วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เสือลายเมฆ Neofelis nebulosa

Share |
เสือลายเมฆ



ชื่อวิทยาศาสตร์ Neofelis nebulosa
ชื่ออื่น อังกฤษ : Clouded Leopard, Mint Leopard
ฝรั่งเศส : panthère longibande, panthère nébuleuse
เยอรมัน : Nebelparder
สเปน : pantera longibanda, pantera nebulosa
เบงกาลี (บังกลาเทศ), อินเดีย : lamchita, gecho bagh
จีน : 云豹
อีบัน (มาเลเซีย) : engkuli
อินโดนีเซีย, มาเลเซีย : machan dahan
คะฉิ่น (พม่า) : shagraw kai
พม่า : thit kyaung, thit-tet kya, in kya
คาส (เนปาล): lamchitia
ลาว : sua one
หลู่ไก่, ไผวัน (ไต้หวัน) : rikulau
ฉาน : hso awn


ลักษณะทั่วไป
เสือลายเมฆเป็นเสือขนาดเล็ก รูปร่างโดยทั่วไปคล้ายเสือดาวแต่เล็กกว่า รูปร่างเตี้ยป้อม ลำตัวมีสีพื้นน้ำตาลอมเทาจนถึงน้ำตาลเหลือง ช่วงล่างและขาด้านในสีขาวหรือสีครีม มีลายสีน้ำตาลเข้มเป็นดวงเหมือนก้อนเมฆขนาดใหญ่ทั่วตัว ตั้งแต่หัว ขา และหาง ดวงบางดวงอาจมีจุดดำอยู่ภายในดวงด้วย แต่ละดวงมีส่วนที่ค่อนไปทางท้ายลำตัวคล้ำกว่า ดวงบริเวณหัวและขาจะมีขนาดเล็กและอาจเป็นเพียงจุดทึบตัน ที่หลัง แก้ม และคอเป็นเส้นสีดำ หูสั้นกลม หลังหูสีดำและมีจุดสีขาวอมน้ำตาลกลางหลังหู ขาค่อนข้างสั้น ขาหลังยาวกว่าขาหน้าอย่างเห็นได้ชัด อุ้งตีนกว้าง


หางยาวมากและฟู มีลายเป็นปล้อง ปลายหางสีดำหรือสีเทา หางยาวเกือบ 90 เซนติเมตร ยกเว้นเสือลายเมฆพันธุ์ฟอร์โมซัน (F.n. brachyurus) มีหางสั้นเป็นพิเศษเพียง 55-60 เซนติเมตร แต่ความยาวของหางไม่อาจใช้เป็นเกณฑ์ในการจำแนกชนิดพันธุ์ได้


แบบจำลองกระโหลกของเสือลายเมฆ แสดงเขี้ยวที่ยาวเป็นพิเศษ

เขี้ยวยาว 3.8-4.5 เซนติเมตร นับว่ายาวที่สุดในจำนวนเสือทั้งหมดในโลก ด้านหลังเขี้ยวคมมาก ตัวเต็มวัยมีน้ำหนักประมาณ 10-20 กิโลกรัม ความยาวลำตัว 750-1,100 มิลลิเมตร แม้จะมีขนาดเล็กกว่าเสือชนิดอื่น ๆ แต่เสือลายเมฆมีสัดส่วนของกะโหลกคล้ายกับเสือชนิดอื่น ๆ จัดเป็นเสือที่มีขนาดเล็กที่สุด

เสือลายเมฆไม่เพียงลวดลายที่โดดเด่นต่างจากเสือชนิดอื่นเท่านั้น โครงสร้างภายในและลักษณะทางพันธุกรรมก็ต่างจากเสือชนิดอื่น กะโหลกต่างจากเสือชนิดอื่นอย่างเด่นชัด จึงจัดอยู่ในสกุลแยกจากเสือชนิดอื่นคือ Neofelis

อุปนิสัย
ปัจจุบันมีข้อมูลเกี่ยวกับอุปนิสัยของเสือลายเมฆไม่มากนัก เนื่องจากมีจำนวนน้อยในธรรมชาติ ประกอบกับอุปนิสัยที่ลึกลับ และอาศัยบนต้นไม้ในป่าทึบ ทำให้ศึกษาได้ยาก ข้อมูลในด้านนี้มักได้มาจากการสอบถามชาวบ้านและจากการสังเกตในกรงเลี้ยงเป็นส่วนใหญ่

เสือลายเมฆชอบอาศัยและพักผ่อนบนต้นไม้ เป็นนักปีนชั้นเยี่ยม มีข้อตีนที่พลิกหมุนได้แบบเดียวกับมาร์เกย์ จึงสามารถห้อยโหนกิ่งไม้ด้วยขาหลังเพียงอย่างเดียวแล้วปล่อยให้หัวห้อยลงมาได้ สามารถไต่กิ่งไม้แบบห้อยตัวอยู่ใต้กิ่งไม้ที่เอนเกือบขนานกับพื้นได้ เปรียบเทียบฝีมือการปีนป่ายกับเสือดาวแล้วเสือลายเมฆจะเก่งกว่า แม้เสือดาวจะปีนต้นไม้เก่ง แต่ก็ไม่ถนัดในการจับเหยื่อบนต้นไม้ แต่เสือลายเมฆเคยมีรายงานว่าไล่จับลิงบนต้นไม้ได้ อย่างไรก็ตามเสือลายเมฆล่าเหยื่อบนพื้นดินมากเท่า ๆ กับบนต้นไม้

สัตว์ที่เสือลายเมฆชอบล่าได้แก่ ลิง หมูป่า กวางขนาดเล็ก ชะมด เม่น กระรอก นก ปลา แพะ สัตว์เลี้อยคลาน ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในประเทศไทยก็เคยมีรายงานว่าเสือลายเมฆจับลิงกังและชะนีกิน

ถิ่นที่อยู่อาศัย
โดยปรกติเสือลายเมฆชอบอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นเขตร้อนที่คงความบริสุทธิ์มาก แต่ก็อาจพบในป่าชนิดอื่นได้บ้างเหมือนกัน เช่นในป่าชั้นสองหรือป่าที่มีการทำป่าไม้ รวมถึงป่าหญ้าหรือป่าละเมาะด้วย ในพม่าและประเทศไทย เคยพบเสือลายเมฆในป่าดิบแล้งโปร่ง ในจีนพบเสือลายเมฆในหลายพื้นที่ทางฝั่งใต้แม่น้ำแยงซีเกียง เคยพบในตีนเขาหิมาลัยที่ระดับความสูงถึง 1,450 เมตร คาดว่าเสือลายเมฆอาจอยู่ได้ที่ระดับความสูงถึง 3,000 เมตร

ชีววิทยา
แม้ว่าสัตว์ที่อาศัยในป่าเขตร้อนอย่างเสือลายเมฆมักไม่มีฤดูกาลผสมพันธุ์ที่แน่นอน แต่พบว่าเสือลายเมฆในแหล่งเพาะเลี้ยงออกลูกตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงสิงหาคม เสือลายเมฆสาวมีระยะเวลาเป็นสัดครั้งละ 6 วันและเกิดขึ้นทุก ๆ 30 วันในฤดูผสมพันธุ์ เชื่อว่าเสือลายเมฆออกลูกในโพรงไม้ที่อยู่เหนือระดับพื้นดิน แต่ก็เคยมีผู้พบเห็นเสือลายเมฆออกลูกในรังที่อยู่ในระดับพื้นดินท่ามกลางพุ่มไม้ทึบเหมือนกัน แม่เสือตั้งท้อง 86-93 วัน ลูกครอกหนึ่งมีประมาณ 1-5 ตัว ส่วนใหญ่มักมี 2 ตัว ลูกเสือแรกเกิดมีน้ำหนัก 140-170 กรัม ลืมตาเมื่ออายุ 10-12 วัน และเริ่มเดินได้เมื่ออายุ 19-20 วัน เมื่ออายุได้ 10 สัปดาห์ก็เริ่มกินเนื้อได้ หย่านมเมื่ออายุ 5 เดือน เสือหนุ่มสาวจะมีสีสันเหมือนเสือเต็มวัยเมื่ออายุได้ 6 เดือน และเมื่ออายุ 10 เดือนก็จะออกเรือนหากินเองได้ เสือลายเมฆเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 24-36 เดือน และจะให้กำเนิดลูกได้จนถึงอายุ 12-15 ปี อายุขัยโดยเฉลี่ย 11 ปี แต่ตัวที่อายุมากที่สุดในกรงเลี้ยงมีอายุ 17 ปี

เสือลายเมฆเป็นเสือที่เพาะพันธุ์ได้ยากมากเนื่องจากตัวผู้ชอบฆ่าตัวเมีย เสือลายเมฆในแหล่งเพาะเลี้ยงเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เกิดในกรงเลี้ยง การผสมเทียมและการถ่ายเทตัวอ่อน (embryo transfer) ประสบผลสำเร็จพอสมควรในเสือและแมวป่าหลายชนิด เมื่อไม่นานมานี้มีทฤษฎีจากนักเพาะเลี้ยงชาวอังกฤษบอกว่า เสือลายเมฆตัวเมียเป็นสัดครั้งเดียวในรอบปี และจะยอมผสมพันธุ์กับตัวผู้ที่อยู่ด้วยกันมาเป็นเวลานานเท่านั้น

บางทีแหล่งเพาะเลี้ยงที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการเพาะพันธุ์เสือลายเมฆอาจเป็นสวนสัตว์พาต้าของประเทศไทยก็ได้ (ปานเทพ) สวนสัตว์พาต้าเป็นสวนสัตว์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก และสามารถส่งเสือลายเมฆให้แก่สวนสัตว์อื่น ๆ ทั่วโลก

ภัยที่คุกคาม
ภัยอันดับหนึ่งของเสือลายเมฆคือการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย และอันดับรองลงมาคือการล่า หนังที่สวยงามของเสือลายเมฆเป็นที่ต้องการในตลาดขนสัตว์มาก ทำให้เสือลายเมฆถูกล่าอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีความต้องการเอากระดูกไปทำยาจีน จากการสำรวจตลาดมืดค้าสัตว์ป่าแห่งหนึ่งในจีนในปี 2534 พบว่าหนังเสือลายเมฆเป็นหนังที่หาได้ง่ายที่สุด และกลุ่มลูกค้าหลักก็คือชาวไต้หวัน ชาวอะบอริจินก็บางเผ่าก็นิยมซื้อหนังของเสือลายเมฆไปเพื่อใช้เป็นชุดประกอบพิธีกรรมบางอย่าง แม้จะจำนวนไม่มากนัก และภัตตาคารหลายแห่งในเมืองไทยและจีนยังปรากฏเสือลายเมฆอยู่ในรายการอาหารสำหรับต้อนรับนักลองของแปลก

เสือลายเมฆพันธุ์ฟอร์โมซัน (N.n. brachyurus) พบได้ในใต้หวัน ไม่มีรายงานพบเห็นในธรรมชาติมาเป็นเวลานานแล้ว เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว

สถานภาพ
สถานภาพการคุ้มครอง
ไซเตส : บัญชีหมายเลข 1
สถานภาพประชากร
ไอยูซีเอ็น : เสี่ยงสูญพันธุ์
ประเทศที่ห้ามล่า
บังกลาเทศ บรูไนดารุสซาลาม จีน อินเดีย มาเลเซีย พม่า เนปาล ไต้หวัน ไทย เวียดนาม
ไม่คุ้มครองนอกเขตอนุรักษ์
ภูฏาน
ไม่มีข้อมูล
กัมพูชา
ประเทศที่ควบคุมการล่า
ลาว

จากเวปโลกสีเขียว

เสือโคร่ง Tiger

Share |
เสือโคร่ง, เสือลาย





ชื่อไทย เสือโคร่ง, เสือลาย
ชื่ออังกฤษ Tiger
ชื่อวิทยาศาสตร์ Panthera tigris
อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia
อันดับ Carnivora
วงศ์ Felidae
สถานภาพการคุ้มครอง ไทย:สัตว์ป่าคุ้มครอง ไซเตส:บัญชีหมายเลข 1
สถานภาพประชากร วิกฤต


เสือโคร่งเป็นสัตว์ตระกูลแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เสือโคร่งตัวที่ใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักตัวถึงเกือบ 500 กก. ลำตัวมีสีเหลืองแดงหรือสีขมิ้น มีแถบสีดำหรือน้ำตาลพาดตามลำตัวตลอดในแนวตั้ง บริเวณหน้าอก ส่วนท้องและด้านในของขาทั้งสี่มีสีขาวครีม บางตัวอาจมีสีออกเหลือง มีกระบอกปากค่อนข้างยาว บริเวณจมูกมีสีชมพู ในบางตัวอาจมีสีดำปะปนเป็นแต้ม ๆ ม่านตาสีเหลือง รูม่านตากลม หูสั้นและกลม หลังหูมีสีดำและมีแต้มสีขาวเด่นชัดอยู่กลางใบหู ขาหน้าของเสือโคร่งจะบึกบึนและแข็งแรงกว่าขาหลัง ฝ่าตีนกว้าง หางยาวประมาณครึ่งหนึ่งของลำตัว ปลายหางเรียว ลายดำที่หางมีลักษณะทั้งริ้วและปล้องปนกัน ปลายหางมักจะเป็นสีดำ เสือโคร่งใช้หางช่วยรักษาสมดุลย์ของร่างกายขณะหันตัวอย่างฉับพลัน นอกจากนี้ยังใช้ในการสื่อสารกับเสือตัวอื่นด้วย ตีนหน้าของเสือโคร่งจะมีนิ้วอยู่ข้างละ 5 นิ้ว ส่วนตีนหลังมีข้างละ 4 นิ้ว เล็บสามารถหดเก็บไว้ในอุ้งได้ ทำให้สามารถเดินได้อย่างเงียบกริบ

เสือโคร่งมีชนิดย่อย 8 ชนิดย่อย ดังนี้

ชื่อพันธุ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ เขตกระจายพันธุ์
เบงกอล P.t. tigris คาบสมุทรเบงกอล
แคสเปียน P.t. virgata แถบประเทศตุรกี อาฟกานิสถาน อิหร่าน จีนตะวันตก รัสเซีย เตอร์กิสถาน
ไซบีเรีย P.t. altaica ลุ่มแม่น้ำอะมูร์ในรัสเซีย ตอนเหนือของประเทศจีน และเกาหลีเหนือ
ชวา P.t. sondaica เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย
จีนใต้ P.t. amoyensis ประเทศจีนตอนใต้
บาหลี P.t. balica อยู่ในเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย
สุมาตรา P.t. sumatrae เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย
อินโดจีน P.t. corbetti คาบสมุทรอินโดจีน
มลายู P.t. jacksoni ตอนใต้ของคาบสมุทรมลายู


เสือโคร่งหากินในเวลากลางคืนเป็นส่วนใหญ่และมักจะเป็นช่วงหัวค่ำและเช้ามืด เสือโคร่งมักใช้สายตาและการรับฟังช่วยในการล่ามากกว่าการรับกลิ่น อาหารส่วนใหญ่ของเสือโคร่งเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น กระทิง วัว กวาง เลียงผา แอนติโลป ควาย เก้ง และหมูป่า บางครั้งก็อาจล่าลูกช้างหรือลูกแรดได้ ในภาวะอาหารขาดแคลน เสือโคร่งก็อาจล่าสัตว์เล็กอย่างลิง นก ปลา หรือสัตว์เลื้อยคลาน บ้างเช่นกัน

เสือโคร่งตัวหนึ่งกินอาหารครั้งละประมาณ 18-40 กิโลกรัม โดยจะเริ่มกินที่สะโพกก่อนเสมอ หากเหยื่อไม่ถูกขโมยไปเสียก่อน มันจะหวนกลับมากินทุกวันอีกเป็นเวลา 3-6 วันจนกว่าซากจะหมดหรือเกือบหมด

เสือโคร่งชอบใช้เล็บข่วนตามต้นไม้ให้เป็ นรอย เพื่อประกาศอาณาเขต และเป็นการบริหารเล็บให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ การประกาศอาณาเขตของตัวเองอีกวิธีหนึ่งคือ การปล่อยปัสสาวะไว้ตามที่ต่าง ๆ เช่นพุ่มไม้ โคนไม้ หรือก้อนหิน กลิ่นของปัสสาวะยังสามารถระบุตัวเสือโคร่งได้ด้วย

เสือโคร่งไม่กลัวน้ำ ซ้ำยังชอบน้ำมาก ในช่วงกลางวันของฤดูร้อนมันมักลงไปนอนแช่น้ำในทะเลสาบหรือบึง

เสือโคร่งอาศัยอยู่ได้ในพื้นที่หลายประเภท ขอเพียงแต่ให้มีความรกทึบพอให้เป็นที่หลบภัยและซุ่มซ่อนได้ มีเหยื่อขนาดใหญ่ให้ล่า และมีแหล่งน้ำตลอดปี

เสือโคร่งผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี แต่ส่วนใหญ่จะผสมพันธุ์ในราวปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนเมษายน ตั้งท้องนานประมาณ 93-111 วัน ลูกเสือโคร่งเมื่อแรกเกิดมีน้ำหนักประมาณ 760-1,600 กรัม ลืมตาได้เมื่อมีอายุ 6-14 วัน หย่านมเมื่ออายุได้ประมาณ 3-6 เดือน เมื่ออายุได้ 11-12 เดือนก็พร้อมที่จะออกล่าเหยื่อพร้อมกับแม่ได้ แม่เสือจะปล่อยลูกให้หากินด้วยตัวเองเมื่อลูกเสืออายุได้ 18-24 เดือน

ไซเตสบรรจุชื่อเสือโคร่งบัญชีหมายเลข 1 ไอยูซีเอ็นประเมินสถานภาพประชากรไว้ว่า มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ



จากเวปโลกสีเขียว

เสือปลา

Share |
เสือปลา




ชื่ออังกฤษ Fishing cat
ชื่ออื่น
ชื่อวิทยาศาสตร์ Prionailurus viverrinu
อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia
อันดับ Carnivora
วงศ์ Felidae



เสือปลาเป็นแมวขนาดใหญ่ รูปร่างอ้วนหนา บึกบึน ม่อต้อ หัวโตและกว้าง ลวดลายคล้ายแมวดาวมาก ขนมันวาวหยาบสั้นสีเทาอมน้ำตาลหรือเทาอมมะกอก มีเส้นและจุดรี ๆ สีน้ำตาลพาดตามแนวยาวของลำตัวทั่วทั้งตัว มีเส้นพาดข้ามหัวจากหน้าผากไปถึงคอประมาณ 6-8 เส้น มีเส้นเด่นชัดสองเส้นลากจากคิ้วข้ามหัวไปจนถึงหัวไหล่ด้านหลังแล้วเริ่มแตกอ อกเป็นท่อน ช่วงล่างของลำตัวมีสีขาว ม่านตามีสีอมเขียว หูสั้นและกลม หลังหูมีสีดำและมีแต้มสีขาวเด่นชัดอยู่กลางใบ ขาสั้น เสือปลามีปลอกเล็บไม่สมบูรณ์ จึงหดเล็บได้ไม่หมด หางอ้วนและสั้น (ยาว 21-23 ซม.) หรือเพียงประมาณ 37% ของความยาวหัว-ลำตัว มีปล้องที่ไม่ครบรอบหลายปล้อง ปลายหางสีดำ ตัวผู้หนัก 11-12 กิโลกรัม ตัวเมียหนัก 6-7 กิโลกรัม
เสือปลาพบได้ทุกเวลาเพราะหากินทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นแมวอีกชนิดหนึ่งที่ไม่กลัวน้ำอย่างแมวทั่วไป เสือปลาเป็นสัตว์ที่หากินกับน้ำโดยเฉพาะ ชอบแหล่งน้ำที่ไหลช้าหรือนิ่ง เช่น หนองบึง ป่าชายเลน และป่าริมลำธาร ว่ายน้ำเก่ง เวลาว่ายน้ำจะใช้ขาหลังที่มีพังผืดตีน้ำ จับสัตว์น้ำเป็นอาหาร เช่น ปลา กบ คางคก หอยทาก กุ้ง และปู นอกจากสัตว์น้ำแล้วยังจับนก งู กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เช่น หนู ลูกกวาง ลูกหมูป่า และชะมดเช็ด ได้เหมือนกัน การจับปลาของเสือปลามีสองวิธีคือ นั่งอยู่ริมน้ำแล้วตบช้อนปลาขึ้นมาบนบกด้วยอุ้งตีนหน้า กับการดำน้ำลงไปจับปลาด้วยปาก
เสือปลาพบได้ตั้งแต่อินเดียตอนเหนือ ศรีลังกา พม่า ไทย เรื่อยลงมาจนถึงสุมาตราและชวา
เชื่อว่า เสือปลาผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี ตั้งท้องนาน 63-70 วัน ออกลูกครั้งละ 1-4 ตัว (ส่วนใหญ่ 2 ตัว) ลูกเสือปลาแรกเกิดหนัก 170 กรัม ตาเปิดได้เมื่ออายุ 16 วัน เริ่มกินเนื้อได้เมื่ออายุ 53 วัน และหย่านมได้เมื่ออายุได้ 4-6 เดือน เมื่ออายุได้ 8-9 เดือน เสือปลาวัยรุ่นก็จะใหญ่เท่าพ่อแม่แล้วและจะหากินเองเมื่ออายุ 12-18 เดือน มีรายงานที่ไม่เป็นที่ยืนยันว่าพ่อเสือปลาช่วยแม่เสือปลาเลี้ยงดูลูกแมวด้วย เสือปลาในที่เพาะเลี้ยงมีอายุยืนได้ถึง 12 ปี ชื่อไทย เสือปลา
จากเวปโลกสีเขียว

เนื้อทราย Hog Deer

Share |
เนื้อทราย





เนื้อทราย, ทราย, ตามะแน
ชื่อไทย ทราย หรือ เนื้อทราย หรือ ตามะแน
ชื่ออังกฤษ Hog Deer, Indochinese Hog Deer, Thai Hog Deer
ชื่ออื่น ฝรั่งเศส : Cerf Des Marais, Cerf-cochon, Cerf-cochon D'Indochine สเปน : Ciervo Porquerizo De Indochina
ชื่อวิทยาศาสตร์ Axis porcinus
อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia
อันดับ Cetartiodactyla
วงศ์ Cervidae
สถานภาพการคุ้มครอง ไทย สัตว์ป่าคุ้มครอง
ไซเตส : บัญชีหมายเลข 1
สถานภาพประชากร ไอยูซีเอ็น : เสี่ยงสูญพันธุ์


เนื้อทรายเป็นกวางขนาดเล็ก รูปร่างค่อนข้างหนา ขาสั้น ความยาวหัว-ลำตัว 105-115 เซนติเมตร ความสูงที่หัวไหล่ 60-75 เซนติเมตร ขนสีน้ำตาลเข้ม มีเส้นดำพาดตามแนวสันหลัง ตั้งแต่คอไปจนถึงโคนหาง ตัวผู้มักมีสีคล้ำกว่าตัวเมีย หางยาว 17-21 เซนติเมตร หนักประมาณ 50-110 กิโลกรัม

เขาเนื้อทรายข้างหนึ่งมีสามกิ่ง ยาวได้เต็มที่ 60 เซนติเมตร ทรงของเขาคล้ายเขาของกวางป่า (Cervus unicolor) ไม่มีฤดูผลัดเขาที่แน่นอน

เนื้อทรายพบตั้งแต่ปากีสถาน อินเดียตอนเหนือ แผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มีชนิดย่อยสองชนิด คือ Axis porcinus porcinus อาศัยอยู่ตามที่ราบอินโด-คงคาของประเทศปากีสถาน ภาคเหนือของอินเดีย เนปาล ตะวันตกเฉียงใต้ของยูนนาน จนถึงตะวันตกของประเทศไทย อีกชนิดย่อยหนึ่งคือ Axis porcinus annamiticus พบในตะวันออกและอีสานตอนใต้ของประเทศไทย ลาว กัมพูชา ส่วนเนื้อทรายในศรีลังกา ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา เป็นสัตว์ที่มนุษย์นำเข้าไปปล่อย

เนื้อทรายชอบอาศัยอยู่ในที่ทุ่งหญ้าที่น้ำท่วมถึง ดงอ้อ ไม่ชอบอาศัยในป่าทึบ มีพื้นที่หากินกว้างราว 0.7 ตารางกิโลเมตร ตัวผู้จะดุและอาจหวงถิ่นในภาวะที่มีความหนาแน่นประชากรต่ำ

เนื้อทรายบางพื้นที่หากินลำพัง บางพื้นที่ก็อาศัยอยู่เป็นฝูง แต่เมื่อมีภัยมาถึง แต่ละตัวจะหนีกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง ไม่หนีไปเป็นกลุ่ม เวลาวิ่งเข้าไปในพุ่มรกมักซุกหัวลงต่ำ เมื่อมีสิ่งกีดขวางก็จะมุดไปแทนที่จะกระโดดข้ามไปอย่างกวางทั่วไป พฤติกรรมวิ่งมุดหัวนี้คล้ายหมู จึงมีชื่อภาษาอังกฤษว่า hog deer เนื้อทรายเตือนภัยด้วยการส่งเสียงหวีดแหลม หรือเสียงเห่า เมื่อกระโดดจะชูหางขึ้นให้เห็นใต้หางสีขาว

ฤดูผสมพันธุ์อยู่ราวเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม เนื้อทรายตัวผู้ไม่ได้สร้างฮาเร็มเช่นกวางส่วนใหญ่ แต่จะติดใจตัวเมียเพียงทีละตัวเท่านั้น เนื้อทรายหนุ่มจะต่อสู่กันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุ์ แม่เนื้อทรายตั้งท้องนาน 220 - 240 (180) วัน มักออกลูกครั้งละตัว ลูกกวางวัยเด็กจะมีลายจุดทั่วตัว เมื่อโตแล้วลายจึงเลือนไป ลูกกวางหย่านมเมื่ออายุได้ 6 เดือน พออายุได้หนึ่งขวบก็เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว เนื้อทรายมีอายุขัยได้ถึง 20 ปี

ไอยูซีเอ็นประเมินประชากรของไว้อยู่ในระดับเสี่ยงสูญพันธุ์ (2551) ประเทศไทยเคยจัดเนื้อทรายไว้เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี 2503 แต่ในฉบับปี 2535 ได้ถูกตัดชื่อออกไปเนื่องจากสามารถเพาะพันธุ์ได้เป็นจำนวนมาก

จากเวปโลกสีเขียว

สมัน Cervus schomburgki

Share |
สมัน




ชื่อสามัญ
Schomburgk's Deer
ชื่อวิทยาศาสตร์
Cervus schomburgki
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์[ซ่อน]

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia

อันดับ Artiodactyla
วงศ์ Cervidae
วงศ์ย่อย Cervinae

สกุล Cervus
สปีชีส์ C. schomburgki



ลักษณะทั่วไป
สมันเป็นสัตว์จำพวกกวางที่มีกีบเท้าเป็นคู่ เท้าแต่ละข้างมีนิ้วเท้าเจริญดี 2 นิ้ว พัฒนารูปร่างเป็นกีบนิ้วเท้าแข็งขนาดใหญ่เท่า ๆ กัน 2 กีบ กระเพาะอาหารพัฒนาให้มี 4 ตอน รวมทั้งกระเพาะพักเพื่อย่อยอาหารจำพวกพืชโดยเฉพาะ มีต่อมน้ำตาเป็นแอ่งที่หัวตา ไม่มีถุงน้ำดี และที่สำคัญคือ มีเขาบนหัวที่เรียกว่า เขากวาง เฉพาะในตัวผู้ ลักษณะของเขาสวยงามมาก มีชื่ออีกอย่างว่า กวางเขาสุ่ม
ลักษณะนิสัย
ปกติแล้วสมันชอบอาศัยอยู่ตามป่าทุ่ง ตามที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ ไม่ชอบอยู่ตามป่ารกทึบหรือป่าโคก อย่างกวางป่าหรือละมั่ง เนื่องจากเกะกะเขาบนหัว ซึ่งมีกิ่งรับหมายาวและทำมุมแหลมกับใบหน้า และกิ่งก้านเขาซึ่งบานเป็นสุ่ม ทำให้สมันไม่สามารถมุดลอดได้ เพราะกิ่งก้านเขาจะได้ขัดหรือเกี่ยวพันกับกิ่งไม้หรือเถาวัลย์ได้ มักอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงครอบครัวเล็ก ๆ ประกอบด้วยตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมียและลูก 2-3 ตัว ออกหากินหญ้าตามท้องทุ่งโล่งใกล้แม่น้ำน้ำในช่วงเย็นค่ำจนถึงเช้า ตอนกลางวันมักหลบแดดและซ่อนตัวอยู่ตามป่าละเมาะหรือพงหญ้าสูง ๆ และมักอาศัยร่วมถิ่นปะปนกับเนื้อทรายได้เสมอ ๆ
ถิ่นอาศัย
แหล่งที่อาศัยของสมันเคยมีอยู่เฉพาะ ในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ภาคกลางของประเทศไทย มีศูนย์กลางการกระจายพันธุ์อยู่ในแถบกรุงเทพและหัวเมืองโดยรอบ ขอบเขตการกระจายพันธุ์มีตั้งแต่จังหวัดสมุทรปราการ ขึ้นเหนือไปถึงจังหวัดสุโขทัย ด้านตะวันออกไปถึงจังหวัดนครนายก และฉะเชิงเทรา ด้านตะวันตกกระจายไปถึงจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี นอกจากนี้ยังมีนักวิทยาศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่า สมันน่าจะเคยมีในประเทศลาวและภาคใต้ของจีนด้วย แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันที่เชื่อถือได้จึงกล่าวได้ว่า สมันเป็นสัตว์พื้นเมืองเฉพาะถิ่นของประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก

อาหาร
หญ้า โดยเฉพาะหญ้าอ่อน ผลไม้ ยอดไม้ และใบไม้หลายชนิด

สถานภาพปัจจุบัน
สมันได้สูญพันธุ์ไปจากโลกและจากประเทศไทยเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว เนื่องจากแหล่งที่อยู่อาศัยได้ถูกเปลี่ยนเป็นนาข้าวเกือบทั้งหมด และสมันที่เหลืออยู่ตามที่ห่างไกลจะถูกล่าอย่างหนักในฤดูน้ำหลากท่วมท้องทุ่ง ในเวลานั้นสมันจะหนีน้ำขึ้นไปอยู่รวมกันบนที่ดอนทำให้พวกพรานล้อมไล่ฆ่าอย่างง่ายดาย สมันจัดเป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิด ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาของสมันไม่ให้มีการส่งออกนอกราชอาณาจักร




กระบือหรือควาย Bubalus bubalis

Share |
ควายหรือกระบือ







ชื่อวิทยาศาสตร์ Bubalus bubalis (Linnaeus, 1758)
อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia

อันดับ Artiodactyla
วงศ์ Bovidae
วงศ์ย่อย Bovinae

เผ่า Bovini
สกุล Bubalus
สปีชีส์ B. bubalis



ลักษณะทั่วไป
ควายเป็นสัตว์มีสี่ขา เท้าเป็นกีบ ตัวขนาดใกล้เคียงกับวัวโตเต็มวัยเมื่ออายุระหว่าง 5-8 ปี น้ำหนักตัวผู้โตเต็มวัยโดยเฉลี่ย 520-560 กิโลกรัม ตัวเมียเฉลี่ยประมาณ 360-440 กิโลกรัม ตัวผู้จะใหญ่กว่าตัวเมียเล็กน้อย มีผิวสีเทาถึงดำ (บางตัวมีสีชมพู เรียกว่า ควายเผือก) มีเขาเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัว ปลายเขาโค้งเป็นวงคล้ายพระจันทร์เสี้ยว

ควายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ลูกควายจะกินนมแม่จนอายุประมาณ 1.5 ปี ควายจะเจริญเติบโตใช้แรงงานได้ระหว่างอายุ 2.5-3 ปี ช่วงที่ใช้งานได้เต็มที่ คือระหว่างอายุ 6-9 ปี ควายแต่ละตัวจะใช้งานได้จนอายุย่างเข้า 20 ปี อายุควายโดยทั่วไปเฉลี่ยประมาณ 25 ปี


สายพันธุ์
แยกได้เป็นสองกลุ่มคือควายป่า และควายบ้าน และควายบ้านนั้นก็แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ ควายปลัก (swamp bufffalo) ควายแม่น้ำ (river buffalo) ทั้งสองชนิดจัดอยู่ใน Family และ Genus เดียวกันคือ Bubalus bubalis แต่ก็มีความแตกต่างกันทางสรีระวิทยา รูปร่าง อย่างเห็นได้ชัดเจน จากการศึกษาทางด้านชีวภาพโมเลกุลพบว่า ควายปลักมีจำนวนโครโมโซม 24 คู่ ส่วนควายแม่น้ำจะจำนวนโครโมโซม 25 คู่ และสามารถผสมข้ามพันธุ์ระหว่างทั้งสองชนิดนี้ได้

ควายปลัก
เลี้ยงกันในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม พม่า กัมพูชา และลาว เลี้ยงเพื่อใช้แรงงานในไร่นา เพื่อปลูกข้าวและทำไร่ และเมื่อกระบืออายุมากขึ้นก็จะส่งเข้าโรงฆ่าเพื่อใช้เนื้อเป็นอาหาร ชอบนอนแช่ปลัก มีรูปร่างล่ำสัน ผิวหนังมีสีเทาเข้มเกือบดำอาจมีสีขาวเผือก มีขนเล็กน้อย ลำตัวหนาลึก ท้องใหญ่ หัวยาวแคบ เขามีลักษณะแบบโค้งไปข้างหลัง หน้าสั้น หน้าผากแบบราบ ตานูนเด่นชัด ช่วงระหว่างรูจมูกทั้งสองข้างกว้าง คอยาวและบริเวณใต้คอจะมีขนขาวเป็นรูปตัววี (chevlon) หัวไหล่และอกนูนเห็นชัด

ควายแม่น้ำ
พบในประเทศอินเดีย ปากีสถาน อียิปต์ ประเทศในยุโรปตอนใต้และยุโรปตะวันออก ให้นมมากและเลี้ยงไว้เพื่อรีดนม ไม่ชอบลงแช่โคลน แต่จะชอบน้ำสะอาด มีหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์มูร่าห์ นิลิ ราวี เมซานี เซอติ และเมดิเตอเรเนียน เป็นต้น กระบือประเภทนี้จะมีขนาดใหญ่ รูปร่างแข็งแรง ลักษณะทั่วไปจะมีผิวหนังสีดำ หัวสั้น หน้าผากนูน เขาสั้น และบิดม้วนงอ ส่วนลำตัวจะลึกมาก มีขนาดเต้านมใหญ่

ผีเสื้อหางติ่งสะพายเขียว The Banded Peacock

Share |
ผีเสื้อหางติ่งสะพายเขียว





ชื่อสามัญ The Banded Peacock

ชื่อวิทยาศาสตร์ Papilio palinulus

วงศ์ PAPILIONIDAE

ขนาด (wingspan ) 80 – 90 มม.


ผีเสื้อชนิดนี้จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองทั้งสองเพศคล้ายกัน เพศผู้มีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย ขอบปีกด้านข้างของปีกคู่หลังยื่นยาวคล้ายหาง ปีกบน พื้นปีกสีดำแทรกด้วยเกล็ดสีเขียวเข้ม และมีแถบสีเขียวอ่อนพาดขวางปีกคู่หน้าและปีกคู่หลัง มุมปลายปีกหลังของปีกคู่หลังมีแต้มสีน้ำตาล ปีกล่าง พื้นปีกมีสีดำมีเกล็ดสีเหลืองทองแทรก

ลักษณะของหนอนผีเสื้อ ลำตัวเป็นปล้องๆ รูปทรงกระบอก สีเขียวอมเหลือง มีเส้นสีเหลืองคาดจากบริเวณปากไปตามส่วนของหัวมาบรรจบกันที่ปาก บริเวณลำตัวมีจุดเล็กๆสีเหลืองกระจายทั่วลำตัว

ลักษณะของดักแด้ ใช้ใยยึดส่วนท้ายของลำตัวติดกับพืชและอีกเส้นหนึ่งคล้องรอบลำตัว ระยะดักแด้ 13 วัน

สภาพแหล่งที่อยู่อาศัย ป่าโปร่ง ลำธาร

พืชอาหาร ส้ม ( Citrus reticulata ) หัสคุณ ( Micromelum minutum )

และ สมุยหอม ( Clausena cambodiana )




ผีเสื้อกระทกรก Red Lacewing

Share |
ผีเสื้อกระทกรก




ผีเสื้อกะทกรกมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Red Lacewing


ลักษณะ

ขนาดลำตัวประมาณ 50-70 มิลลิเมตร จัดอยู่ในกลุ่มผีเสื้อขาหน้าพู่ ผีเสื้อในกลุ่นนี้จะมีสีสันสดใส ขนาดและลักษณะนิสัยใจคอแตกต่างกัน


สำหรับผีเสื้อกะทกรกพบได้ตามท้องทุ่ง และชอบเกาะอยู่บริเวณต้นไม้ที่มีดอก โดยเฉพาะดอกไม้ เป็นผีเสื้อที่ชอบแสงแดด ชุกชุมในช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม


เฉดสีที่สดใสของผีเสื้อชนิดนี้อยู่ที่สีโทนเหลืองอมส้ม ซึ่งจะไล่สีอ่อนแก่ทั่วทั้งปีกได้อย่างลงตัว นี่คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ เริ่มจากขอบปีกที่เป็นหยักคล้ายลวดลายลูกไม้บนเสื้อผ้าผู้หญิง รอบหยักสีดำตลอดทั้งลำตัวตัดกับสีขาวตลอดแนว ถัดจากขอบปีกจะพบสีเหลืองอมส้มสดใส อีกสีที่โดดเด่นเห็นจะเป็นสีที่อยู่ด้านในปีกคือสีชมพูอมแดง นอกจากนี้จะพบขีดเล็กๆ ทั่วทั้งลำตัวเช่นกัน




จากเวปสนุกด็อทคอม

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อีเก้ง.ฟาน

Share |
อีเก้ง.ฟาน



ชื่อสามัญ ; Barking Deer (Common Barking Deer)
ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Muntiacus muntjak
ชื่อไทย : เก้ง, อีเก้ง, ฟาน

ชื่ออังกฤษ : Common barking deer, Common muntjac
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Muntiacus muntjak
อาณาจักร : Animalia
ไฟลัม : Chordata
ชั้น : Mammalia
อันดับ : Artiodactyla
วงศ์ : Cervidae
สถานภาพการคุ้มครอง : สัตว์ป่าคุ้มครอง

ลักษณะทั่วไป
เป็นกวางขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 1 เมตร สูงประมาณ 50 เซนติเมตร น้ำหนัก 14-18 กิโลกรัม ตัวผู้มีเขาสั้น ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร และมีแขนงเล็ก ๆ แตกออกข้างละสองกิ่ง ตัวเมียไม่มีเขา ขนตามลำตัวสีน้ำตาลแดง มีต่อมน้ำตาขนาดใหญ่และแอ่งน้ำตาลึกตัวผู้มีเขี้ยวยาวยื่นออกมานอกริมฝีปาก ใช้สำหรับป้องกันตัว ลูกเก้งมีจุดสีขาวตามตัว และจะค่อยจางหายไปเมื่อมีอายุได้ราว 6 เดือน
เก้ง เป็นสัตว์กีบที่เห็นได้ง่ายที่สุดชนิดหนึ่งในป่าเมืองไทย รูปร่างแบบกวาง แต่ตัวเล็ก หลังโก่งเล็กน้อย ลำตัวสีน้ำตาลแดง ด้านใต้ซีดและอมเทาเล็กน้อย หางด้านบนสีน้ำตาลเข้ม ด้านล่างสีขาว เก้งตัวผู้มีเขาสั้น ฐานเขาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระโหลกยื่นยาวขึ้นไปเป็นแท่ง มีขนปกคลุม และมีขนสีดำขึ้นตามแนวเขาจนดูเป็นรูปตัววีเมื่อมองด้านหน้าตรง ส่วนปลายเขาสั้น แต่เป็นง่ามเล็ก ๆ แค่สองง่าม ไม่แตกเป็นกิ่งก้านแบบกวาง ผลัดเขาปีละครั้ง ส่วนตัวเมียไม่มีเขาและฐานเขา แต่บนหน้าก็มีขนรูปตัววีเหมือนกัน เก้งตัวที่อายุมากผู้มีเขี้ยวยาวแหลมโค้งโผล่พ้นขากรรไกรออกมา เก้งเวลาเดินจะยกขาสูงทุกก้าว
เก้งร้องเสียงคล้ายหมาเห่า แต่ดังมาก จนบางคนที่ได้ยินเมื่อเข้าป่าอาจตกใจคิดว่าเป็นหมาป่าได้ ภาษาอังกฤษจึงชื่อเรียกว่าเก้งอีกชื่อหนึ่งว่า barking deer ซึ่งแปลว่า "กวางเห่า" นั่นเอง
เก้งหากินได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ส่วนใหญ่จะพบตอนเย็นหรือหัวค่ำ และตอนเช้ามืดจนถึงช่วงสาย อดน้ำไม่เก่ง จึงมักอยู่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำ อาหารหลักได้แก่ยอดไม้ หน่ออ่อน ใบไม้ ผลไม้ และรวมถึงเปลือกไม้ด้วย ไม่ค่อยกินหญ้า


ลักษณะนิสัย
มักชอบอาศัยอยู่ตามลำพังตัวเดียวตามพงหญ้าและป่าทั่วไป เว้นแต่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะอยู่เป็นคู่ออกหากินตอนเย็นและเช้าตรู่ กลางวันหลับนอนตามพุ่มไม้ เมื่อตกใจจะส่งเสียงร้อง "เอิ๊บ-เอิ๊บ-เอิ๊บ" คล้ายเสียงสุนัขเห่า

ถิ่นอาศัย
จีนตอนใต้ มาเลเซีย อินโดจีน และทุกภาคของประเทศไทย

อาหาร
ใบไม้อ่อน หน่อไม้อ่อน มะขามป้อม มะม่วงป่า

การสืบพันธุ์
ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในฤดูหนาว ตั้งแต่พฤศจิกายนถึงมกราคม ตกลูกต้นฤดูฝนพอดี ปกติตกลูกครั้งละหนึ่งตัว ตั้งท้องนานราว 6 เดือน ออกลูกตามใต้พุ่มไม้ ลูกเก้งมีจุดสีขาวตามตัว เมื่ออายุได้ราว 6 เดือน จุดสีขาวนั้นจึงค่อยจางหายไป เก้งผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุได้ 18 เดือน อายุขัยประมาณ 15 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
สัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สมเสร็จ

Share |
สมเสร็จ




ชื่อสามัญ ; Malayan Tapir
ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Tapirus indicus


ลักษณะทั่วไป

มีลักษณะของสัตว์หลายชนิดอยู่รวมกันในตัว กล่าวคือ รูปร่างคล้ายหมู กีบเท้าคล้ายแรด จมูกและริมฝีปากมนยาวยื่นออกมาคล้ายงวงช้าง หางสั้นคล้ายหางหมี หูเล็กสั้นกลม ตาเล็ก สำหรับลูกสมเสร็จที่เกิดใหม่ตัวจะลายคล้ายแตงไทย แต่มีสีน้ำตาลสลับขาว ลายนี้จะเลือนหายไปเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน โดยจะเริ่มมีสีเป็นขาวเทาในช่วงกลางลำตัว ส่วนอื่นจะเป็นสีดำเช่นเดียวกับพ่อแม่


ลักษณะนิสัย
ปกติชอบอยู่ลำพังตัวเดียว รักสงบ อาศัยตามป่าดงดิบหรือป่าทึบ ใกล้แหล่งน้ำ ลำธาร ชอบนอนแช่น้ำปลักโคลน ดำน้ำเก่งมาก จมูกไว ส่งเสียงร้องเหมือนนกหวีดเมื่อภัยมา

ถิ่นอาศัย
มีถิ่นอาศัยในแทบเทือกเขาตะนาวศรี ภาคใต้ของไทยไปจนถึงคาบสมุทรมลายา


อาหาร
กินใบไม้ ต้นอ่อนของพืช ผลไม้ พืชน้ำ หญ้า เป็นอาหาร

การสืบพันธุ์
ตั้งท้องนาน 390-395 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว อายุยืนประมาณ 30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
สมเสร็จถูกล่าเพื่อเอาหนังและเนื้อ เพราะมีขนาดใหญ่ เนื้อคล้ายเนื้อหมู และนิสัยไม่ดุร้าย จึงล่าได้ง่าย นอกจากนี้การบุกรุกทำลายป่าดิบชื้นของภาคใต้ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยสำคัญของสมเสร็จ และการตัดไม้ การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ และถนน ทำให้จำนวนสมเสร็จลดปริมาณลงจนหาได้ยาก สมเสร็จจัดเป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิด ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535


จากเวป วนกรด็อทคอม

ชะนีมือขาว

Share |
ชะนีมือขาว





ชื่อสามัญ ; Lar Gibbon (White-handed Gibbon)
ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Hylobates lar



ลักษณะทั่วไป
มีทั้งสีดำและสีขาว สีขนของชะนีมือขาวไม่เกี่ยวข้องกับอายุและเพศ ส่วนหลังมือและหลังเท้าเป็นสีขาวและมีวงขาวรอบใบหน้า ส่วนหน้าและหูดำ มือยาวรูปร่างเพรียว ไม่มีหาง บางคนเรียก ?ชะนีปักษ์ใต้? ความจริงแล้วก็คือชะนีมือขาวนั่นเอง


ลักษณะนิสัย
ชอบห้อยโหนไปตามกิ่งไม้ ใช้ชีวิตเกือบทั้งวันอยู่บนต้นไม้สูง เวลากินน้ำใช้หลังนิ้วแตะน้ำและยกดูด ชอบร้องและผึ่งแดดเวลาเช้าตรู่บนกิ่งไม้ เวลาอากาศร้อนจัดจะลงต่ำจากต้นไม้สูงเพื่อหลบแดด เวลาตกใจจะเหวี่ยงตัวโหนไปตามกิ่งไม้อย่างรวดเร็ว เหยี่ยวและงูเหลือมเป็นศัตรูสำคัญของชะนี


ถิ่นอาศัย
พบในพม่าแถบเทือกเขาตะนาวศรี ไทย ลาวและทางด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ทางด้านตะวันตกของแม่น้ำโขงในลาว สำหรับประเทศไทยพบได้ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้


อาหาร
กินผลไม้ ยอดไม้ ไข่นก และแมลงต่าง ๆ


การสืบพันธุ์
ผสมพันธุ์ตอนอายุ 7-8 ปี ตั้งท้องประมาณ 8 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกชะนีจะหย่านมเมื่ออายุ 4-7 เดือน จนอายุ 2 ปีจะแยกไปหากินเอง ชะนีจะมีอายุยืนถึง 30 ปี


สถานภาพปัจจุบัน
สัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

จากเวป วนกรด็อทคอม

เก้งหม้อ

Share |
เก้งหม้อ




ชื่อสามัญ ; Fea's Muntjak (Fea's Barking Deer)
ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Muntiacus feae


ลักษณะ : เก้งหม้อมีลักษณะโดยทั่วไป คล้ายคลึงกับเก้งธรรมดา ขนาดลำตัวไล่เลี่ยกัน เมื่อโตเต็มที่น้ำหนักประมาณ ๒๐ กิโลกรัม แต่เก้งหม้อจะมีสีลำตัวคล้ำกว่าเก้งธรรมดา ด้านหลังสีออกน้ำตาลเข้ม ใต้ท้องสีน้ำตาลแซมขาว ขาส่วนที่อยู่เหนือกีบจะมีสีดำ ด้านหน้าของขาหลังมีแถบขาวเห็นได้ชัดเจน บนหน้าผากจะมีเส้นสีดำอยู่ด้านในระหว่างเขา หางสั้นด้านบนสีดำตัดกับสีขาวด้านล่างชัดเจน

อุปนิสัย : เก้งหม้อชอบอาศัยอยู่เดี่ยว ในป่าดงดิบ ตามลาดเขา จะอยู่เป็นคู่เฉพาะฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น ออกหากินในเวลากลางวันมากกว่าในเวลากลางคืน อาหารได้แก่ ใบไม้ ใบหญ้า และผลไม้ป่า ตกลูกครั้งละ ๑ ตัว เวลาตั้งท้องนาน ๖ เดือน

ที่อยู่อาศัย : ชอบอยู่ตามลาดเขาในป่าดงดิบและหุบเขาที่มีป่าหนาทึบและมีลำธารน้ำไหลผ่าน

เขตแพร่กระจาย : เก้งหม้อมีเขตแพร่กระจาย อยู่ในบริเวณตั้งแต่พม่าตอนใต้ลงไปจนถึงภาคใต้ตอนบน ของประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศไทยพบในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีลงไปจนถึงเทือกเขาภูเก็ต ในบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง ในจังหวัดระนอง สุราษฎร์ธานีและพังงา

สถานภาพ : องค์การสวนสัตว์ ได้ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงเก้งหม้อมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๘ ในปัจจุบันเก้งหม้อจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย และองค์การ IUCN จัดเก้งหม้อให้เป็นสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : ปัจจุบันเป็นสัตว์ป่าที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์หมดไปจากประเทศ เนื่องจากมีเขตแพร่กระจายจำกัด และที่อยู่อาศัยถูกทำลายหมดไปเพราะการตัดไม้ทำลายป่า การเก็บกักน้ำเหนือเขื่อนและการล่าเป็นอาหาร เก้งหม้อเป็นเนื้อที่นิยมรับประทานกันมาก


สถานภาพปัจจุบัน
สัตว์ป่าสงวน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

ลิงวอก Rhesus Macaque

Share |
ลิงวอก




ชื่อสามัญ ; Rhesus Macaque

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Macaca mulatta


อันดับ Primates

วงศ์ Cercopithecidae


ลักษณะทั่วไป
ลำตัวส่วนหลังสีน้ำตาล ส่วนอื่นเป็นสีน้ำตาลเทา หางสั้นประมาณครึ่งหนึ่งของลำตัว โคนหางค่อนข้างใหญ่และเรียวเล็กลงไปทางปลายหาง แต่หางสั้นกว่าลิงแสม ขนบริเวณสองข้างแก้มม้วนวนเป็นก้นหอย ลิงวอกเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับวานร มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macaca mulatta เป็นลิงที่มีร่างกายอ้วนสั้น บริเวณหลัง หัวไหล่ และตะโพกมีสีน้ำตาลปนเทา ส่วนบริเวณใต้ท้องและสีข้างมีสีอ่อนกว่า หางยาวประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวลำตัว ขนหางค่อนข้างยาวและฟู มีการผลัดขนประมาณช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมของทุกปี โดยจะเริ่มที่บริเวณปากก่อน หลังจากนั้นจึงจะเริ่มผลัดขนที่หลัง ตัวเมียอาจมีขนสีแดงในฤดูผสมพันธุ์ ขนที่หัวของลิงวอกจะชี้ตรงไปด้านหลัง ลิงตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย
มีความยาวลำตัวและหัว 47-58.5 เซนติเมตร ความยาวหาง 20.5-28 เซนติเมตร น้ำหนัก 3-6 กิโลกรัม



ลักษณะนิสัย
เป็นลิงที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ มีตัวผู้แก่เป็นจ่าฝูง ชอบอยู่ตามป่าที่มีโขดหิน หรือหน้าผาและเป็นป่าที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ออกหากินบริเวณใกล้เคียงกับที่อาศัย ชอบลงมาเดินบนพื้นดิน เป็นลิงที่เชื่องและไม่ค่อยกลัวคน



ถิ่นอาศัย
พนในประเทศไทย พม่า อินเดีย อัสสัม เนปาล อัฟกานิสถาน จีน และอินโดจีน ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ



อาหาร
ลิงวอกกินผัก ผลไม้ ใบไม้อ่อน แมลงต่างๆ รวมทั้งสัตว์เล็กๆ เป็นอาหาร



การสืบพันธุ์
ลิงวอกเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 3-4 ปี ระยะตั้งท้องนาน 5-7 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว



สถานภาพปัจจุบัน

สัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535



จากเวป วนกรด็อทคอม

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไก่ป่า Jungle fowl

Share |
ไก่ป่า






ไก่ป่า (ไก่เถื่อน)
Red Junglefowl
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Gallus gallus
อันดับ
Galliformes
วงศ์
Phasianidae

(อังกฤษ: Family: Pheasaenidae)


ลักษณะทั่วไป

บนหัวมีหงอนที่มีลักษณะเป็นเนื้อไม่ใช่หงอนที่เป็นขน มีเหนียงสองข้างห้อยลงมาที่โคนปากและคาง
ที่บริเวณหน้าและคอนั้นมีลักษณะเป็นหนังเกลี้ยงๆ ไม่มีขน ส่วนขนตามตัวทั่วๆ ไปมีสีสันสวยงาม
ขนหางตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง มีขนหาง 14 – 16 เส้น
เส้นกลางยาวปลายแหลมและอ่อนโค้ง แข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ตัวเมียมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้และสีขนไม่ฉูดฉาดสวยงามเท่าตัวผู้ แข้งไม่มีเดือย
หงอนและเหนียงมีขนาดเล็กมาก จนกระทั่งบางตัวแทบจะไม่มี ไก่ป่าเป็นนกขนาดกลาง ลำตัวยาว 43 - 76 เซนติเมตร ในประเทศไทยมี 2 ชนิดย่อย คือไก่ป่าตุ้มหูขาวและไก่ป่าตุ้มหูแดง ไก่ป่าตุ้มหูขาวตัวผู้มีตุ้มหูสีขาว หน้าและหงอนขนาดใหญ่มีสีแดงสด หัว คอ ปีก และหลังมีสีเหลืองสลับแดง ท้องดำ หางสีดำเหลือบเขียว หางคู่กลางยื่นยาวกว่าหางเส้นอื่น ไก่ตัวเมียมีสีน้ำตาลเรียบ ๆ ออกเทา หางสั้นและมีหงอนเล็กมาก ส่วนไก่ป่าตุ้มหูแดงตัวผู้จะมีตุ้มหูสีแดง
ไก่ป่า เป็นบรรพบุรุษของ ไก่บ้าน แตกต่างกันตรงที่ไก่ป่า
มีขาเป็นสีเทาและตรงบริเวณโคนหางมีสีขาวเห็นเด่นชัด

ในอดีต ตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ประเทศไทยยังมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่ามากมายหลายประเภท โดยเฉพาะนกชนิดต่างๆ
การล่านกเพื่อเป็นอาหารนับว่าเป็นเรื่องปกติของชาวบ้านทั่วๆไป และถือว่าเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง
ทำให้นกหลายชนิดต้องสูญพันธุ์ไปอย่างน่าเสียดาย ในจำนวนนกที่ถูกล่าเพื่อเป็นอาหารนั้น ไก่ป่า
ซึ่งเป็นนกประเภทหนึ่งที่มีอยู่อย่างชุกชุมถูกล่ามากที่สุด เนื่องจากว่าเนื้อมีรสอร่อย
ถ้าไม่สังเกตให้ดี ไก่ป่า จะไม่มีความแตกต่างจาก ไก่บ้าน มากนัก เนื่องจากว่า ไก่บ้าน สืบสายพันธุ์มาจาก
ไก่ป่า โดยมนุษย์ได้นำ ไก่ป่า มาเลี้ยงไว้เพื่อเป็นสัตว์ในครัวเรือนเป็นเวลานานกว่า 4,400 ปี
นอกจากจะเรียกนกชนิดนี้ว่า ไก่ป่า แล้ว บางครั้งยังเรียกว่า ไก่เถื่อน อีกด้วย
ปัจจุบันไก่ป่าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2


ถึงแม้ว่า ไก่ป่า จะถูกตามล่าอยู่เป็นประจำ แต่เนื่องจาก ไก่ป่า มีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว
จำนวนของ ไก่ป่า ตามธรรมชาติจึงคงมีเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก และจัดเป็นนกประจำถิ่นที่พบได้ทั่วทุกภาค
ตั้งแต่บนที่ราบต่ำ จนถึงระดับความสูง 1,800 เมตร ในต่างประเทศเคยพบที่ระดับความสูง 2,000 เมตร
ซึ่งนับว่าสูงมากทีเดียว

ไก่ป่าดั้งเดิมมีอยู่ 4 ประเภท คือ

1. ไก่ป่าไทย หรือ Red Jungle fowl ตัวผู้มีลักษณะที่สำคัญ คือ หน้าอกและใต้ท้องมีสีดำ
ตัวเมียหน้าอกสีน้ำตาลแกมแดง บนหลังมีลายเลือนๆไม่ชัดเจน พบในเอเซีย เช่น อินเดีย พม่า ไทย อินโดนีเซีย
สำหรับ ไก่ป่าไทย ในประเทศไทยแยกออกเป็นชนิดย่อยอีก 2 ชนิด คือ
- ไก่ป่าตุ้มหูขาวหรือไก่ป่าอีสาน
- ไก่ป่าตุ้มหูแดงหรือไก่ป่าพันธุ์พม่า
2. ไก่ป่าลังกา หรือ La Fayette’s Jungle fowl ตัวผู้มีสีแดงแทบจะทั้งตัว
หน้าอกและใต้ท้องก็เป็นสีแดง ผิดกับไก่ป่าไทยซึ่งหน้าอกและใต้ท้องมีสีดำ ปลายปีกและหางสีดำแกมม่วง
ตุ้มหูขาว ตัวเมียหน้าอกเป็นลายเลือนๆสีน้ำตาล ปลายปีกและหางมีลายขวาง มีเฉพาะในเกาะลังกา
3. ไก่ป่าอินเดีย หรือ Sonnerat’s Jungle fowl ตัวผู้ขนสร้อยคอกลมมนและมีจุดขาวๆ บนหลัง
หน้าอกและใต้ท้องเป็นสีเทามีลายตามขอบขนดำๆ ปลายปีกและหางดำแกมเขียว แข้งสีดำ ตุ้มหูแดง
ตัวเมียหน้าอกขาวลายขอบขนดำ ปีกและหางมีลายเลือนๆมีในภาคกลางและภาคใต้ของอินเดีย
4. ไก่ป่าชวา หรือ Green Jungle fowl ตัวผู้ขนสร้อยคอสั้นและกลมมนสีเขียว ตัวเมียหน้าอกสีน้ำตาลคล้ำ
ส่วนบนของลำตัวมีลายดำทั่วไป มีในเกาะชวาและหมู่เกาะเล็กๆทางทิศตะวันออก

จาก ไก่ป่า ได้พัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งกลายเป็น ไก่อู ซึงเป็นต้นตระกูลของ ไก่ชน ในระยะเริ่มแรก
ไก่อู มีหลายสี รูปร่างมีขนาดใหญ่แต่ปราดเปรียว ไข่ดกและมีเนื้อมาก เมื่อถูกนำมาเป็น ไก่ชน
จะมีความทรหดอดทน แข็งแรง และมีความทนทานในการต่อสู้



ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบในเอเชียตอนใต้ ตั้งแต่เชิงเขาหิมาลัย ลงมายังปากีสถาน อินเดีย บังกลาเทศ พม่า ไทย อินโดจีน จีนตอนใต้ มาเลเซีย สุมาตรา ชวาและ บาหลี
อาหารได้แก่ แมลง เมล็ดพืช ลูกไม้สุกและดอกหญ้า

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
อาศัยตามป่าไผ่ ป่าดิบแล้ง และป่ารอยต่อระหว่างป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง หากินเป็นกลุ่มเล็ก ๆ อยู่ตามพื้นป่า ตัวผู้ไม่ชอบร้องเหมือนตัวเมีย ในฝูงหนึ่งจะมีตัวผู้คุมตัวเมียหลายตัว ตัวผู้มักขันเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะในช่วงตอนเช้าและพลบค่ำ หากินเวลากลางวัน ตามพื้นดิน บินได้ไม่ไกลและไม่สูงมาก
ไก่ป่าผสมพันธุ์ในฤดูร้อน สร้างรังอยู่ตามพื้นดินตามกอหญ้า กอไผ่ วางไข่ 6 - 12 ฟอง ระยะฟักไข่ 21 วัน ลูกไก่แรกเกิดมีขนอุยสีเหลืองสลับลายดำทั่วลำตัว เมื่อขนแห้งก็เดินตามแม่ไปหากินได้ทันที

สถานภาพปัจจุบัน
เป็นนกประจำถิ่นที่พบบ่อย และปริมาณปานกลาง ไก่ป่าตุ้มหูขาวพบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง คือเลียบชายแดนประเทศกัมพูชา ตั้งแต่จังหวัดตราด ไปจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี ส่วนไก่ป่าตุ้มหูแดง พบทางด้านตะวันตก ตั้งแต่ภาคใต้ขึ้นมาเลียบชายแดนประเทศพม่า จรดภาคเหนือ และตอนเหนือของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เต่าหกดำ Burmese Black Tortoise

Share |
เต่าหกดำ





ชื่อสามัญ ;Burmese Black Tortoise (Black Asian Giant Tortoise)
ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Manouria emys phayrei

ลักษณะทั่วไป
เป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย กระดองยาว ๒ ฟุต หนัก ๓๐ -๔๐ กิโลกรัม มีสีดำหรือน้ำตาลดำ กระดองโค้งสูงมาก ขาหน้าด้านบนมีเกล็ดใหญ่ ๆขาหลังสั้นทู่มีเล็บกลมใหญ่ มีเดือยอยู่ระหว่างขาหลังกับหางข้างละอัน เดือยมีกระดูกอยู่ข้างใน สำหรับใช้ยันพื้นดินเวลาปีนขึ้นที่สูงจึงดูคล้ายมีขาเพิ่มอีก ๒ ขา เป็นหกขา จึงเรียกว่า “เต่าหก”


ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบในพม่า อัสสัม สำหรับประเทศไทยพบทางตอนเหนือ และทางด้านตะวันตก เช่น จังหวัด ตาก กาญจนบุรี และพบตามเทือกเขาตะนาวศรีจากเหนือจรดใต้
อาหารของเต่าหกดำได้แก่ พืชผัก ผลไม้ หัวเผือก หัวมัน รวมทั้งหอยต่างๆ ทากก็กินเหมือนกัน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์

ชอบดินที่มีความชื้นสูง ดินแห้งแข็งไม่ชอบ ชอบขุดหลุมซุกตัวเองอยู่ในดิน หรือแอ่งดินที่มีน้ำขัง ชอบอยู่ตามภูเขา ตามพื้นราบไม่ค่อยพบ ถ้าเลี้ยงบนพื้นซีเมนต์ต้องมีน้ำให้ตลอดเวลา เพื่อให้ตัวเปียกชื้น เต่าหกนี้ถ้าเลี้ยงให้ถูกวิธีจะมีอายุมากกว่า ๑๐๐ ปี
วางไข่ครั้งละประมาณ 50 ฟอง

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา


จากเวป moohin.com

เต่ามะเฟือง Leatherback turtle

Share |
เต่ามะเฟือง




อังกฤษ: Leatherback turtle
ชื่อวิทยาศาสตร์: Dermochelys coriacea)

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Sauropsida

อันดับ Testudines
อันดับย่อย Cryptodira
วงศ์ Dermochelyidae Fitzinger, 1843

สกุล Dermochelys Blainville, 1816
สปีชีส์ D. coriacea

วงจรชีวิต

เต่ามะเฟืองจะใช้เวลาในการฟักตัวประมาณ 60-70 วัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ของสภาพแวดล้อม หลังจากฟักตัวแล้ว โดยมีประมาร 85% ที่ฟักตัวได้ ลูกเต่าจะคลานออกจากรัง ลงสู่ทะเลโดยทันที เนื่องจากเป็นเต่ามะเฟืองเป็นเต่าน้ำลึก จึงไม่สามารถเก็บมาอนุบาลได้เป็นเวลานานซึ่งต่างกับเต่าทะเลสายพันธุ์อื่น ในวัยเจริญพันธุ์จะเติบโตและใช้เวลาอยู่ในทะเลเกือบชั่วชีวิต

อาหาร

เต่ามะเฟือง เนื่องจากเต่ามะเฟืองมีจะงอยปากที่สบกันเหมือนกรรไกร จึงมักกินอาหารที่อ่อนนุ่ม เช่น แมงกระพรุน แพลงค์ตอน สาหร่ายน้ำลึก

การกระจายพันธุ์

เนื่องจากเต่าทะเล ส่วนใหญ่จะมีการเดินทางตามกระแสน้ำอุ่น จึงสามารถพบเต่ามะเฟืองได้ตามทวีป หรือ ประเทศที่มีกระแสน้ำอุ่นพัดผ่าน รวมถึงประเทศในเขตร้อน เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย หมู่เกาะอินดีส ปาปัวนิวกินี และ ในฝั่งทะเลแคริเบียน




ปัจจุบันเหลือสัตว์เลื้อยคลานอยู่ในท้องทะเลเพียงสองชนิดคืองูทะเลและเต่าทะเล
เต่าทะเลมีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์หรือประมาณหนึ่งร้อยล้านปีมาแล้ว แต่ลักษณะของมันไม่แตกต่างจากบรรพบุรุษที่ปรากฏอยู่ตามซากฟอสซิลมากนัก ในโลกนี้มีเต่าทะเลขนาดใหญ่อยู่เจ็ดพันธุ์ พันธุ์ที่พบบนเกาะภูเก็ตในทะเลอันดามันมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Dermochelys coriacea หรือที่คนไทยเรียกว่า เต่ามะเฟือง ซึ่งสังเกตุรูปร่างได้ง่าย เพราะเหมือนรถโฟล์ค กระดองไม่แข็งเหมือนเต่าทั่วไปแต่กลับเป็นหนังนุ่มๆมีเส้น พาดตามยาวจากหัวจรดหางเจ็ดเส้น ตัวเมียที่เคยพบมีกระดองขนาดยาวสองเมตรและนักถึงครึ่งตัน ช่วงฤดูวางไข่ของเต่าในโลกนี้แตกต่างกันไปและมีกระแสน้ำทะเลเป็นส่วนกำหนดด้วย ปกติเต่ามะเฟืองเป็นสัตว์สันโดษ แต่เดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายนจะมาว่ายน้ำชุมนุมกัน นอกฝั่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะภูเก็ตเป็นกลุ่มราว 40 ถึง 100 ตัว เพื่อผสมพันธุ์ ตัวเมียที่มีไข่เต็มท้องจะอาศัยน้ำขึ้นตอนกลางคืนว่ายน้ำขึ้นฝั่งลาดชันใกล้บริเวณทะเลน้ำลึก ( ไม่เคยเห็นเต่าตัวผู้ขึ้นมาบนบกเลย )

มันจะเลือกหาดทรายที่สงบและไม่มีสิ่งรบกวนเป็นที่วางไข่เมื่อคลานถึงบริเวณที่ทรายแห้ง น้ำทะเลขึ้นไม่ถึงและไม่มีพืชขึ้นปกคลุม มันจะใช้ขาหน้าเกลี่ยทรายออกเป็นแอ่ง ตื้นๆเพื่อเป็นที่ฝังตัวแล้วใช้ขาหลังขุดหลุมจนลึก 50 ถึง 60 เซ็นติเมตรหรือ จนขาหยั่งไม่ถึงหลุมทรงแจกันคอแคบแต่มีพื้นที่ภายในกว้างช่วยป่องกันไข่เต่าขนาดเท่าลูกปิงปองที่ออกคราวละ 50 ถึง 140 ฟอง จากทั้งสัตว์อื่นและความร้อนจากแสงแดดที่อาจจะแรงจนทำให้ไข่แห้งไม่ฟักเป็นตัว ในแต่ละฤดู เต่าอาจจะผสมพันธุ์และวางไข่ได้ถึงเก้าครั้งโดย เว้นช่วงห่างตั้งแต่ 9 ถึง 14 วัน ตลอดเวลาสามสิบนาทีวางไข่เต่าจะส่งเสียงถอนหายใจ น้ำตาที่ไหลช่วยให้ดวงตาชุ่มชื้นล้างทรายที่เปรอะ เปื้อน และ ช่วยหลั่งเกลือออกจากร่างกาย เมื่อวางไข่เสร็จแล้วแม่เต่าจะกลบหลุมและใช้หน้าอกกดอัดทรายให้แน่น ใช่ขาหน้าเกลี่ยทรายลงกลบแอ่งที่ฝังตัวไม่ให้เห็นร่องรอย และสุดท้ายแม่เต่าที่เหนื่อยหมดแรงจึงหันหลังกลับและค่อยๆคลานลงสู่ทะเล

หลังจากนั้นอีก 60 วันไข่จะฟักเป็นตัวลูกเต่าเกิดใหม่ขยับตัวอีกสี่ห้าวันก็ขึ้นมาถึงผิวทรายรอจนฟ้ามืด ให้อุณหภูมิเย็นลงแล้วจึงโผล่พ้นทรายและคลานกันอย่างกระฉับกระเฉงมุ่งไปลงทะเล ทันทีที่ลงน้ำ ลูกเต่าจะตะเกียกตะกายว่ายน้ำอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดเป็นเวลาสองหรือสามวันเพื่อไปทะเลเปิด กระแสน้ำในมหาสมุทรช่วยพาลูกเต่าไปหาแหล่งที่มีสาหร่ายทะเล เคยมีการประเมินไว้ว่า มีลูกเต่าเพียงร้อยละหนึ่งเท่านั้นที่รอดชีวิตจนเจริญเติบโตเป็นตัวใหญ่ ตั้งแต่ออกจากหลุมคลานลงสู่น้ำทะเลลูกเต่าต้องเสี่ยงชีวิตตลอดทาง ต้องเป็นอาหารของสัตว์ต่างๆ ตาย เพราะเชื้อราและแบคทีเรียเมื่อลงทะเลลูกเต่าต้องเผชิญกับถุงพลาสติกมลพิษสมัยใหม่ที่ลอยอยู่ในท้องทะเลเหมือนแมงกระพรุน การประมงที่ใช้แหอวนก็ทำให้เต่าไปติดอยู่และตาย แต่สาเหตุใหญ่ที่ทำให้ประชากรของเต่าลดลงก็เพราะการบริโภคของมนุษย์ นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นและชาวจีนชอบรับประทานไข่เต่ามากที่สุด เพราะเชื่อว่ามีสารกระตุ้นความต้องการทางเพศ ส่วนที่ประเทศมาเลเซียนักท่องเที่ยวเป็นพันๆรายรบกวนจนเต่าหนีไปวางไข่ที่อื่น ที่ประเทศอินโดนีเซียมีการล่าเต่าเพื่อกินเนื้อ ใช้น้ำมันทำยา จุดตะเกียง และเคลือบเงาเรือ โชคดีที่ชาวบ้านส่วนมากตามชายฝั่งของเกาะภูเก็ตเป็นชาวมุสลิมซึ่งไม่กินเนื้อเต่า เพราะเป็นข้อห้ามของศาสนา ในประเทศไทยต้องขอสัมปทานเก็บไข่เต่าในบางพื้นที่และผู้รับสัมปทานต้องฟักไข่จำนวนหนึ่งและปล่อยลูกเต่ากลับคืนสู่ธรรมชาดิชะตากรรมของเต่าทะเลกำลังตกอยู่ในอันตราย ส่วนหนึ่งเนื่องจากสาธารณชนไม่ได้ตระหนักถึงเพื่อการปกป้องเต่าทะเล จงอย่าสนับสนุนการค้าผลิตภัณฑ์จากเต่าทะเลตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ทางการถือว่าการฆ่าเต่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ดังนั้นจงส่งบทความนี้ต่อให้เพื่อนของคุณเพื่อกระจายข่าวให้ทราบ และช่วยสอดส่องดูแลป้องกันการละเมิดกฎหมายนี้


ที่มา The Greater Phuket Magazine
เวป วิกิพีเดีย

ค่างเทา (ค่างหัวหงอก)

Share |
ค่างเทา(ค่างหงอก)







สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
Silvered Langur
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Presbytis cristatus


ลักษณะทั่วไป
ขนส่วนด้านหลังของลำตัวมีสีเข้มเป็นสีเทาดำ แต่ปลายขนสีขาวจึงทำให้มองดูคล้ายสีเทาเหลือบเงิน ส่วนด้านหน้าของลำตัวคืออก ท้องและขาขนมีสีเทาอ่อน ที่หัวมีขนแหลมตรงกลางพุ่งขึ้น ขนด้านข้างของหน้ายาวพุ่งตรงออกด้านข้าง ใบหน้าและมือเท้าสีเทาดำ ไม่มีวงตาขาว ปากบาง ผิวหนังบางส่วนเช่นโคนขาด้านในด่างขาว ลูกค่างเกิดใหม่จะมีขนสีขาวที่หลังมือ,เท้า และตามร่างกาย น้ำหนักตัวประมาณ 6.8 กิโลกรัม ความยาวลำตัวประมาณ 493-570 มิลลิเมตร หางยาว 725-840 มิลลิเมตร


ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบในพม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ประเทศไทยมีตามป่าดงดิบทุกภาค
อาหารได้แก่ ใบไม้และตาอ่อนของพืช แมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
อาศัยในป่าทึบและป่าดงดิบทั่วไป ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้สูงๆ อาศัยอยู่เป็นฝูง ๆ ละ 10-40 ตัว ค่างเทาที่อายุมากแล้วมักแยกตัวไปอยู่โดดเดี่ยว ไม่รวมฝูงอยู่ด้วยกัน หากินตอนกลางวัน ส่วนใหญ่หากินบนต้นไม้ มีการใช้เสียงแตกต่างกันหลายระดับในการสื่อความหมาย แม้ว่าค่างเป็นสัตว์สังคมแต่ในฝูงจะมีการจัดลำดับชั้นทางสังคมกันน้อยมาก
ค่างเทาเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 3-4 ปี ระยะตั้ง ท้องนาน 196 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว


สถานภาพปัจจุบัน
เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา



จากเวป moohin.com

สุนัขจิ้งจอก

Share |
สุนัขจิ้งจอก




สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
Asiatic Jackal(Golden Jackal)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Canis aureus


อาณาจักร
Animalia
ไฟลัม
Chordata
ชั้น
Mammalia
อันดับ
Carnivora
วงศ์
Canidae
เผ่า
Vulpini


ลักษณะทั่วไป เป็นสุนัขขนาดกลางคล้ายกับสุนัขไทยพื้นเมือง ขนสีน้ำตาลแกมเหลือง มีลายเป็นเป็นริ้วสีจางคล้ายรูปอานบนหัวไหล่ หูใหญ่ หางสั้นเป็นพวงสีน้ำตาล สุนัขจิ้งจอกมีกลิ่นเหม็นมาก


ถิ่นอาศัย, อาหาร พบในเนปาล อัสสัม พม่า สำหรับประเทศไทยพบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สุนัขจิ้งจอกกินสัตว์เล็ก ๆ กินซากสัตว์ รวมทั้งผลไม้


พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ส่วนเวลากลางวันมักจะนอนในโพรงดิน หากมีหลายตัวอาจจะไล่จับกินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น กวาง โดยมากหากินตัวเดียวหรือเป็นคู่ ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง บางครั้งขโมยไก่ชาวบ้านกิน จะดุเมื่อจวนตัว สุนัขจิ้งจอกเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนาน 2 เดือน ออกลูกครั้งละ 4 - 5 ตัว มีอายุยืนถึง 12 ปี


สถานภาพปัจจุบัน เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535


สถานที่ชม สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา

ลิงลม Slow Loris

Share |
ลิงลม








ชื่อสามัญ ; Slow Loris
ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Nycticebus coucang


อาณาจักร
Animalia
ไฟลัม
Chordata

ชั้น
Mammalia
อันดับ
Primates
วงศ์
Lorisidae

วงศ์ย่อย
Lorinae

สกุล
Nycticebus
สปีชีส์
N. coucang

ลักษณะทั่วไป

รูปร่างเล็กขนนุ่มสั้นหนาเป็นปุย มีเส้นสีน้ำตาลเข้มจากหัวไปตลอดแนวสันหลัง หน้าสั้น ตาโตกลม ใบหูเล็กจมอยู่ในขน ไม่มีหาง ไม่มีนิ้วหัวแม่มือ นิ้วเท้าอันที่สองมีเล็บเป็นตะของอโค้ง ทั้งนี้เพื่อจับกิ่งไม้ได้แน่นในขณะมันลุกขึ้นยืนเพื่อจับแมลงกินเป็นอาหาร ป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้า แต่แว้งกัดได้รวดเร็ว

ลักษณะนิสัย

หากินบนต้นไม้เฉพาะในเวลากลางคืน และออกหากินตัวเดียว เว้นแต่ตัวที่มีลูกอ่อนจะเอาลูกเกาะติดอกไปด้วย กลางวันจะซ่อนหน้าเพื่อหลบแสงสว่าง โดยใช้ใบไม้บังหรืออยู่ในโพรงไม้

ถิ่นอาศัย
พบในไทย อินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา ชวา บอร์เนียว และมินดาเนา

อาหาร

กินแมลง สัตว์เล็ก ๆ ไข่นก และผลไม้

การสืบพันธุ์

เมื่อมีอายุ 2 ปีจึงผสมพันธุ์ได้ เป็นสัดนาน 5-6 เดือน และมีทุกระยะ 37-45 วัน ตั้งท้องประมาณ 193 วัน ออกลูกปีละ 2 ครั้ง ปกติออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกอ่อนจะอยู่กับแม่จนตัวเกือบเท่าแม่จึงจะแยกออกไปหากินเอง ซึ่งกินเวลานานราว 6-9 เดือน และมีอายุยืนประมาณ 10 ปี

สถานภาพปัจจุบัน

สัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535


จากเวป วนกรด็อทคอมและเวป wikipedia.org

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จระเข้น้ำเค็ม

Share |
จระเข้น้ำเค็ม






ชื่อไทย จระเข้น้ำเค็ม, จระเข้ตีนเป็ด, ไอ้เคี่ยม
ชื่อสามัญ SALTWATER CROCO
ชื่อวิทยาศาสตร์ Crocodylus porosus

จระเข้น้ำเค็มเป็นจระเข้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นจระเข้หนึ่งในสามที่พบในประเทศไทย โดยทั่วไปเมื่อโตเต็มที่มีความยาวไม่เกิน 4 เมตร แต่ขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยบันทึกมีความยาวมากกว่า 9 เมตร ถิ่นที่พบเห็นมักพบในเขตน้ำกร่อย ตามปากแม่น้ำหรือป่าชายเลน แต่ต้องเป็นน้ำนิ่งและลึกพอสมควร ลักษณะแตกต่างจากจระเข้น้ำจืด ลำตัวยาวมีลักษณะค่อนข้างกลม ท้องแบนราบ ขามี 2 คู่ใช้สำหรับเดินและวิ่ง ขาคู่หน้าไม่ค่อยแข็งแรง มีนิ้ว 5 นิ้ว ขาคู่หลังมีลักษณะแข็งแรงกว่าและมีเพียง 4 นิ้วมีพังผืดระหว่างนิ้วตีนมากกว่าจระเข้น้ำจืด บางครั้งจึงเรียกว่าจระเข้ตีนเป็ด จะงอยปากยาวและส่วนปลายค่อนข้างแหลม มีฟันประมาณ 60 ซี่ ลักษณะแตกต่างจากจระเข้น้ำจืดคือไม่มีเกล็ด 4 เกล็ดที่ท้ายทอย ปากยาวกว่าจระเข้น้ำจืดอย่างเห็นได้ชัด มีสันเล็กๆยื่นจากลูกตาไปตามความยาวของส่วนหัวจนถึงตำแหน่งของปุ่มจมูก หรือที่เรียกว่าก้อนขี้หมา ลำตัวออกสีเหลืองอ่อน และมีการเรียงตัวที่ส่วนหาง ดูคล้ายตาหมากรุก จระเข้น้ำเค็มส่วนใหญ่จะมีนิสัยดุร้าย
ลักษณะนิสัย
มีนิสัยดุร้ายมาก กินคนเป็นอาหารได้ อาศัยอยู่ในที่ลุ่ม หนอง บึง และแม่น้ำที่ไม่มีบ้านเรือนตั้งอยู่

ความแตกต่างของเพศผู้และเพศเมีย
ส่วนที่สังเกตได้ชัดเจนคือ ลำตัว จระเข้น้ำเค็มตัวผู้จะมีลำตัวผอมยาว ตัวเมียจะมีลำตัวอ้วนสั้นกว่า ขนาดตัวโดยรวมตัวเล็กกว่าตัวผู้ที่อายุเท่ากัน หาง จระเข้น้ำเค็มตัวผู้จะมีหางยาวกว่าจระเข้ตัวเมีย หัวตัวผู้ระยะห่างของโหนกหลังตาจะกว้างกว่าหัวของตัวผู้ดูป้อมสั้นส่วนตัวเมียจะดูหัวยาวเรียวกว่า

การผสมพันธุ์
เพศผู้จะถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 16 ปี ส่วนเพศเมียถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 10 ปี แต่จะให้ไข่ที่สมบูรณ์เมื่ออายุ 12 ปี มีขนาดยาว 2.2 เมตร มีการผสมพันธุ์ในฤดูร้อนและวางไข่ในฤดูฝน ครั้งละ 25-90 ฟอง การวางไข่จะใช้เวลาประมาณ 20-25 นาที ใช้ระยะเวลาในการฟักไข่ประมาณ 80 วัน ขนาดของไข่จระเข้น้ำเค็มจะใหญ่กว่าจระเข้น้ำจืดเล็กน้อย มีน้ำหนักประมาณ 110-120 กรัม

บ่อเลี้ยง
การคำนวณพื้นที่บ่อ ใช้หลักการคือ พื้นที่ต่อตัว = ความยาวจระเข้ x 3เท่าของความยาวจระเข้ อัตราส่วนพื้นที่บกเท่ากับพื้นที่น้ำ หรืออย่างน้อย 2 ใน 3 ของพื้นที่น้ำ ความลึกของน้ำอย่างน้อย 60 ซม. กั้นขอบบ่อด้วยซีเมนต์สูง 1.2 เมตร ส่วนพื้นที่บ่อเป็นซีเมนต์ขัดเรียบหรือไพเบอร์กลาส เพื่อมิให้จระเข้เป็นรอยขีดข่วน ป้องกันการติดเชื้อและหนังเสียราคา

การฟักไข่
อัตราการฟักของจระเข้น้ำเค็มในสภาพการเลี้ยงมีประมาณ 40-50% และมีอัตราการตายแรกเกิดสูงมาก โดยเฉพาะในปีแรกมีอัตราการตายสูงถึง 20-30% และในการฟักไข่คนเลี้ยงต้องคอยสังเกตให้ดี ถ้าเห็นว่ามีการวางไข่แล้ว ภายใน 24 ชั่วโมงต้องเก็บไข่ไปฟักทันที โดยนำไข่จระเข้มาล้างเมือกให้สะอาด นำเข้าตู้ฟักที่มีความชื้นสัมพัทธ์ในระดับ 95-99% ต่ำกว่านี้ไม่ได้เพราะไข่จะแห้งตัวอ่อนจะตายเพราะขาดน้ำ อีกทั้งจะต้องกำหนดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ 30-31 องศาเซลเซียส เพราะอุณหภูมิมีผลต่อการกำหนดเพศจระเข้ และระยะเวลาการฟักไข่ ถ้าอุณหภูมิอยู่ในช่วงดังกล่าวลูกจระเข้ที่ฟักออกมาจะเป็นตัวผู้และตัวเมียเท่าๆกัน แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่านั้นส่วนใหญ่จะออกมาเป็นตัวเมียและใช้เวลาฟักนาน แต่ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านั้นส่วนใหญ่จะฟักออกมาเป็นตัวผู้ และใช้เวลาสั้นกว่าปกติ ที่จะใช้เวลาประมาณ 75 วันจึงจะฟักออกเป็นตัว
ลูกจระเข้ที่ได้รับการดูแลดีจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ปีแรกมีความยาวประมาณ 1 เมตร ปีที่สองยาวประมาณ 1-5 เมตร ซึ่งในระยะสองปีแรกนี้น้ำหนักตัวของลูกจระเข้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ของน้ำหนักอาหารที่ได้รับ และปีที่สามลำตัวจะยาวประมาณ 2 เมตรและมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 25-30%

อาหารที่ใช้เลี้ยง
ในช่วง 7 วันแรกลูกจระเข้จะยังอาศัยอาหารจากถุงไข่แดงที่หน้าท้องอยู่ แต่หลังจากนั้นต้องให้อาหารที่มีสารอาหารสูง เช่น เนื้อปลา กุ้ง หมู ไก่สับ และสัตว์มีชีวิตพวกลูกปลา ลูกกบ กุ้ง โดยต้องให้อาหารทุกวันๆละ 5-10% ของน้ำหนักตัว ซึ่งจะทำให้ลูกจระเข้เจริญเติบโตดีและรวดเร็ว
หลังจากนั้นอาหารที่ใช้เลี้ยงจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะะสมตามวัยคือ
อายุ 1-3 เดือน ให้อาหารจำพวกลูกปลา หรือลูกกบที่มีชีวิต
อายุ 4-6 เดือน ให้อาหารผสมเป็นลูกปลาลูกกบที่มีชีวิต 3 ส่วนกับเนื้อไก่ เนื้อหมูไม่ติดมัน ผสมวิตามินอีก 7 ส่วน
อายุ 7-12 เดือน ให้เนื้อไก่ เนื้อหมูไม่ติดมันผสมวิตามิน
หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นอาหารผสม โดยใช้โครงไก่ผสมกับวิตามิน 3 ส่วน ปลาน้ำเค็ม 1 ส่วน กับไก่ทั้งตัวติดกระดูกแต่เลาะมันและเครื่องในออกให้หมด 6 ส่วนและต้องให้ตับเป็นอาหารเสริมทุกเดือนๆละ 2 ครั้งด้วย ส่วนจระเข้พ่อแม่พันธุ์จะไม่ให้อาหารมากนัก โดยให้ 2 อาทิตย์ต่อครั้งๆละ 2 กิโลกรัมเท่านั้น เพราะถ้าอ้วนเกินไปจระเข้จะผสมติดยาก

โรคของจระเข้
โรคในจระเข้พอจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
โรคไม่ติดเชื้อ เกิดได้จากสาเหตุดังต่อไปนี้
1. สิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม
1.1 อุณหภูมิ จระเข้เป็นสัตว์เลือดเย็น ไม่สามารถสร้างแหล่งความร้อนได้ด้วยตัวเองจำเป็นต้องใช้แหล่งพลังงานความร้อนจากภายนอก คือ แสงแดด ในการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย เช่นนอนอาบแดดและใช้การแช่น้ำ นอนหลบใต้เงา หรืออ้าปากเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย ทั้งนี้อุณหภูมิที่เหมาะสมสบายตัวกับจระเข้ขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 32 องศาเซลเซียส และสำหรับจระเข้ขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 30 องศาเซลเซียส
ผลของอุณหภูมิที่สูงมากเมื่อเกิน 39 องศาเซลเซียสขึ้นไปสามารถทำให้จระเข้ตาย ส่วนใหญ่มักเกิดกับปัญหาของอุณหภูมิต่ำมากกว่าเพราะจะทำให้เกิดผลเสียคือ ไข่ที่ได้รับการผสมพันธุ์ซึ่งอยู่ในท้องของแม่จระเข้จะตาย จระเข้จะเบื่ออาหาร เมื่ออากาศหนาวเย็นทำให้การเจริญเติบโตช้าลง โอกาสติดเชื้อแทรกซ้อนเกิดได้สูงเพราะภูมิต้านทานของร่างกายลดลง ฯลฯ
1.2 คุณภาพของน้ำ จระเข้ใช้ชีวิตอยู่ในน้ำ ระยะเวลาสัมผัสกับน้ำต่อวันแล้วเกินกว่าครึ่งหนึ่งเพื่อปรับอุณหภูมิที่สูงให้ต่ำลง และผสมพันธุ์ในน้ำ เพราะฉะนั้นน้ำที่เหมาะสำหรับจระเข้ที่สุดคือ น้ำสะอาด มีปริมาณแอมโมเนียต่ำ สิ่งปฏิกูล สารพิษ หรือสิ่งปลอมปนอื่น ๆ ต้องมีน้อยที่สุด แหล่งน้ำเสียจะเป็นแหล่งสะสมของเศษอาหารและสิ่งขับถ่ายซึ่งทำให้มีแก๊สแอมโมเนียสูงขึ้น จะเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและตาจระเข้เป็นอย่างมาก โอกาสติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่มีอยู่มากในแหล่งน้ำจึงมีสูง การจะให้น้ำสะอาดอยู่เสมอควรจะต้องมีการถ่ายน้ำให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจคุณภาพน้ำอยู่เป็นระยะ ๆ บางแห่งเปลี่ยนน้ำทุกวัน จึงพบว่าอัตราการเจริญเติบโตของจระเข้เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนน้ำด้วยว่า ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เอะอะโครมครามจนเกิดความตื่นตกใจแก่จระเข้และเพิ่มความเครียดขึ้นได้
1.3 จำนวนจระเข้ในบ่อเลี้ยง จำนวนจระเข้หรือประชากรจระเข้ที่เลี้ยงในแต่ละบ่อ จำเป็นต้องมีสัดส่วนที่พอเหมาะกับขนาดบ่อเลี้ยง หากจระเข้แออัดเกินย่อมทำให้เกิดการต่อสู้แก่งแย่งอาหารกัน อาจเกิดแผลและเกิดโรคติดเชื้อบนผิวหนังได้ง่าย นอกจากนี้อาจทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง มีอัตราการผสมติดต่ำ เพราะเกิดการแก่งแย่งในการผสมพันธุ์และการกดขี่ตามสำดับขั้น รวมถึงการจับหรือการขนย้ายจะทำได้ลำบากขึ้น
1.4 สถานที่เลี้ยง อาจมีแตกต่างกันไปเช่น บ่อน้ำธรรมชาติ บ่อดิน บ่อซีเมนต์ จนไปถึงอ่างไฟเบอร์กลาส ฯลฯ แตกต่างกันไปตามฐานะทางเศรษฐกิจ วัตถุประสงค์ของการเลี้ยง และเทคโนโลยีของแต่ละฟาร์ม แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงคือ
ก. ขนาด ความต้องการพื้นที่ของจระเข้หนึ่งตัวคือ ขนาดของจระเข้ คูณ 3 เท่า ของความยาวของจระเข้ มีอัตราส่วนพื้นที่บกเท่ากับพื้นน้ำ หรืออย่างน้อย 2 ใน 3 ของพื้นที่น้ำ ส่วนความลึกของน้ำอย่างต่ำ 60 เซนติเมตร
ข. พื้นผิว เนื่องจากจระเข้เป็นสัตว์ที่คลานบนดินและใต้น้ำ โอกาสสัมผัสกับพื้นผิวจึงมีเกือบตลอดเวลา ฉะนั้นความเรียบหรือหยาบของพื้นผิวจึงมีความสำคัญ เพราะสามารถทำให้หนังท้องจระเข้เกิดรอยขีดข่วนจนถึงบาดเจ็บ และมีการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ ราคาหนังจระเข้จะตกลงหากมีตำหนิดังกล่าวเกิดขึ้น พื้นผิวซีเมนต์ขัดเรียบจึงเหมาะกว่าพื้นผิวอย่างอื่น
ค. ร่มเงา แม้จระเข้ชอบใช้แสงแดดเป็นแหล่งพลังงานความร้อนแก่ร่างกาย แต่ถ้าความร้อนสูงเกินไป จระเข้ก็ต้องการที่หลบแดด โดยอาศัยร่มเงาซึ่งอาจเป็นต้นไม้, หลังคา หรือวัสดุกรองแสงต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นเงาให้เกิดความเย็นบนพื้นผิวที่จระเข้นอนด้วย

2. อาหารไม่เหมาะสม
อาหารที่ให้ควรจะมีความสมดุลย์ในทุก ๆ อย่างทั้งปริมาณและคุณภาพ หากสองสิ่งนี้มีมากหรือน้อยเกินไป จะขาดความสมดุลย์ในสารอาหารและองค์ประกอบต่าง ๆ ทำให้เกิดปัญหาและโรคต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

2.1 โรคเก๊าท์ (gout) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการใช้โปรตีนในร่างกาย ทำให้เกิดการสะสมของเกลือยูเรท (urate salt) และผลึกของกรดยูริก (uric acid crystal) ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย กล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือ โปรตีนจะถูกย่อยสลาย และผลิตผลขั้นสุดท้ายจะเป็นพวกกรดยูริก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเก๊าท์
สาเหตุ
ก. จระเข้ที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารที่มีโปรตีนสูงซึ่งมีจำนวนกรดนิวคลีอิคมากอันได้แก่ เครื่องในสัตว์ หัวใจ ตับ ม้าม ไต ฯลฯ
ข. จระเข้ที่ป่วยด้วยโรคไต เช่น ไตวาย กรวยไตอักเสบจากสาเหตุต่างๆ ทั้งติดเชื้อแบคทีเรีย หรือได้รับยาที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อไตเป็นระยะเวลานานหรือขนาดสูง เช่น เจนต้ามัยซิน กานามัยซิน ดังนั้นประสิทธิภาพการกรองของเสียโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดยูริกและเกลือยูเรทจะเเสื่อมไป จนทำให้สารสองตัวนี้มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นและไปสะสมตามอวัยวะต่างๆ
ค. อุณหภูมิต่ำหรือขาดแหล่งให้ความร้อน ประสิทธิภาพการกรองเอากรดยูริกและเกลือยูเรทออกด้วยไตจะลดลงมากเมื่ออุณหภูมิต่ำ ( 20 - 25 องศาเซลเซียส ) ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดเก๊าท์
ง. น้ำไม่เพียงพอหรือขาดน้ำ ทำให้ลดการขับหรือหยุดการขับกรดยูริกและเกลือยูเรทจากร่างกายปนออกไปกับของเสียชนิดอื่นๆ
จ. เนื่องมาจากขาดวิตามินเอ
อาการ
ก. เคลื่อนที่ช้าลงจนไม่เคลื่อนไหว เริ่มจากขาหลังไม่มีแรง จนสุดท้ายขยับไม่ได้ทั้ง 4 ขา
ข. ซึม เบื่ออาหาร
ค. บวมตามข้อแสดงอาการอับเสบแดงพบในชนิดเก๊าท์เข้าข้อ
ง. ตายโดยไม่แสดงอาการ มักพบในชนิดเก๊าท์ของอวัยวะภายใน
ร่องรอยที่เห็นด้วยตาเปล่า
เมื่อผ่าตามข้อที่บวมจะเห็นของเหลวข้นสีขาวคล้ายครีมเป็นจำนวนมาก หากใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูจะเห็นผลึกของกรดยูริคและเกลือยูเเรทเป็นรูปเข็มจำนวนมาก
ส่วนกรณีเก๊าท์ของอวัยวะภายในจะพบว่าเเเยื่ออหุ้มหัวใจหนาตัวมีสีขาวคล้ายชอล์คเกาะอยู่และสามารถพบได้ที่ผิวตับ ม้าม และในไตจะมีจุดสีขาวอยู่ทั่วไป
การป้องกันและรักษา
ก. แก้ไขอาหารให้ถูกต้อง โดยลดโปรตีนที่มีกรดดนิวคลีอิคสูงและเสริมโปรตีนจากแหล่งอื่นเช่น เนื้อสัตว์อื่นๆ เป็ด ไก่ทั้งตัว
ข. ระมัดระวังการใช้ยาที่มีผลต่อไตโดยตรง
ค. เลี้ยงจระเข้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกจระเข้ไม่ควรเลี้ยงที่อุณหภูมิต่ำ
ง. จัดหาน้ำให้เพียงพอ
จ. ป้องกันการขาดวิตามีนเอ โดยจัดเสริมลงในอาหารประจำวัน
ฉ. การรักษาโรคเก๊าท์ในจระเข้ไม่ได้ผลและไม่คุ้มค่า จึงจำเป็นต้องเน้นการป้องกันจะดีกว่า

2.2 อาการขาดวิตามิน
อาหารที่ขาดวิตามินหรือมีจำนวนไม่เพียงพอเกิดขึ้นได้จาก
ก. วิตามินถูกทำลายด้วยความร้อนเนื่องจากการเก็บอาหารไม่ดีพอหรือให้อาหารทิ้งตากแดดไว้
ข. วิตามินถูกทำลายด้วยเอ็นไซม์บางชนิดที่ทำงานเมื่ออาหารได้รับความร้อน
ค. อาหารนั้นๆขาดวิตามินอยู่แล้ว
โรคหรืออาการที่เกิดจากการขาดวิตามินต่าง ๆ มีดังนี้
ก. ขาดวิตามินเอ มักเกิดจากจระเข้ที่ถูกเลี้ยงด้วยเนื้อแดงล้วน ๆ เป็นระยะเวลานาน ๆ ทั้งนี้เพราะ เนื้อแดงจะมีปริมาณวิตามินเอไม่เพียงพอ จระเข้ที่ขาดวิตามินเอจะเจริญเติบโตช้า ผิวหนังหยาบกร้าน มีอาการบวมน้ำทั่วไปทั้งตัวจนดูคล้ายกับอ้วน เปลือกตาและเบ้าตาอักเสบออกมาโดยรอบ และมีน้ำตาไหล ตามลำตัวหากใช้นิ้วกดจะบุ๋มเป็นรอยกดลง มีการคืนตัวช้ากว่าปกติ อาจมีเม็ดตุ่มเกิดขึ้นและเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราแทรกซ้อนได้ง่าย เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างงกายลดต่ำลง
การแก้ไข จะต้องให้อาหารชนิดอื่นสับเปลี่ยนกันไป เช่น เนื้อติดหนังและมัน เป็ดหรือไก่ทั้งตัว ฯลฯ ควรเสริมวิตามินเอลงในอาหารด้วยขนาด 4,850 หน่วยสากล ต่ออาหาร 1 กิโลกรัมต่อวัน
ข. ขาดวิตามินบี 1 การให้ปลาอย่างเดียว ปลาไม่สดหรือปลาเริ่มเน่า หรือวิธีให้อาหารอย่างไม่ถูกต้อง วางทิ้งตากแดดไว้ให้จระเข้มากิน จะก่อให้เกิดอาการขาดวิตามินบี 1 จระเข้จะแสดงอาการน้ำหนักลดลงทั้ง ๆ ที่กินอาหารได้ อาจจะมีอาการหัวใจขยายใหญ่ร่วมกับลำไส้อักเสบ บางครั้งอาจแสดงอาการชัก การแก้ไข ควรให้กินวิตามินนี้ในอาหารด้วยขนาด 4.4 ถึง 11 มิลลิกรัม รวมทั้งเปลี่ยนอาหารหรือเสริมอาหารชนิดอื่น พร้อมทั้งแก้ไขวิธีการให้อาหารด้วย
ค. ขาดวิตามินดี สาเหตุเกิดจากอาหารที่เลี้ยงขาดวิตามินดี หรือขาดการตากแดดเท่าที่ควร อาการขาดวิตามินดีจะมีผลต่อการใช้แคลเซียมในร่างกายสัตว์ อันจะทำให้เกิดอาการของกระดูกอ่อนตามมา ขาทั้งสี่มีรูปทรงผิดไป อาจโค้งเข้าหรือแบะออก ข้อขาโตขึ้น สัตว์จะแสดงอาการซึม เบื่ออาหาร ข้อขยายใหญ่ ผิวหนังนุ่ม การแก้ไขควรจัดสถานที่เลี้ยงให้ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ พร้อมกับเสริมวิตามันดี 608 หน่วยสากล ต่ออาหารหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน การให้วิตามินนี้มากเกินไปก็เกิดผลเสียได้เช่นกัน
ช. ขาดวิตามินอี โรคนี้มักมีความเกี่ยวข้องกับประเภทของอาหารที่ใช้เลี้ยงจระเข้ ส่วนใหญ่พบในจระเข้ที่เลี้ยงด้วยปลาอย่างเดียวโดยเฉพาะปลาแช่แข็ง เนื่องจากปลามีระดับกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวในปริมาณสูง และวิตามินอีในระดับต่ำ สัตว์จะแสดงอาการกล้ามเนื้อเหี่ยว ไม่กระฉับกระเฉง เซื่องซึม หมดแรง เบื่ออาหาร นอนอยู่กับที่ หรือตายในที่สุด จระเข้ที่เป็นโรค ไขมันแทบทุกส่วนที่พบและมองเห็นได้ตามร่างกายจะมีสีเหลืองเข้มแกมน้ำตาล แข็งตัวคล้ายสบู่เกือบทั้งตัว โดยเห็นเด่นชัดบริเวณส่วนหลัง สำตัว ส่วนหาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันใต้ผิวหนังและก้อนไขมันในช่องท้อง เมื่อใช้แสงอุลตร้าไวโอเลตส่องจะสามารถเรืองแสงได้ ซึ่งทำให้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโรคไขมันเหลือง (Yellow fatdisease) การป้องกันโรคนี้ อย่าให้จระเข้กินแต่ปลาอย่างเดียวติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ควรให้อาหารโปรตีนจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ สลับบ้าง เช่น ไก่และหมู ถ้าต้องการให้จระเข้กินปลาระยะเวลานาน ๆ ควรเสริมวิตามินอีในอาหารเข้าไปด้วยขนาด 15 - 100 หน่วยสากลต่อตัวต่อวัน ส่วนการรักษามักไม่ได้ผล ดังนั้นการป้องกันจึงนับได้ว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ซ. ขาดแร่ธาตุ ปัญหาการขาดแร่ธาตุที่พบได้มากในจระเข้คือการขาดแคลเซียม อันเป็นการทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน สาเหตุก็เพราะกินอาหารที่มีอัตราส่วนแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสไม่เหมาะสม เช่น เนื้อแดงล้วน ๆ และขาดวิตามินดี ทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ไม่ได้ อาการที่เด่นชัดมากคือ กระดูกบริเวณขากรรไกรล่างจะนิ่มผิดปกติขาโก่งงอ แนวกระดูกสันหลังบิดคดโก่ง กระดูกบาง หักง่าย เปลือกไข่บางและแตกง่าย การป้องกันสามารถทำได้โดยให้กินอาหารที่มีสัดส่วนของแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสเท่ากับ 1.2 ต่อ 1 ซึ่งอาจใช้เสริมในอาหาร แคลเซียมที่ใช้มักให้ในรูปแคลเซียมแลคเตท แต่ถ้าจระเข้นั้นอยู่ในระยะกำลังวางไข่หรือลูกจระเข้กำลังเจริญเติบโต ควรเพิ่มสัดส่วนแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสขึ้นไปด้วย 2 ต่อ 1 ก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมให้วิตามินดีด้วย เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้ ปกติเสริมขนาด 100 หน่วยสากล ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม อาทิตย์ละครั้ง

3. อาการแคระแกรน
เกิดได้กับลูกจระเข้อายุ 6 - 8 อาทิตย์ ลูกจระเข้จะมีอาการเจริญเติบโตเมื่อดูจากน้ำหนักและความยาวลำตัวต่ำกว่าลูกจระเข้ตัวอื่น ๆ ที่เลี้ยงในรุ่นเดียวกัน ลูกจระเข้จะไม่กินอาหารเซื่องซึม ผอมลง มีบางตัวที่ยังกินอาหารตามปกติ แต่ขนาดคงเดิม สาเหตุของการแคระแกรนยังไม่เป็นที่แจ้งชัด แต่อาจพอสันนิษฐานได้ว่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากพันธุกรรม ความผิดปกติแต่กำเนิด สภาพแวดล้อม อาหาร และเชื้อโรค ซึ่งมักมีความเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน การป้องกันโรคนี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จนัก เท่าที่พอช่วยลูกจระเข้ได้โดยการป้อนอาหารสำเร็จรูปผ่านท่อลงไปยังกระเพาะอาหาร ส่วนผสมของอาหารได้แก่ ปลาบดละเอียดทั้งตัว 250 กรัม ผสมน้ำสะอาด 250 มิลลิลิตร และเติมวิตามินรวมชนิดเข้มข้น 1 มิลลิลิตร ป้อนอาหารเหลวนี้ด้วยขนาด 250 มิลลิลิตร ต่อน้ำหนักตัวจระเข้ 1 กิโลกรัม อาทิตย์ละ 2 วัน พร้อมทั้งฉีดยาวิตามินอีและซิลีเนียมให้เดือนละครั้ง

4. ความพิการแต่กำเนิด
ลักษณะความพิการที่เป็นมาแต่กำเนิด เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ หลังคด หางด้วน ไข่แดงไม่เข้าท้อง ผนังหน้าท้องไม่ปิด ไม่มีลูกตา ฯลฯ เหล่านี้มักเกิดจากการจัดการไม่ดี มี 3 กรณีคือ
4.1 พันธุกรรม หมายถึงการผสมพันธุ์ในสายเลือดชิด เช่น พ่อผสมลูก ลูกผสมแม่ ฯลฯ ไม่มีการจัดการเรื่องสายพันธุ์ที่แน่ชัดเนื่องจากปล่อยเลี้ยงบ่อรวมกันจำนวนมากทำให้ไม่สามารถควบคุมการผสมพันธุ์ได้ จึงเกิดปัญหาตามมา
4.2 การจัดการฟักไข่ที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกวิธี ความชื้นไม่พอหรือความร้อนสูงเกินไป มีผลทำให้ไข่แดงไม่เข้าท้อง เกิดความพิการต่าง ๆ นานาได้เสมอ
4.3 สารพิษบางชนิดตกค้างมากับอาหารที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์จระเข้และถ่ายทอดมาถึงลูกทำให้เกิดความผิดปกติในการพัฒนาการของตัวอ่อน เช่น พิษของโลหะหนักต่าง ๆ พวก ปรอท สังกะสี และตะกั่ว ซึ่งบางครั้งก็ปนเปื้อนมากับน้ำที่ใช้เลี้ยงจระเข้ได้เช่นกัน

5. การบาดเจ็บกระทบกระเทือน
จระเข้เป็นสัตว์ที่มีความต้องการดินแดนหรืออาณาเขตเป็นของตัวเอง โดยจะมีการปกป้องหวงแหนมากน้อยขึ้นอยู่กับพันธุ์ ฉะนั้นปัญหาการกัดกัน แก่งแย่งกันจึงมักเกิดขึ้นและรุนแรงถึงตายเสมอ ยิ่งถ้าเลี้ยงกันในที่คับแคบและมีประชากรหนาแน่นมากเกินไป ทางแก้ไข จะต้องให้มีสัดส่วนจำนวนจระเข้ต่อพื้นที่ ลักษณะบ่อ การตกแต่ง แบ่งสันปันส่วนในบ่อเลี้ยง ฯลฯ

โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ หรือโรคที่เกิดจากเชื้อโรค (infectious diseases)
โดยเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคในจระเข้นั้นมีหลายชนิด ตั้งแต่ ไวรัส แบคทีเรีย พยาธิต่าง ๆ
โรคติดเชื้อเกิดได้จากสาเหตุดังต่อไปนี้

1.โรคติดเชื้อไวรัส (Viral infection) ไวรัสที่พบว่าสามารถทำให้เกิดโรคในจระเข้เท่าที่พบในเมืองไทย คือ ไวรัสตับอักเสบ (viral hepatitis and enteritis) พบว่าเกิดในลูกจระเข้ที่ฟักออกมาไม่นานนัก ทำให้ป่วยหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการภายนอกมีจุดสีชมพูบนผิวตัว อาการภายในตับจะขยายใหญ่บวม สีซีดจาง ลำไส้บวม มีเลือดคั่งของเหลวในลำไส้สะสมเป็นจำนวนมาก พร้อมกับมีเลือดปน อุจจาระสีซีดเหลว โดยมากเป็นผนังลำไส้ที่ลอกหลุดปะปนออกมา การเกิดโรคนี้พบบ่อยครั้งในขณะที่มีอากาศเย็น ทั้งนี้ย่อมเป็นเหตุโน้มนำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลูกจระเข้ลดลง เชื้อไวรัสจึงแพร่ระบาดได้ง่าย หลังจากนั้นหากมีการติดเชื้อจากแบคทีเรียแทรกซ้อน ก็จะทำให้อาการทรุดลงเร็วขึ้นและตายไป
การป้องกันจึงควรคำนึงถึงการรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสมเสมอ เพื่อจระเข้จะได้มีภูมิคุ้มกันตลอดเวลา และหมั่นรักษาความสะอาด ทำการฆ่าเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอด้วยคลอรีน 2-4 พีพีเอ็ม (2-4 ส่วนในน้ำ 1 ล้านส่วน) หรือด่างทับทิม 10 พีพีเอ็ม ( 10 ส่วนในน้ำ 1 ล้านส่วน ) และผสมยาปฏิชีวนะลงในอาหาร เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

2. โรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย อาการเน้น ๆ ที่พบในจระเข้เลี้ยงในบ่อของเมืองไทยบ่อย ๆ มีดังนี้
ก. อาการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสโลหิตแบบฉับพลัน (acute bacterial septicaemia) สาเหตุเกิดจากเชื้อแอโรโมนาส ไฮโดรฟิลล่า, เชื้อซาลโมเนลล่า เดอร์บี้ การติดเชื้อในลูกจระเข้มักติดโดยผ่านสายสะดือ ทำให้มีอาการจุดเลือดออกบนผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามหน้าท้อง อาจมีอาการโคม่า ไม่รู้สึกตัวหรือตายภายใน 1 - 2 วัน
การป้องกันและรักษา โรคนี้ จะต้องแยกจระเข้ป่วยออกมารักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะตามผลการเพาะเชื้อ เพื่อเป็นการป้องกันการดื้อยาและยังทำให้การรักษาตรงตามเป้าหมาย ในขณะเดียวกันก็ควรรักษาความสะอาดและฆ่าเชื้อในบ่อเลี้ยง เพื่อลดการระบาด
ข. อาการตาอักเสบ (Ophthalmia) สาเหตุเกิดจากเชื้อซูโดโมนาส แอรูจิโรซ่า สเตรปโตคอคคัส โดยมีสาเหตุโน้มนำจากการขาดวิตามินเอ ความสกปรกของสถานที่เลี้ยงและ ความแออัด อาการของโรคมักพบว่า เกิดแพร่กระจายในลูกจระเข้ที่เกิดใหม่และอายุไม่เกินหนึ่งปีเป็นส่วนใหญ่ โดยมีน้ำตาและน้ำเหลืองไหลออกมาตลอดเวลาก่อน จากนั้นของเหลวจะจับกับเปลือกตา ทำให้จระเข้ไม่สามารถลืมตาได้ จำต้องหลับตาทั้งสองข้างตลอดเวลา จนในที่สุดมีแคลเซียมเข้าไปสะสมอยู่ ทำให้เกิดการอักเสบของหนังตาที่กระจกตา แล้วกระจายไปทั่วลูกตา ทำให้มองเห็นว่าจระเข้มีตาบวมปูดออกมาทั้งสองข้าง บ่อยครั้งที่พบว่าหนังตามีรอยแตกแขนงแล้วมีการติดเชื้อ เกิดผิวหนังอักเสบตามมาอีกด้วย ซึ่งบางคราวจะลามไปถึงหัว ลูกจระเข้ที่ป่วยไม่กินอาหารและไม่ลงน้ำ ทำให้แสดงอาการขาดน้ำ ขาดอาหาร ผอม และอาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อนในระบบอื่น ทำให้ตายในที่สุด
การป้องกันและรักษา จะต้องแยกตัวป่วยออกมารักษา ล้างตาด้วยน้ำยาบอริค ป้ายตาด้วยยาคลอแรมเฟนิคอลชนิดเข้าน้ำมัน และฉีดคลอแรม 25 % ขนาด 10 มิลลิกรัม เข้าใต้ผิวหนังเปลือกตา ส่วนสถานที่เลี้ยงต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำให้สะอาด และอาหารต้องไม่ขาดวิตามินเอ
ค. อาการปอดบวม (Pneumonitis) มีสาเหตุจากเชื้อซูโดโมนาส, อี.โคไล, โปรเตียส ทำให้จระเข้มีอาการอ้าปากหายใจ ซึม เบื่อจนไม่กินอาหาร นอนผึ่งแดดตลอดเวลา และตายโดยไม่แสดงอาการเด่นชัด การป้องกันและรักษา ใช้หลักการเดียวกับการรักษาการติดเชื้อในการแสโลหิตแบบเฉียบพลัน ในกรณีของลูกจระเข้อาจเพิ่มอุณหภูมิภายนอกให้สูงขึ้นอีก 2 - 3 องศาเซลเซียส เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายเพิ่มขึ้น ยาที่ใช้ควรใช้วิธีฉีดจะได้ผลรวดเร็วและสะดวกกว่าวิธีอื่น แต่ต้องทำอย่างนุ่มนวล เพื่อไม่ให้สัตว์เกิดความเครียด

3. การติดเชื้อรา การเลี้ยงจระเข้ถ้าขาดการจัดการที่ดี สภาพบ่อสกปรก จะเป็นที่หมักหมมของเชื้อรา ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามร่างกายของจระเข้ได้ ที่พบว่ามีปัญหาบ้างคือ โรคผิวหนังอักเสบเนื่องจากเชื้อรา หรือการติดเชื้อราจากผิวหนัง (Mycotic Bermatitis) ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อ ฟิวซาเรียม (Fusarium) ทำให้จระเข้แสดงอาการเกิดจุดขาวบนผิวหนังโดยทั่วไป หากทิ้งไว้จะขยายใหญ่ เปลี่ยนสภาพเป็นแผลหลุดปกคลุมด้วยเนื้อเยื่อที่ตายแล้วสีน้ำตาล บางครั้งอาจพบฝ้าขาวบนลิ้นหรือเพดานช่องปาก ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อตัวอื่น เช่น แอสเปอร์จิลลัส ได้
การรักษา อาจให้ยากินจำพวกนิสตาติน หรือคีโตโคนาโซล ร่วมกับการทายาฆ่าเชื้อราบนผิวหนัง เช่น มิโคนาโซล และอาบน้ำที่มีด่างทับทิมในอัตรา 10 ล้านส่วนในน้ำ 1 ล้านส่วน (10 ppm)

4. การติดเชื้อพยาธิ
ก. พยาธิภายใน (Internal parasite) ที่พบในจระเข้ตามฟาร์มเลี้ยงในประเทศไทย คือ พยาธิในปอด มีชื่อว่า เพ็นตาสโตมิดา (Pemtastomida) โดยจะพบตัวแก่อยู่ในปอดหรือทางเดินหายใจบริเวณอื่น ๆ ไข่พยาธิชนิดนี้จะอยู่ในน้ำลายหรืออุจราระของแมลง หรือพวกหนู จะเป็นตัวนำโรคนี้ไปสู่จระเข้ตัวอื่น ๆ ทำให้จระเข้อ่อนแอลง เพราะพยาธิดูดเลือดจากเส้นเลือดฝอยของปอด มีพยาธิบางส่วนไชชอนไปมาทำให้เลือดออกมากขึ้น และเกิดติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน อาการที่แสดงออกของจระเข้อาจไม่เด่นชัด อาจสังเกตเห็นเพียงแต่จระเข้ที่มีพยาธิผอมลงทุกวัน แล้วตายไปเอง เมื่อผ่าซากจึงพบตัวพยาธิดังกล่าว มีลำตัวสีขาวเป็นปล้อง ๆ อยู่ในปอด
การป้องกันและรักษา ทำได้โดยใช้ยากำจัดพยาธิชนิดฉีดคือ ไอโวเม็คติน (ivomectin) ฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อด้วยขนาด 200 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมครั้งเดียว และหมั่นตรวจอุจจาระจระเข้อย่างน้อยเดือนละครั้ง ยาที่ให้ผลในการรักษาอีกอย่างคือ ซัลฟาคลอโรไพราซีล 30 % ผสมคลุกเคล้าในอาหาร ด้วยขนาดยา 1.5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม กินติดต่อกัน 3 วัน หรือทำเป็นสารละลาย 3 % ป้อนผ่านท่อกระเพาะจระเข้ด้วยขนาด 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมวันละครั้งติดต่อกัน 3 วัน
ข. พยาธิภายนอก (External parasites) พยาธิภายนอกที่สำคัญกับจระเข้มีเพียงตัวเดียวเท่านั้นคือ ปลิงควาย โดยอาศัยอยู่ในปากของจระเข้ โดยดูดเลือดจากเหงือก ลิ้น ซอกฟัน เพดาน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทำให้เกิดอันตรายจากจระเข้ใหญ่ ๆ มากนัก ตามธรรมชาติแล้วนกเอี้ยงหรือนกกินแมลงบางชนิดมักเป็นผู้ช่วยกำจัดปลิงควายเหล่านี้ในขณะที่จระเข้นอนอ้าปากผึ่งแดด ส่วนการกำจัดปลิงควายที่มีในจระเข้เลี้ยง สามารถกระทำได้โดยใช้ปูนขาวละลายน้ำในบ่อจระเข้ ซึ่งนับเป็นวิธีง่าย ถูก และได้ผลดีที่สุด

การทำเครื่องหมายระบุตัวจระเข้
เนื่องจากจระเข้มีรูปร่างลักษณะที่ใกล้เคียงกันมาก ทำให้มิอาจบ่งบอกว่าตัวใดเป็นตัวใดอย่างเด่นชัดและแน่นอน ผู้เลี้ยงจึงจำเป็นต้องหาวิธีการที่เหมาะสมมาใช้เพื่อบ่งบอกหรือชี้ชัดให้ทราบและแยกแยะจระเข้แต่ละตัวออกจากกันอย่างแม่นยำ ถูกต้องที่สุดและทำการปลอมแปลงให้ได้ยากที่สุด
ประโยชน์จากการทำเครื่องหมาย
1. ใช้ในการจัดการผสมพันธุ์ ทำให้รู้ว่าลูกตัวใดเกิดจากพ่อแม่พันธุ์ตัวไหน ป้องกันการผสมในสายเลือดเดียวกัน ทำให้สามารถกำจัดพ่อแม่พันธุ์ที่มีพันธุกรรมบกพร่องออกไปซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการคัดเลือกสายพันธุ์ด้วย
2. ป้องกันและปราบปรามการลักขโมยจระเข้ได้ เพราะหากจระเข้ทุกตัวมีเบอร์หรือเครื่องหมายประจำตัวแล้วจะเป็นหลักฐานยืนยันทางกฎหมายได้
3. ใช้ในการขึ้นทะเบียนของจระเเข้แต่ละฟาร์มกับหน่วยงานที่ควบคุมกิจการเพาะเลี้ยงและขายจระเข้ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือของเอกชนทำให้เกิดความเชื่อถือขึ้นว่าตั้งใจจริงที่จะทำการเลี้ยงจระเข้เชิงพานิชย์มิใช่ล่าเอาจากธรรมชาติ

วิธีการทำสัญลักษณ์
1. การตัดเกล็ดหาง
กระทำโดยตัดเกล็ดที่มีอยู่ 2 ข้างด้านบนของหางจระเข้ มักใช้กับลูกจระเข้ที่เกิดใหม่ เพราะทำได้ง่ายเพียงใช้กรรไกรปลายโค้งตัดเกล็ดก็ขาดแล้ว
ข้อดี - ทำง่าย ประหยัด รวดเร็ว ดูชัด
ข้อเสีย - ทำได้เฉพาะกับลูกจระเข้ เพราะจระเข้โตจะตัดเกล็ดลำบากมาก
- สามารถลอกเลียนหรือทำซ้ำกันได้ง่าย
- บางครั้งเกล็ดหางสามารถงอกออกมาตามเดิมหรือใกล้เคียง
2. ตัดนิ้ว
มักตัดนิ้วเท้าออกขณะเป็นลูกจระเข้โดยตัดที่ข้อปลายสุดของแต่ละเท้า แต่วิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมนัก
ข้อดี - รวดเร็ว ประหยัด ง่าย
ข้อเสีย - อาจเกิดติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหรือเลือดไหลไม่หยุด
- ดูลำบาก
- ค่อนข้างทารุณและก่อให้เกิดความเครียด
- ทำได้เฉพาะลูกจระเข้
- จำนวนหมายเลขจำกัดมาก
- ทำซ้ำได้
3. ใช้สีหรือสารเคมีทา
โดยการใช้สีน้ำมันหรือสารเคมี เช่น สารละลายซิลเวอร์ไนเตรท ( SILVER NITRATE ) ทาบนผิวหนัง
ข้อดี - สะดวก รวดเร็ว ประหยัด
ข้อเสีย - หนังเสียบางครั้งลบออกลำบากไม่หมดนัก
- นิยมใช้ชั่วคราว
- ลบเลือนหรือจางไป
- ทำซ้ำได้
4. จำเอกลักษณ์
ใช้การจดจำลักษณะเด่นของแต่ละตัว เช่น หางกุด บาดแผลทำให้เกิดรอยแผลเป็นตามที่ต่างๆ
ข้อดี - ไม่เสียค่าใช้จ่าย เห็นได้ชัดเจน
ข้อเสีย - เหมาะสำหรับการมีจระเข้จำนวนน้อย
- บางครั้งดูได้ลำบาก
- อาจเกิดซ้ำกันหรือลบเลือน
- ไม่น่าชื่อถือและใช้กับจระเข้ปกติไม่ได้
5. การติดเบอร์
โดยการใช้แผ่นพลาสติกแบบเดียวกับที่ใช้ติดเบอร์หูวัวมาเจาะติดกับเกล็ดที่มีอยู่ 2 ข้างด้านบนของหางจระเข้
ข้อดี - เห็นชัดเจน ไม่แพงนัก
ข้อเสีย - สามารถหลุดหรือฉีกขาด
- ทำซ้ำหรือลอกเลียนได้
- ตัวเลขเลือนลางหรือสีจางหายไป
6. การฝังหมายเลขอีเลคทรอนิคส์ หรือฉีดไมโครชิพ
นับเป็นวิธีใหม่แต่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย สุนัข นก สัตว์ทดลอง เป็นต้น โดยการฝังชิ้นส่วนหน่วยความจำรหัสเลขประจำตัว ซึ่งบรรจุในแคปซูลขนาดจิ๋วเข้าไปในกล้ามเนื้อโคนหางด้านซ้ายของจระเข้ซึ่งทำได้โดยฉีดผ่านเข็มฉีดยาเช่นเดียวกับการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ
เมื่อต้องการรู้หมายเลขประจำตัวสัตว์ก็เพียงแต่ใช้เครื่องมือสำหรับอ่านไปทาบตรงตำแหน่งที่ฝังหมายเลขไว้ ตัวเลขหรือรหัสประจำตัวจระเข้นั้นๆ จะปรากฏขึ้นที่จอภาพบนเครื่องอ่าน
ข้อดี - ไม่หลุดหรือหายไปไหน
- ทำเทียมหรือลอกเลียนไม่ได้
- มีความแน่นอนแม่นยำสูง
- เป็นที่เชื่อถือและยอมรับกันทั่วโลก
- ทำง่าย สะดวก และอ่านได้รวดเร็ว
ข้อเสีย - เพิ่มค่าใช้จ่ายขึ้น แต่ถ้าเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับแล้วนับว่าคุ้มมาก
- หากจระเข้อยู่ในระยะห่างมากๆ จะอ่านเลขได้ลำบาก

การครอบครองและจดทะเบียนฟาร์มจระเข้
ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ผู้ที่จะครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองและทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแล สำหรับจระเข้ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดหนึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมประมง ดังนั้นเกษตรกรที่ต้องการครอบครอง ทำ ฟาร์มและค้าขายจระเข้ จำเป็นต้องขออนุญาตจากกรมประมงก่อน โดยติดต่อขอรายละเอียดได้ที่ประมงอำเภอ ประมงจังหวัด หรือกองอนุรักษ์ทรัพยากรประมง กรมประมง เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติต่างๆต่อไป

จระเข้ที่ใช้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ
จระเข้ที่นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นมี 2 ชนิดคือ
1. จระเข้น้ำจืด หรือ จระเข้พันธุ์ไทย
2. จระเข้น้ำเค็ม หรือ จระเข้ตีนเป็ดหรือไอ้เคี่ยม
สำหรับประเทศไทยแล้วนิยมเลี้ยงจระเข้น้ำจืดหรือจระเข้พันธุ์ไทยมากกว่าจระเข้น้ำเค็มทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเหตุผลดังต่อไปนี้
1. พันธุ์จระเข้น้ำจืดหาง่ายกว่าพันธุ์จระเข้น้ำเค็มทั้งนี้เพราะมีฟาร์มที่เลี้ยงขายลูกจระเข้น้ำจืดอยู่หลายแห่ง
2. จระเข้น้ำจืดเลี้ยงให้ลูกเร็วกว่า คือ เริ่มเมื่ออายุ 10-12 ปี ส่วนจระเข้น้ำเค็มจะเริ่มเจริญพันธุ์ในตัวผู้เมื่ออายุ 16 ปี และตัวเมียที่อายุ 10 ปี
3. มีการนำลูกจระเข้น้ำจืดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเลี้ยง จึงนับเป็นอีกแหล่งที่คอยสนับสนุนเรื่องพันธุ์มากขึ้น
4. ผู้คนเชื่อว่าจระเข้น้ำเค็มต้องเลี้ยงด้วยน้ำเค็มเท่านั้นจึงหันมาเลี้ยงพันธุ์น้ำจืดซึ่งหาแหล่งน้ำง่ายกว่า แต่ความเป็นจริงแล้วจระเข้น้ำเค็มสามารถเลี้ยงได้เป็นอย่างดีในน้ำจืด
5. พ่อแม่พันธุ์จระเข้น้ำเค็มมีน้อย ทั้งนี้เพราะในอดีตถูกล่าและส่งหนังออกขายยังต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากตลาดโลกนิยมหนังจระเข้พันธุ์น้ำเค็มมาก


จากเวป nicaonline.com

อึ่งอ่างบ้าน

Share |
อึ่งอ่างบ้าน





อึ่งอ่างบ้าน(ชื่ออื่น: อึ่งยาง)
Painted Burrowing Frog
Kaloula pulchra Gray, 1831
Anura(Salientia)




ลักษณะ :
ขนาดวัดจากปลายปากถึงก้น 58–70 มม. ขนาดให่มาก ลำตัวอ้วนกลม ูไม่มีคอ หัวกว้าง
และปลายปากแหลมไม่มาก ขาและแขนค่อนข้างสั้น มีความยาวไล่เลี่ยกัน นิ้วมือและนิ้วเท้า
ตอนปลายแผ่แบน และตัดตรงทางด้านหน้า ผิวหนังค่อนข้างเรียบ หรือมีปุ่มปมเล็กๆ กระจาย
ทั่วแผ่นหลัง ปุ่มนี้มีจำนวนมากเป็นพิเศษบนขาคู่หลัง ใต้ฝ่าเท้ามีแผ่นแข็งยาวสองแผ่นใช้ใน
การขุดดิน ลำตัวด้านหลังสีออกน้ำตาลคล้ำ หรือน้ำตาลแกมแดง มีลายแถบกว้างสีน้ำตาลอ่อนพาด ตั้งแต่เหนือลูกตาจนถึงโคนขาทั้งสองข้าง ตรงปลายบนสุดแต่ละแถบยังเชื่อมต่อกันระหว่างลูก ตาทั้งสองข้าง ปลายล่างสุดในบางตัวลายแถบจะแตกออกเป็นปื้นๆ แต่ยังอยู่ในแนวเดิม ใต้ ท้องสีออกคล้ำ โดยเฉพาะใต้คางมีสีเกือบดำ บริเวณอื่นๆ เป็นลายตาข่ายสีออกม่วงคล้ำๆ เห็น ไม่ชัดเจนนัก ยกเว้นในบางตัวที่มีขนาดให่มากๆ


เขตแพร่กระจาย : มีเขตแพร่กระจายกว้างขวาง ตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา ตลอดจีนตอนใต้ พม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา ไทย นถึงคาบสมุทรมลายู
ในเขตพื้นที่ป่าสะแกราช สำรวจพบเฉพาะในบริเวณป่าดิบแล้ง และเขตรอยต่อระหว่างป่า
ดิบแล้งกับป่าเต็งรัง บริเวณที่พบมากที่สุดคือ บริเวณโดยรอบสถานีวิจัย ฯ แต่มีปริมาณประชา
กรไม่สูงมาก


ที่อยู่อาศัย : พบใช้ชีวิตอยู่ในป่าดิบแล้งและรอยต่อระหว่างป่าดิบแล้งกับป่าเต็งรัง โดยเฉพาะในบริเวณที่ มีดินร่วนปนทรายและมีแอ่งน้ำขัง สะดวกต่อการวางไข่ บริเวณสถานีตรงจุดใกล้หอประชุม หลวงราช เป็นจุดที่พบชุกชุมที่สุด


อุปนิสัย : ใช้ชีวิตส่วนให่ขุดดินลึกลงไปซ่อนตัวอยู่ เลือกดินที่ชื้นและร่วนซุย นานๆ ึงจะออกมาหากินเมื่อมีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน พบในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือน
กรกฎาคม กระโดดหากินอยู่ตามบริเวณถนน บ้านพัก และโคนเสาไฟฟ้าที่มีหลอดไฟติดใน
เวลากลางคืน กระโดดไปมาได้เพียงใกล้ๆ มักไม่ค่อยชอบกระโดด แต่คลานไปอย่างช้าๆ เวลา
เข้าไปใกล้เหยื่อ เมื่อถูกจับจะพองตัวกลม นผิวหนังตึงแทบจะปริออกมา


สถานภาพ : มีปริมาณค่อนข้างน้อยในบริเวณพื้นที่สะแกราช ในอดีตเคยพบมีประชากรสูงกว่านี้มาก


คางคก

Share |
คางคก




ชื่ออื่นๆ : เข้าเย็น, คางคก, เข้าเห็น (ลำปาง), ยางมอน (เชียงราย), มาตับละกวาย
(เชียงใหม่), หญ้าเมา (เงี้ยว), ผีเสื้อ (โคราช)
ชื่อสามัญ : toad
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bufo americanus
วงศ์ : Bufonideaคางคก


ลักษณะทั่วไป
Class Amhibiaได้แก่ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำมี 4 ขา มี 5 นิ้ว ปลายนิ้วไม่มีเล็บตัวอ่อนอยู่ในน้ำหายใจด้วยเหงือก ตัวเต็มวัยอยู่บนบกหายใจด้วยปอดมีหัวใจ 3 ห้องออกไข่ในน้ำผิวหนังไม่มีเกล็ด ผิวหนังเปียกชื้น มีต่อมเมือกผสมพันธุ์ภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเพื่อการเจริญเติบโตเป็นสัตว์เลือดเย็นเช่น คางคก เขียด อึ่งอ่าง ปาด กบ งูดิน ซาลาแมนเดอร์ลักษณะรูปร่างโดยทั่วไปคล้ายกบ มีสีเทาจนถึงดำ ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ๆอาศัย ผิวหนังด้านหลังขรุขระเป็นตะปุ่มตะป่ำ ด้านท้องเรียบสีขาว มีจุดสีดำเล็กๆกระจายอยู่ทั่วไป มีต่อมพิษอยู่บริเวณผิวหนังใกล้หู สามารถปล่อยยางซึ่งเป็นสารพิษออกมาทำร้ายศัตรูเพื่อป้องกันตัวได้ มีความยาวจากปากถึงก้นประมาณ 10 เซนติเมตร คางคกที่พบในเมืองไทยมีทั้งหมด 4 ชนิด ชนิดที่พบเห็นได้ทั่วไปคือคางคกบ้าน (Bufo melanostictus)

ถิ่นอาศัย
อาศัยอยู่ตามพื้นดิน โพรงไม้ ขอนไม้ ซากใบไม้ที่ทับถม รวมทั้งอาจพบเห็นได้ตามบ้านเรือน

อาหาร
แมลง ปลวก แมลงเม่า และตัวหนอน

การสืบพันธุ์
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายนถึงธันวาคม) ลูกอ๊อดสีดำคล้ำ อยู่รวมกันเป็นกลุ่มตามแอ่งน้ำ

กระท่าง (ซาลาแมนเดอร์)

Share |



กระท่าง (ซาลาแมนเดอร์)






ชื่อสามัญ
Himalayan Newt
ชื่อวิทยาศาสตร์
Tylottriton verrucosus
ขนาด
20-24 cm.




รูปร่าง ลักษณะทั่วไป

มีผิวหนังละเอียด บริเวณหลังมีปุ่มกลมๆเรียงไปตามแนวทั้งสองข้างของลำตัว
ลักษณะลำตัวคล้ายจิ้งจก ยาวประมาณ 13 - 15 เซ็นติเมตร ด้านหลังมีสีน้ำตาลคล้ำ บนปากและปุ่มบนแผ่นหลังมีแต้มสีเหลือง หางสีส้ม ด้านท้องมีสีส้มจนถึงน้ำตาลเหลือง ที่พบในประเทศไทยมีเพียงชนิดเดียว

นิสัย
ชอบหลบซ่อนตัวอยู่ตามใต้ก้อนหิน ท่อนไม้ และกองใบไม้แห้ง

ถิ่นอาศัย
อาศัยตามแหล่งน้ำบนภูเขาสูงๆในภาคเหนือและอีสานตอนบน เช่นที่ดอยสุเทพ ดอยปุย ดอยอินทนนท์ ดอยอ่างขาง ดอยเชียงดาว ในจังหวัดเชียงใหม่ และที่ภูหลวงในจังหวัดเลย อาศัยอยู่ในป่าดิบเขาที่ระดับความสูง 1,200-2,000 เมตร

อาหาร
กินแมงและตัวอ่อนของแมลงเป็นอาหาร ระยะตัวอ่อน(ลูกอ๊อด)จะกินตัวอ่อนหรือลูกอ๊อดกบเป็นอาหารด้วย

การสืบพันธุ์
ผสมพันธุ์ในเดือนกันยายน-ตุลาคม โดยจะมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มตามแหล่งน้ำ แอ่งน้ำนิ่ง วางไข่ติดกับพืชน้ำ ลูกอ๊อดจะมีเหงือกเป็นพู่จำนวน 3 คู่

ลักษณะไข่
เม็ดกลมๆ คล้ายเมล็ดสาคูตามพืชนำ

สถานภาพปัจจุบัน
สัตว์ป่าคุ้มครอง ที่หายากและใกล้สูญพันธ์ไปจากประเทศไทย เนื่องจากการบุกรุกทำลายป่าไม้บริเวณต้นน้ำ ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย รวมทั้งการจับมาเป็นสัตว์ทดลอง
จากเวป วนกรด็อทคอม
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...