120 บาท.



แมลงตับเต่า


ชื่อวิทยาศาสตร์ Cybister limbatus Fabricius
อันดับ COLEOPTERA
วงศ์ Dytistidae
ชื่อสามัญ DREDACIOUS DIVING
BEETLES,. TRUE WATER
BEETLES.
ชื่อพื้นบ้าน ด้วงดิ่ง แมลงตับเต่า แมงกิเต่า


ลักษณะทั่วไป
แมลงตับเต่าหรือด้วงดิ่ง เป็นแมลงปีกแข็งขนาดใหญ่ ลำตัวยาวเป็นวงรีคล้ายรูปไข่ ส่วนท้อง
และปีกใหญ่ ร่างกายมีผิวเรียบ มีผนังลื่นเป็นมัน ลำตัวสีดำปนน้ำตาล บางชนิดมีลายสีเหลืองหม่น หรือค่อนไปทางเขียวแกมน้ำตาลอ่อน บริเวณปีกและลำตัวมีแถบสีเหลืองหม่นๆ พาดผ่าน หนวดยาวเป็นเส้นด้าย ขาคู่หลังยาวและแบนกว่าขาคูอื่นๆ มีขนเป็นแผงเหมาะสำหรับการว่ายน้ำ วิธีการว่ายน้ำของแมลงตับเต่าจะใช้ขาหลังเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กัน เมื่ออยู่นิ่งมักเอาหัวดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำ ตัวเต็มวัยสามารถเก็บฟองอากาศไว้ใต้ปีกได้มาก ทำให้สามารถดำน้ำได้เป็นเวลานาน สามารถอยู่บนบกได้ดี และสามารถบินได้ไกล ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกินสัตว์น้ำประเภทอื่นๆ เป็นอาหาร รวมทั้งปลาขนาดเล็ก แมลงตับเต่าถือว่าเป็นแมลงที่มีประโยชน์เพราะช่วยทำลายแมลงประเภทอื่นๆ

แหล่งที่พบ
ตามบ่อ ห้วย หนอง และลำธารทั่วๆ ไป ตอนกลางวันมักอาศัยอยู่แต่ในน้ำ แต่ในเวลากลางคืน
จะบินมาแล่นแสงไฟ พบมากในช่วงฤดูฝนจนถึงฤดูหนาว โดยเฉพาะช่วงปลายฝนจะพบมากเป็นพิเศษ

ประโยชน์และความสำคัญ
นำมาประกอบอาหารโดยการคั่ว ทอด นึ่งหรือแกง

จิโปม จิ้งโก่ง จิ้งหรีดโก่ง จิ้งหรีดหัวโต


ชื่อพื้นบ้าน จิโปม กิหล่อ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Brachytrupes portentosus Licht
อันดับ Orthoptera
ชื่อวงศ์ Gryllidae
ชื่อสามัญ Short tailed cricket
ชื่ออื่น จิโปน , จิ้งโก่ง
ประเภทสัตว์ สัตว์ปีก


ลักษณะทางกายภาพ


จิโปม เป็นแมลงที่จัดอยู่ในกลุ่มของจิ้งหรีด เป็นแมลงที่มีรูปร่างอ้วน หนวดยาว เป็นแบบเส้นด้าย หัวมีลักษณะกลมและใหญ่ ปากเป็นแบบปากกัด ปีกมีลายเส้นเล็กน้อย ลำตัวมีสีน้ำตาลอมเหลือง ตัวเมียมีอวัยวะในการวางไข่สั้นมาก หากเปรียบเทียบกับจิ้งหรีดประเภทอื่นๆ ตัวผู้สามารถทำเสียงได้โดยใช้ขอบของปีกคู่หน้าสีกัน มีอวัยวะรับฟังเสียงอยู่บริเวณขาคู่หน้า จิโปมเป็นจิ้งหรีดขุดดินที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดของลำตัวยาวประมาณ 37-44 มิลลิเมตร
แหล่งที่พบ

จิโปมเป็นแมลงที่ชอบขุดดินทำรูเป็นที่พักอาศัย อยู่ตามคันนา ทุ่งหญ้า หรือแม้กระทั่งบริเวณบ้านเรือน โดยขุดลึกประมาณ 1-2 ฟุต เป็นสัตว์ที่ไม่ชอบแสงสว่างมักออกจากรูตอนกลางคืน ในเวลากลางวันชอบอาศัยอยู่ในรู จิโปมอาศัยอยู่ในดินร่วนปนทราย ที่มีความชื้นเล็กน้อย จากการสังเกตพบว่ารูของจิโปมอยู่ใต้ต้นไม้เสมอ จิโปมจะขุดดินเป็นโพรงลึก แล้วขนดินขึ้นมากองปิดบริเวณปากโพรงเป็นกองใหญ่ อยู่รูละ 1 ตัว บางครั้งสามารถพบได้มากกว่านั้น ในกรณีนี้ ถึงแม้จะมีอยู่หลายตัว แต่อย่างไรก็ตามจะมีตัวผู้เพียงตัวเดียว นอกนั้นเป็นตัวเมียทั้งหมด


ประโยชน์

จิโปมสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด โดยก่อนนำมาปรุงจะเด็ดปีกและดึงส่วนที่เป็นลำไส้ทิ้ง จากนั้นสามารถนำไปประยุกต์เป็นอาหารได้ต่างๆนานา เช่น กี่ คั่ว ทอด ยำ หมก ลาบ ป่น เสียบไม้ย่าง

เต่าทอง



การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Arthropoda
ชั้น Insecta

อันดับ Coleoptera
วงศ์ใหญ่ Cucujoidea
วงศ์ Coccinellidae
Latreille, 1807



แมลงเต่าทองเป็นแมลงปีกแข็งที่มีขนาดเล็ก เมื่อเต่าทองตัวเมียวางไข่ ไข่มันจะมีรูปร่างรีๆสีเหลืองๆ และจะเรียงตัวกันคล้ายบันได เมื่อตัวอ่อนฟักออกจากไข่มันจะเริ่มล่าเพลี้ยเป็นอาหาร และเมื่อมีอาหารเพิ่มมันจะเริ่มเปลี่ยนเป็นดักแด้ จากนั้นก็จะโตเต็มวัย ดักแด้ตัวเต็มวัยจะล่าเพลี้ยชนิดต่างๆเป็นอาหาร


Who doesn’t love ladybugs?


These easily recognizable, friendly little insects are yellow, orange, or scarlet and have small black spots on their wings.
The benefits of having ladybugs in your garden include being able to cut back on pesticides and ridding your flower beds of aphids and other insect pests.

Also known as lady beetles or ladybirds, the ladybug can be your best friend as a gardener and attracting them into your yard or garden will add to the beauty and joy of making your garden unique.

But if you want to attract ladybugs to your garden, you’ll have to do a few things first to start your own successful ladybug garden.
Read on to learn how to get ladybugs to love your garden.


How to Identify Ladybugs
The ladybird has an oval body and the color can vary from yellow to orange or bright red. The black spots on the wing covers also vary in number and size and a few species, such as the twice stabbed lady beetle are even solid black.


Ladybug larvae are not so easy to recognize, but have six legs and are usually blue-black with orange spots. Learn to spot the larvae so you do not accidentally spray them with insecticide or crush them thinking they might be aphid or other insect larvae.

Lady beetles like to feed primarily on soft-body and scale insects like aphids; a ladybug can eat as many as five-thousand aphids during its lifespan. A female may lay fifty to three-hundred eggs at a time, which take three to five days to hatch. Larvae take about two to three weeks before pupating into adult ladybugs.




How to Attract Ladybugs to Your Garden
Besides eating aphids, lady beetles are depend on pollen as a food source and seek certain types of flowering plants, including dill, cilantro, yarrow, wild carrot, angelica, cosmos, geraniums and dandelions.
So, to create your ladybug garden, you will want to research these plants further and be sure to plant them in your garden if you don’t have them already!
Other methods you can use to attract ladybugs include cutting back or ceasing the use of insecticides in your garden. By leaving aphids, you not only provide the ladybug population with the food source upon which it thrives, but you also avoid killing any of the larvae. Remember that the ladybugs will provide a natural check against the aphids, keeping them under control.

What you will need to start your ladybug garden:

-Garden Hose
-Nozzles and attachments
-Ladybugs
-Flowering Plants (see
above for some favorite species)

Instructions for starting your ladybug garden:

-You can buy ladybugs at your local nursery or online. This will help to get your ladybug population established. Research has proven that ladybugs reared indoors can not survive when released outdoors, so be sure you buy wild ladybugs collected from the outdoors only.
-Keep your ladybugs moist with a few drops of water and place them in your refrigerator vegetable crisper until you release them. This will also slow them down a bit since they will be
cooler.
-In the afternoon or early evening, water your garden well in preparation; this gives them much needed hydration and helps them stick better to the plants. Its best to release your ladybugs after the sun sets to help prevent birds from eating them before they are able to settle into your garden.
-After resting overnight and re-hydrating a bit, your ladybugs will be ready to start eating those aphids. If you have any plants that are infested with the aphids, place a bit of netting over the plants and let some of your ladybugs loose under it, where they will happily gobble up those pests!

Ladybug Facts

-The black spots on their wings fade as they age
-Ladybug wings move very quickly, like a hummingbird’s, as much as 85 times per second in flight
-A ladybug can live for up to three years
-The male ladybug is smaller than the female
-Long ago, doctors used mashed-up ladybugs to cure toothaches
-The Swiss call ladybugs “Good God’s Little Fairy”
-The Ladybug is the state insect in New Hampshire, Massachusetts, Delaware, Tennessee and Ohio



วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

แมลงปอ

แมลงปอ






อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Arthropoda
ชั้น Insecta

อันดับ Odonata
อันดับย่อย Epiprocta
อันดับฐาน Anisoptera
Selys, 1854



ประวัติการศึกษาแมลงปอในไทย

แมลงปอชนิดแรกและเป็นชนิดเดียวจากไทยที่ได้รับการตั้งชื่อในปี ค.ศ. 1877 คือเมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีมานี่เอง เป็นแมลงปอเข็มชนิดหนึ่งที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Stenobasis oscillansแต่ชื่อของแมลงปอชนิดนี้ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็น Arcbibasis oscillans (Selys) ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของแมลงปอที่เก่าแก่ที่สุด ที่พบได้ในประเทศไทย แต่ได้รับการตั้งชื่อมาก่อนจากประเทศอื่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1770 คือนานกว่าสองร้อยปีมาแล้ว ได้แก่ Libellula servilia และ Libellula sabina แมลงปอทั้ง 2 ชนิดนี้ปัจจุบันได้แก้ไขชื่อเป็นแมลงปอบ้านบ่อ Crocothemis servilia servilia- (Drury) และแมลงปอบ้านเสือลาย Orthetrum sabina sabina (Drury) จัดเป็นแมลงปอบ้านที่หาง่ายมากและมีทั่วไปแทบทุกหนทุกแห่งอย่างกว้างขวางในหลายส่วนของโลก





ประวัติแมลงปอในประเทศไทย


ในปี ค.ศ. 1904 มาร์ติน(Martin) ชาวฝรั่งเศส ได้รายงานแมลงปอที่จับจากเขตอินโดจีน โดยมีหลายสิบชนิดถูกระบุว่าพบจากไทยและมีแมลงปอเสือ 1 ชนิดคือ Heterogomphus-unicolor เป็นแมลงปอชนิดใหม่ที่พบและอาจเป็นตัวที่ 2 ที่ได้รับการตั้งชื่อจากไทย แมลงปอทั้งหมดนี้ได้จากคณะสำรวจมิชชั่นพาวี (Mission Pavie) ระหว่างปี ค.ศ. 1879-1895 ต่อมาเซอร์วิลเลียมสัน(Sir W. Williamson) ชาวอังกฤษได้รวบรวมแมลงปอจากไทยที่จับในปี ค.ศ.1923-1924 ส่งไปให้เฟรเซอร์ (Fraser) เขียนเป็นรายงานออกมาในปี ค.ศ.1927 ซึ่งเป็นแมลงปอที่ มากถึง 2,890 ตัว ในปีเดียวกันนั้นเอง เลดลอว์ (Laidlaw) ได้พบแมลงปอบ้านชนิดใหม่จากไทยและตั้งชื่อไว้ว่า Urothemis abbotti เลดลอว์ได้สำรวจแมลงปอ ในเขตภาคใต้ของไทย ได้เขียนเป็นรายงานออกมาในปี ค.ศ1931 อีก 1 ปี ถัดมา เฟรเซอร์ได้รายงานแมลงปอที่ ดร.เคอร์ (Dr. kerr) จับได้จากอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีแมลงปอชนิดใหม่ถึง 3 ชนิดต่อมาในปี ค.ศ. 1933,1934 และ1936 เฟรเซอร์ได้พิมพ์ตารางเกี่ยวกับแมลงปอจากเขตอินเดีย(รวมถึงอินโดจีนและไทยด้วย) มีทั้งหมด 3 เล่มใหญ่ (Fauna of British India Vol. 1-3) จัดเป็นตำราที่ทรงคุณค่าและยังใช้ได้ดีมากจนถึงปัจจุบัน ลิฟทิ้งค์ (Lieftinck) เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านแมลงปออีกท่านหนึ่ง ที่ทำการสำรวจและรายงานแมลงปอจากมาเลเซียและภาคใต้ของไทยได้พิมพ์ผลงานไว้ในปี ค.ศ. 1954 ซึ่งค่อนข้างจะก้าวเข้าสู่ยุคปัจจุบันมากขึ้น

แมลงปอ คือ แมลงที่มีตัวอ่อนอาศัยอยู่ในน้ำ ตัวเต็มวัยมีชีวิตอยู่บนบกมีปีกบินได้ แมลงปอมีการเจริญเติบโตแบบเป็นขั้นตอนประเภทไม่สมบูรณ์แบบ คือ มีระยะไข่ ตัวอ่อน และตัวเต็มวัย ไม่มีระยะดักแด้ โดยระยะไข่และตัวอ่อนมีชีวิตอยู่ในน้ำ ตัวอ่อนที่อยู่ในน้ำมีรูปร่างแตกต่างจากตัวเต็มวัยมาก เมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะลอกคราบครั้งสุดท้าย กลายเป็นตัวเต็มวัยที่มีปีกและจะใช้ชีวิตบนบกได้ต่อไป




ลักษณะภายนอก


คนและสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังทุกชนิดมีกระดูกเป็นโครงสร้างส่วนที่แข็งที่ทำหน้าที่ในการพยุงร่างกายอยู่ภายใน(endoskeleton) แมลงปอ ,แมลงอื่นๆและสัตว์ที่มีลำตัวและขาเป็นข้อปล้อง (arthropods) มีผนังของร่างกายเป็นส่วนที่แข็งที่ช่วยพยุงร่างกายอยู่ภายนอก (exoskeleton) ผนังของร่างกายประกอบไปด้วยสารประกอบทางเคมีที่สำคัญได้แก่ ไคติน (chitin) โปรตีนหลายชนิดและเม็ดสีต่างๆ เป็นต้น โครงสร้างของร่างกายแมลงปอแบ่งออกได้ 3 ส่วน คือ ส่วนหัว อกและท้อง มีขา 3 คู่และมีปีก 2 คู่ติดตั้งอยู่ที่อก



ระบบภายใน

แมลงปอเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดหนึ่งซึ่งมีระบบการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายหลายระบบเช่นเดียวกับสัตว์อื่นโดยทั่วไป เช่นระบบการย่อยอาหารและการขับถ่ายของเสีย ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบหายใจ ระบบประสาท และระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น ถ้าคุณผู้อ่านที่สนใจอยากทราบว่าระบบภายในของแมลงปอเป็นอย่างไรบ้าง ก็ลองคลิกเข้าไปชมหน้าถัดๆไปนะคะ

ลักษณะตัวอ่อน

ตัวอ่อนของแมลงปอมีลำตัวป้อมยาว มีขา 3 คู่ ในแมลงปอแดมเซ้ลฟลาย (แมลงปอเข็ม, แมลงปอเข็มป่าและแมลงปอน้ำตก) ที่ปลายหางมีแผ่นคล้ายใบพัด 3 แผ่น ทำหน้าที่ในการหายใจและเคลื่อนไหว ส่วนในแมลงปอดราก้อนฟลาย (แมลงปอยักษ์, แมลงปอเสือและแมลงปอบ้าน) ตัวอ่อนมีลักษณะป้อม ตัวค่อนข้างใหญ่ แต่ไม่มีหางเป็นแผ่น 3 แผ่นแบบนั้น แมลงปอพวกนี้หายใจโดยใช้อวัยวะพิเศษ ซึ่งอยู่ในช่องท้อง เวลาหายใจมันจะดูดเอาน้ำซึ่งมีออกซิเจนอยู่ด้วยเข้าไปทางปลายท้อง จากนั้นมันจะพ่นน้ำออกทิ้งทางเดิม การพ่นน้ำออกนี้มีส่วนช่วยในการเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วในน้ำ


การใช้ชีวิตในการบิน

แมลงปอใช้ชีวิตในการบินพอๆกับการเกาะ การบินของแมลงปอมีจุดประสงค์ในการเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง บางทีก็เป็นการอพยพเพื่อเคลื่อน ย้ายที่อยู่ (migration) เป็นฝูงๆ โดยมากพบในแมลงปอที่ตัวโต ค่อนข้างแข็งแรง แต่แมลงปอที่มีขนาดเล็กบางชนิดก็อาจมีการอพยพเคลื่อนย้ายที่อยู่ได้โดยอาศัยกระแส ลมหรือเมื่อเกิดลมพายุ แมลงปอมีการบินลาดตระเวน สำรวจสถานที่พร้อมกับการพเนจรท่องเที่ยว การบินของแมลงปอในตอนสายๆมักเป็นการบินเพื่อรับแสงแดด เป็นการเพิ่มพลังงาน ในขณะเดียวกันก็เป็นการบินหาอาหารซึ่งเป็นแมลงตัวเล็กๆ ที่บินอยู่ในอากาศ แมลงปอขนาดใหญ่บางชนิด มีนิสัยเกเร ชอบบินไล่แมลงปอตัวอื่นๆ ที่บินผ่านมา ในบริเวณนั้นหรือแม้แต่ผีเสื้อก็อาจถูกแมลงปอตัวใหญ่บินไล่ด้วยเช่นเดียวกัน การผสมพันธุ์เหนือแหล่งน้ำมักเกิดในขณะกำลังบิน ซึ่งบ่อยครั้งที่เกิดการต่อสู้ขึ้นกลางอากาศ เพื่อแย่งคู่กัน




ประโยชน์ของแมลปอ


แมลงปอเป็นแมลงที่มีประโยชน์ โดยมีบทบาทที่สำคัญในการควบคุมแมลงศัตรูพืชและแมลงที่สร้างความรำคาญหรือนำโรคมาสู่คนและสัตว์-เลี้ยงอื่นๆ เช่น ยุง ริ้น แมลงหวี่ และแมลงวัน เป็นต้น แมลงปอเป็นแมลงสวยงามประเภทหนึ่งที่มีเกือบทุกสี เช่น เหลือง แดง ม่วง ฟ้า เทา สีตะกั่วและสีโลหะสะท้อนแสง แม้ว่าโดยส่วนรวมแมลงปอจะมีความสวยงามเป็นรองผีเสื้ออยู่มากก็ตาม แต่แมลงปอหาง่ายกว่าและมีอยู่เกือบทุกหนทุกแห่ง ตลอดทุกฤดูกาลบ่อยครั้งที่พบในปริมาณมากๆ สามารถสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้พบเห็นได้ไม่น้อยเลย

แมลง จั๊กจั่น

จั๊กจั่น







เรื่องราวของจั๊กจั่น แมลงที่กำเนิดบนโลกเมื่อ 230-295 ล้านปีก่อน Mar 11, '09 3:45 AM
for everyone

ชื่อภาษาไทย : จักจั่น
ชื่อภาษาอีสาน : จักจั่น, เร่อย (เขมร)
ชื่อภาษาอังกฤษ : Cicada
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Meimuna opalifera Walker, Pompania sp.
Order : Homoptera
Family : Cicadidae




ลักษณะทางกายภาพ

จักจั่นถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้เมื่อราว 230-295 ล้านปีก่อน ในยุคไทรแอสสิก (Triassic) นักวิทยาศาสตร์ได้จัดให้จักจั่นเป็นแมลงอยู่ในอันดับ (Order) Homoptera ซึ่งเป็นกลุ่มของแมลงที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชเป็นอาหาร เช่นเพลี้ยชนิดต่างๆ ครั่ง แมลงหวี่ขาว

ลักษณะที่เด่นชัดของแมลงในอันดับนี้ก็คือ ปีกคู่หน้ามีลักษณะและขนาดความหนาของเนื้อปีกเท่ากันตลอดทั้งแผ่นปีก ชื่ออันดับที่มาจากลักษณะเด่นที่ว่านี้ คือ homo แปลว่า เหมือนกัน, เท่ากัน ส่วน ptera แปลว่า ปีก ซึ่งจะหนาทึบหรือบางใสก็ได้แล้วแต่ชนิดของแมลง ปีกของจักจั่นจะบางใสเหมือนกันทั้งแผ่นปีก

จักจั่นเป็นแมลงที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในบรรดาแมลงอันดับนี้ทั้งหมด คือมีขนาดตั้งแต่ 1 เซนติเมตรขึ้นไป จนถึงบางชนิดที่ มีขนาดตัวยาวกว่า 10 เซนติเมตร มีหนวดสั้นๆ (หนวดแบบขน-setaceoux) จนเกือบจะมองไม่เห็นดูคล้ายปุ่มเล็กๆ มากกว่าที่จะเป็นหนวด มีตาเดี่ยวสามตา ส่วนหัว ลำตัว ท้อง จะเชื่อมต่อกลมกลืนเป็นส่วนเดียวกัน ปีกคู่หน้าจะบางใส

วงจรชีวิตของจักจั่น


ช่วงชีวิตของจักจั่นเป็นดังนี้

ไข่ (4 เดือน) - วางไข่ใต้เปลือกไม้
ตัวอ่อน (4-6ปี) - ใช้ชีวิตอยู่ใต้ดิน ดูดกินน้ำเลี้ยงจากรากไม้เป็นอาหาร
ตัวเต็มวัย (1-2 เดือน) - อาศัยอยู่ตามต้นไม้ดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นไม้เป็นอาหาร
ตัวผู้ทำเสียงได้ดังมาก ประมาณ 200 เดซิเบล
ตัวเมียไม่สามารถทำเสียงได้

เสียงร้องของจักจั่น

ลักษณะเด่นของจักจั่น คือเพศผู้สามารถทำเสียงได้ แหล่งกำเนิดเสียงมาจากบริเวณด้านใต้ลำตัวของท้องปล้องแรกต่อกับส่วนอก จักจั่นแต่ละชนิดมีเสียงเฉพาะในแต่ละตัว ทำให้สามารถแยกประเภทของจักจั่นได้จากเสียงร้อง
ทำนองของเสียงร้องอาจบ่งบอกได้ถึงการป้องกันตัว ตกใจเมื่อถูกรบกวน หรือร้องเรียกเพื่อหาคู่ จักจั่นมีส่วนหัวและส่วนอก กว้างเรียวมาทางหาง มีตาเดี่ยว 3 ตาเรียงกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม อยู่ใกล้กับด้านสันหลัง ของศีรษะ หนวดสั้นเป็นรูปขน ปากเป็นแบบเจาะดูด มีปีกบางใสและยาวกว่าลำตัว เวลาเกาะอยู่กับที่ ปีกจะหุบชิดกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม มองคล้ายหลังคา ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อนสลับกับสีน้ำตาลเข้ม ตัวอ่อนมีสีน้ำตาลอ่อน ตาโต ขาหน้ามีขนาดใหญ่ไว้สำหรับขุดดิน ตัวเต็มวัยมีขนาดลำตัวตั้งแต่หัวจรดปีกประมาณ 30 – 40 มิลลิเมตร

ในการศึกษาเรื่องเสียงของจักจั่นพบว่า ส่วนใหญ่การทำเสียงของจักจั่นจะเป็นไปเพื่อการหาคู่ครอง สำหรับจักจั่น "เสียง" ก็ไม่ ต่างไปจาก "รูปร่างหน้าตาและความสามารถ" ของคนเรา คุณภาพของเสียงบ่งบอกถึงคุณภาพของร่างกาย และดุจเดียวกัน พลังเสียง ท่วงทำนอง ความไพเราะ คือลีลา เฉพาะของจักจั่นตัวผู้แต่ละตัว ที่จะประกาศหรือโชว์ให้ตัวเมียได้เห็น (ได้ยิน) ศักยภาพและพึงพอใจในที่สุด

แหล่งที่อยู่อาศัย

ตัวเต็มวัยเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ ถ้าในประเทศไทยจะพบมากที่ต้นกุง หรือกอหน่อไม้ ตัวเมียจะเจาะต้นไม้ให้เป็นรูเล็ก ๆ เพื่อวางไข่เมื่อไข่ฟักกลายเป็นตัวอ่อนแล้ว ตัวอ่อนจะร่วงลงสู่พื้นดิน ใช้ขาหน้าขุดฝังตัวอยู่ในดิน เมื่อเจริญเต็มที่จะไต่ขึ้นมาบนต้นไม้ ลอกคราบ กลายเป็นตัวเต็มวัยอาศัยอยู่บนต้นไม้ ระยะที่เป็นตัวเต็มวัยนี้สั้นมาก คือเมื่อผสมพันธุ์และวางไข่จะตายลง

รูปแบบการไล่ล่า

จักจั่นเป็นแมลงที่ชาวบ้านนิยมบริโภค วิธีการไล่ล่าสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

1. ใช้ยางพันไม้แล้วติดที่ปีกของจักจั่น วิธีนี้ชาวบ้านเรียกว่า "ติดจักจั่น" จะเริ่มจากนำยางที่เรียกว่า "ตัง" ซึ่งได้จากต้นไฮ้ มาผสมกับยางของต้นกุง คนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันชาวบ้านใช้ไม้ไผ่ มาจุ่มลงแล้วพันยางตังให้ติดบริเวณปลายของไม้ นำไปแตะที่ปีกจักจั่นที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ เมื่อปีกติดยางตังจักจั่นจะบินไม่ได้ ชาวบ้านใช้มือดึงจักจั่นออกจากตัง

วิธีนี้ทำให้ปีกของจักจั่นฉีกขาด ชาวบ้านนิยมหาจักจั่นด้วยวิธีนี้ เพราะเห็นตัวจักจั่นได้ไม่ชัดเจนเท่าใดนัก ข้อควรระวังในการไล่ล่าด้วยวิธีนี้ คือ ต้องระวังไม่ให้ยางตังติดเสื้อ หรือผมของผู้ไล่ล่า เพราะยางตังไม่สามารถซักหรือล้างออกได้

2. ใช้วิธีการเขย่าต้นไม้ วิธีการนี้ชาวบ้านใช้เมื่อไล่ล่าจักจั่นตอนกลางคืน ชาวบ้านสังเกตตัวจักจั่นจากต้นกุงเป็นหลัก การหาจะไปพร้อมกับไฟฉายหรือโคมไฟแบตเตอรี่ บางคนก็ยังใช้เทคโนโลยีพื้นบ้าน คือใช้การ "กระบอง" เมื่อพบก็เขย่าต้นกุงให้ตัวจักจั่นหล่นลงมา ชาวบ้านอธิบายว่า ตอนกลางคืนจักจั่นจะมองไม่เห็น และไม่สามารถบินได้ เมื่อตัวหล่นลงมาจึงใช้มือเปล่าตะครุบได้อย่างง่ายดาย

นอกจากสังเกตจากต้นกุงแล้ว ชาวบ้านยังสังเกตจากต้นไม้อื่นๆ อีก โดยชาวบ้านไปยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ถ้าต้นใดมีจักจั่นก็จะมีละอองน้ำคล้ายฝนตกปรอยๆ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "เยี่ยวจักจั่น" ถ้าต้นใดมีละอองน้ำมาก ก็แสดงว่ามีจักจั่นอยู่มาก ก็ลงมือเขย่าต้นไม้ หรือใช้ไม้ตีตามกิ่งเพื่อให้ตัวจักจั่นล่วงลงสู่พื้น และเก็บด้วยมือเปล่า

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

แมลงทับ

แมลงทับ




การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Arthropoda
ชั้น Insecta

อันดับ Coleoptera
อันดับย่อย Polyphaga
อันดับฐาน Elateriformia
วงศ์ใหญ่ Buprestoidea
วงศ์ Buprestidae
Leach, 1815
แมลงทับ
แมลงทับไทยที่มีอยู่ 2 พันธุ์ ทั้งพันธุ์ขาเขียวที่มีอยู่มากในภาคกลาง และพันธุ์ขาแดงที่มีมากที่สุดตามป่าเขาในภาคอีสาน ทั้งในเขตเมืองและป่าดงดิบกำลังอยู่ในอันตรายจำนวนลดฮวบอย่างน่ากลัว กลายเป็น สิ่งหาดูได้ยาก เกิดจากพืชอาหารของมันที่มีใบต้นพันชาด ต้นเต็ง ต้นพะยอม ต้นตะแบก ต้นคางคกหรือกางขี้มอด ต้นรัง ต้นแดง ต้นประดู่ ต้นกระบก ต้นมะขามป้อม ต้นมะค่าแต้ และต้นคูนลดจำนวนลงมาก อีกเหตุผลหนึ่งเกิดจากคนจำนวนมากหลงใหลในรสชาติของมัน พากันจับเอาไปกิน ใช้วิธีเอาท่อนไม้ใหญ่ๆฟาดลงไปกลางลำต้นพืชอาหารที่มันเกาะอาศัยอยู่ ก่อให้เกิดการสั่นเขย่าอย่างแรงให้มันร่วงลงมาแล้วจับเอาไปกินในรูปการต่างๆ ตั้งแต่เด็ดปีกเสียบไม้ย่างกิน เอาไปผัดน้ำมันกินหรือเอาไปคั่วกิน ส่วนปีกของมันที่เด็ดออกเอาไปประดับฝาบ้านหรือไม่ก็เอาไปประดับกระติบข้าว

แมลงทับอยู่ตามป่าเขาดงไม้ได้ทั่วทั้งประเทศไทย ไม่มีภูมิภาคใดที่มันอยู่ไม่ได้สีสันอันงดงามของมันนั้นอยู่ยั้งยืนยงคง ทนอยู่กว่า 50 ปีจึงจะสลายไป ชอบกินใบไม้ครึ่งแก่ครึ่งอ่อนที่ชอบมากได้แก่ใบพันชาด ใบมะขามเทศ ใบเต็ง ใบพะยอม และใบตะแบกแดง มันกินจุมากโดยเฉพาะในช่วงที่แดดจัด แม่แมลงทับจะวางไข่ ไว้ตามโคนต้นไผ่เพ็กหรือไผ่โจดแล้วผละจากไป น่าสังเกตว่าถ้าไม่มีไผ่สองชนิดนี้แถวนั้นจะไม่พบแมลงทับเลย

วงจรชีวิตของมันมีแค่ปีเดียว โดยอยู่ใต้ดินนานถึง 11 เดือนตั้งแต่เป็นไข่ เป็นตัวหนอน เป็นดักแด้แล้วจึงโตเต็มวัยกลายเป็นแมลงทับตัวผู้ หรือตัวเมียโบยบินไปในอากาศแล้วอยู่ตามต้นไม้ อาหาร เมื่อออกจากไข่มันกินคอรากส่วนใต้ดินของไผ่เพ็กนั่นเองเป็นอาหาร เมื่อโตเต็มที่กลับมีชีวิตอย่างสำเริงสำราญเป็นอิสระเสรีได้สั้นมาก อยู่ได้แค่ไม่เกิน 4 สัปดาห์เท่านั้นมันก็ตาย ดีหน่อยก่อนที่มันจะตายมันจะจับคู่สมสู่กันอย่างหนำใจ แล้วตัวผู้ก็ตายไป ส่วนตัวเมียตั้งท้องแล้วไข่ แล้วก็ตายตามไป.

http://www.thailantern.com/main/boards/index.php?showtopic=553

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ผีเสื้อหางติ่งสะพายเขียว The Banded Peacock

ผีเสื้อหางติ่งสะพายเขียว





ชื่อสามัญ The Banded Peacock

ชื่อวิทยาศาสตร์ Papilio palinulus

วงศ์ PAPILIONIDAE

ขนาด (wingspan ) 80 – 90 มม.


ผีเสื้อชนิดนี้จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองทั้งสองเพศคล้ายกัน เพศผู้มีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย ขอบปีกด้านข้างของปีกคู่หลังยื่นยาวคล้ายหาง ปีกบน พื้นปีกสีดำแทรกด้วยเกล็ดสีเขียวเข้ม และมีแถบสีเขียวอ่อนพาดขวางปีกคู่หน้าและปีกคู่หลัง มุมปลายปีกหลังของปีกคู่หลังมีแต้มสีน้ำตาล ปีกล่าง พื้นปีกมีสีดำมีเกล็ดสีเหลืองทองแทรก

ลักษณะของหนอนผีเสื้อ ลำตัวเป็นปล้องๆ รูปทรงกระบอก สีเขียวอมเหลือง มีเส้นสีเหลืองคาดจากบริเวณปากไปตามส่วนของหัวมาบรรจบกันที่ปาก บริเวณลำตัวมีจุดเล็กๆสีเหลืองกระจายทั่วลำตัว

ลักษณะของดักแด้ ใช้ใยยึดส่วนท้ายของลำตัวติดกับพืชและอีกเส้นหนึ่งคล้องรอบลำตัว ระยะดักแด้ 13 วัน

สภาพแหล่งที่อยู่อาศัย ป่าโปร่ง ลำธาร

พืชอาหาร ส้ม ( Citrus reticulata ) หัสคุณ ( Micromelum minutum )

และ สมุยหอม ( Clausena cambodiana )




ผีเสื้อกระทกรก Red Lacewing

ผีเสื้อกระทกรก




ผีเสื้อกะทกรกมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Red Lacewing


ลักษณะ

ขนาดลำตัวประมาณ 50-70 มิลลิเมตร จัดอยู่ในกลุ่มผีเสื้อขาหน้าพู่ ผีเสื้อในกลุ่นนี้จะมีสีสันสดใส ขนาดและลักษณะนิสัยใจคอแตกต่างกัน


สำหรับผีเสื้อกะทกรกพบได้ตามท้องทุ่ง และชอบเกาะอยู่บริเวณต้นไม้ที่มีดอก โดยเฉพาะดอกไม้ เป็นผีเสื้อที่ชอบแสงแดด ชุกชุมในช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม


เฉดสีที่สดใสของผีเสื้อชนิดนี้อยู่ที่สีโทนเหลืองอมส้ม ซึ่งจะไล่สีอ่อนแก่ทั่วทั้งปีกได้อย่างลงตัว นี่คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ เริ่มจากขอบปีกที่เป็นหยักคล้ายลวดลายลูกไม้บนเสื้อผ้าผู้หญิง รอบหยักสีดำตลอดทั้งลำตัวตัดกับสีขาวตลอดแนว ถัดจากขอบปีกจะพบสีเหลืองอมส้มสดใส อีกสีที่โดดเด่นเห็นจะเป็นสีที่อยู่ด้านในปีกคือสีชมพูอมแดง นอกจากนี้จะพบขีดเล็กๆ ทั่วทั้งลำตัวเช่นกัน




จากเวปสนุกด็อทคอม
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...