วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ปลาชะโด

Share |

ชื่อไทย ชะโด, แมลงภู่, อ้ายป๊อก

ชื่อสามัญ GIANT SNAKE-HEAD FISH

ชื่อวิทยาศาสตร์
Channa micropeltes

ถิ่นอาศัย
ในแม่น้ำ และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

อาหาร สัตว์น้ำต่าง ๆ ขนาด ความยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร

ประโยชน์
ปลาเศรษฐกิจสำคัญ เมื่อปลามีขนาดเล็กใช้เลี้ยงเป็นปลาสวยงามโดยมีชื่อเรียกว่า "ปลาตอร์ปิโด" ส่วนปลาที่มีขนาดใหญ่ใช้บริโภคมีรสชาติดีเยี่ยม

ที่มา www.moohin.com

ปลาอีดูด

Share |

ชื่อไทย ลูกผึ้ง, ผึ้ง, อีดูด

ชื่อสามัญ SIAMESE GYRINOCHELLID

ชื่อวิทยาศาสตร์
Gyrinocheilus aymonieri

ถิ่นอาศัย
ชอบรวมกันเป็นฝูงใหญ่ ๆ ตามชายฝั่งที่มีน้ำไหลและน้ำนิ่ง พบชุกชุมในฤดูฝน มีอยู่ทั่วไปในที่ราบลุ่มภาคกลางแถบจังหวัดภาคเหนือตอนล่างแถบจังหวัด สุโขทัย และภาคกลาง นครสวรรค์ เพชรบุรี และกาญจนบุรี ภาคอีสานพบมาในแม่น้ำโขง และทางปักษ์ใต้พบที่สงขลา

อาหาร
ตะไคร่น้ำ เศษพืช และสัตว์ที่เน่าเปื่อย เป็นอาหาร

ขนาด
มีความยาว 20-26 เซนติเมตร

ประโยชน์
มีในบางท้องถิ่นนำมาปรุงเป็นอาหารและนิยมเลี้ยงรวมกับปลาสวยงามอื่น ๆ เพราะเป็นปลาที่กินตะไคร่น้ำซึ่งเกาะตามกระจกได้ดี ทำให้ตู้ปลาสะอาดอยู่เสมอ



ที่มา www.moohin.com

ปลาหมอตาล

Share |

ชื่อไทย หมอตาล, อีตาล, ใบตาล, วี, จูบ

ชื่อสามัญ TEMMINCK'S KISSING GOURAMI

ชื่อวิทยาศาสตร์ Helostoma temmicki

ถิ่นอาศัย
พบแพร่กระจายอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน่าน มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปบางแห่งเรียกอีตาล บางทีเรียกใบตาลบ้าง หมอตาลบ้าง ทางภาคใต้พบที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวปักษ์ใต้รู้จักกันในนามของวี

อาหาร พันธุ์ไม้น้ำ แมลงน้ำ

ขนาด
ทั่วไปยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ประโยชน์ เนื้อปลาใช้เป็นอาหาร เป็นที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม

ที่มา : กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ปลาสังกะวาดเหลือง

Share |

ชื่อไทย สังกะวาดเหลือง

ชื่อสามัญ SIAMENSIS PANGASIUS

ชื่อวิทยาศาสตร์
Pangasius macronema


ถิ่นอาศัย
อยู่ในแหล่งน้ำไหลเป็นส่วนใหญ่จะพบเห็นได้บ้างตามหนองและบึง แต่มีจำนวนไม่มากนัก มีอยู่ชุกชุมในภาคกลาง บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา


ลักษณะทั่วไป
เป็นปลาที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มประมาณกลุ่มละสิบตัว รูปร่างคล้ายปลาสวาย แต่มีขนาดเล็ก ลำตัวยาวเรียวและมีหนวดยาว โดยเฉพาะหนวดคู่ที่มุมปากปลายหนวดยาวเลยฐานของครีบท้อง ชอบหากินอยู่ตามผิวน้ำ ลำตัวยาวเรียวว่ายน้ำได้รวดเร็วและปราดเปรียว ลำตัวมีสีขาว ด้านสันหลังเป็นสีเทาคล้ำครีบหามีแถบสีดำ ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะภายนอกเหมือนกัน


อาหารธรรมชาติ
ชอบกินซากของพืชและซากของสัตว์ที่เน่าเปื่อย รวมทั้งผลไม้สุกงอมที่เน่าเปื่อย


สถานภาพ (ความสำคัญ)
เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ

ปลาสร้อยขาว

Share |

ชื่อไทย สร้อยขาว สร้อยหัวกลม สร้อย

ชื่อสามัญ
JULLIEN'S MUD CARP

ชื่อวิทยาศาสตร์ Henicorhynchus siamensis

ถิ่นอาศัย มีอยู่ทั่วไปตามแม่น้ำลำคลองและหนองบึงทั่วทุกภาคของประเทศ

ลักษณะทั่วไป ลำตัวยาวเพรียว แบนข้าง ปากมีขนาดเล็ก กึ่งกลางของริมปากล่างมีปุ่มกระดูกยื่นออกมา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของปลาในสกุลนี้ ไม่มีหนวด ตามปกติปลาชนิดนี้จะหากินรวมเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อถึงฤดูฝนปลาจะรวมตัวกันฝูงใหญ่ ๆ เพื่ออพยพออกหนองบึงไปหาที่เหมาะสมในการผสมพันธุ์วางไข่ อันได้แก่บริเวณทุ่งนาและที่ลุ่มซึ่งมีน้ำฝนท่วมขังอยู่ ลูกปลาจะหาอาหารเลี้ยงตัวและเจริญเติบโตอยู่ในแหล่งน้ำเหล่านั้น ครั้นถึงปลายฤดูหนาว น้ำเริ่มแห้งขอดลง ปลาสร้อยก็จะเดินทางออกจากแหล่งหากินลงสู่แม่น้ำลำคลอง และรวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่ ๆ ลอยหัวอยู่ตามผิวน้ำ ในช่วงนี้จะจับปลาสร้อยได้ครั้งละมาก ๆ สาเหตุที่ทำให้ปลาลอยตัวอยู่ตามผิวน้ำนั้น อาจจะเป็นเพราะออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำมีปริมาณค่อนข้างต่ำ ทำให้ปลาต้องขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำ อาการเช่นนี้ ชาวประมง เรียกว่า "ปลาเมาน้ำ"

การสืบพันธุ์ ช่วงฤดูผสมพันธุ์และวางไข่แตกต่างกันไปตามสถานที่และปัจจัยทางสภาพแวดล้อม มีไข่แบบครึ่งลอยครึ่งจม วางไข่บริเวณที่มีกระแสน้ำไหล โดยจะอพยพเป็นฝูงทวนกระแสน้ำไปวางไข่บริเวณลำน้ำหรือต้นน้ำ ขณะที่ปลาผสมพันธุ์จะมีการส่งเสียงร้องซึ่งสามารถได้ยินอย่างชัดเจน

อาหารธรรมชาติ กินพวกพืชน้ำและแมลงน้ำ สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ปลาสวาย

Share |

ชื่อไทย สวาย

ชื่อสามัญ STRIPED CATFISH

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pangasianodon hypophthalmus

ถิ่นอาศัย พบเห็นตามแม่น้ำลำคลอง ในที่ร่มใกล้พืชพรรณไม้น้ำ หรือบริเวณใต้แพกร่ำ หรือใต้กอผักตบชวานับแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปจนถึงจังหวัดนครสวรรค์และในลำน้ำโขง

ลักษณะทั่วไป เป็นปลาน้ำจืดที่ไม่มีเกล็ด ชอบอยู่รวมฝูง อยู่ในสกุลเดียวกับปลาเทโพ มีรูปร่างลักษณะและขนาดตลอดจนถึงความเป็นอยู่คล้ายปลาเทโพ ลำตัวเรียวยาว ด้านข้างมีสัณฐานอวบกลม มีสันหลังค่อนข้างตรง ส่วนหน้าจะลาดลงไปจนถึงบริเวณปาก หน้าทู่ ปากกว้าง มีหนวดสั้น 2 คู่ ลำตัวมีสีนวลขาวบริเวณหลังมีสีหม่นเข้ม บริเวณครีบจะมีสีเหลืองอ่อน แต่ปลายหางครีบหลังและครีบอกจะมีสีค่อนข้างหม่น ปลาสวายขนาดเล็กจะมีแถบสีดำพาดตามลำตัว

การสืบพันธุ์ ปลาสวายจะมีไข่แบบจมติดกับวัตถุ เพาะพันธุ์โดยการฉีดฮอร์โมน หลังฉีดฮอร์โมน 12 ชั่วโมง ทำการผสมเทียม โดยใช้ วิธีแห้งแบบดัดแปลง


อาหารธรรมชาติ กินซากสัตว์และซากพืชที่เน่าเปื่อยรวมทั้งวัชพืช ลูกหอย หนอน ไส้เดือน
สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ

ปลาหมูขาว

Share |

ชื่อไทย หมูขาว

ชื่อสามัญ Yellow - Tail botia

ชื่อวิทยาศาสตร์ Botia modesta

ลักษณะทั่วไป ปลาหมูขาวมีลักษณะลำตัวจากปลายจะงอยปากถึงโคนครีบหางเป็น 2.5 - 2.9 เท่าของความกว้างลำตัว ลำตัวเป็นสีเทาหรือเทาอมเขียว บริเวณด้านหลังสีเข้มกว่าลำตัว ด้านท้องสีอ่อนหรือขาว บริเวณโคนหางมีจุดสีดำ จะงอยปากค่อนข้างยาว ปลายจะงอยปากมีหนวด 2 คู่ และมุมปากมีหนวดอีก 1 คู่ ปากอยู่ปลายสุดและอยู่ในระดับต่ำ ส่วนหัวมีหนามแหลมปลายแยกเป็น 2 แฉก ครีบทุกครีบไม่มีก้าน ครีบแข็ง ครีบหลัง ครีบก้น และครีบหางมีสีเหลืองจนถึงสีส้มหรือแดง เฉพาะครีบหางจะมีสีสดกว่าครีบอื่น ๆ ครีบอกและครีบท้องมีสีเหลืองจาง ครีบหลังมีจำนวนก้านครีบ 9 อัน ครีบก้น 8 อัน ครีบอก 12 - 15 อัน และครีบท้อง 7 - 9 อัน ปลาหมูขาวมีขนาดใหญ่ที่สุดในสกุลปลาหมูที่พบในประเทศไทย เท่าที่เคยพบมีขนาด 23.5 เซนติเมตร แต่ขนาดที่พบโดยทั่วไปมีความยาวเฉลี่ย 10 - 25 เซนติเมตร ลักษณะของลูกปลาหมูขาวขนาดเล็กจะแตกต่างกับปลาชนิดอื่นๆ คือ ส่วนหลังจะโค้งลาดเหมือนพ่อแม่ปลา และบริเวณกลางลำตัวจะมีลักษณะสีดำทอดไปตามความยาวของตัวปลา เมื่ออายุได้ 45 - 60 วัน และแถบสีดำที่พาดขวางลำตัวจะหายไปเมื่อลูกปลาโตขึ้นหรือมีอายุประมาณ 5 เดือน บุญยืนและวัฒนา (2533)

อาหารธรรมชาติ ได้แก่ ตัวอ่อนของแมลงในน้ำ ตัวหนอน สัตว์น้ำขนาดเล็กอื่นๆ และซากสัตว์
สถานภาพ(ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ



จากเว็บ http://www.doae.go.th/pramong/defi/Yellow.htm

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ปลาสลาด

Share |

ชื่อไทย สลาด ฉลาด ตอง หางแพน วาง

ชื่อสามัญ GREY FEATHER BACK

ชื่อวิทยาศาสตร์ Notopterus notopterus

ถิ่นอาศัย พบตามแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึงและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและสะอาด มักอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ๆ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นที่พบ เช่น ภาคเหนือเรียก “หางแพน” แต่ชาวแม่ฮ่องสอนเรียกว่า “ปลาวาง” ภาคอีสานมีชื่อว่า “ปลาตอง”

ลักษณะทั่วไป เป็นปลาน้ำจืดซึ่งมีรูปร่างเหมือนปลากรายแต่มีขนาดเล็กกว่า ลักษณะแตกต่างที่เด่นชัด คือ ปลาสลาดไม่มีจุดสีดำเหนือครีบก้นเหมือนอย่างปลากราย ปลาสลาดมีลำตัวเป็นสีขาวเงินปนเทา ปากกว้างไม่เกินขอบหลังของลูกตา ครีบหลังและครีบอกมีขนาดใกล้เคียงกัน ครีบท้องมีขนาดเล็กมาก ครีบก้นและครีบหางเชื่อมติดกันเป็นแผ่นเดียวกัน

อาหารธรรมชาติ กินลูกกุ้ง ลูกปลาและแมลงน้ำ

สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ



จากเว็บ http://www.doae.go.th/pramong/defi/GREY.htm

ปลาสร้อยเกล็ดถี่

Share |

ชื่อไทย สร้อยเกล็ดถี่ เรียงเกล็ด นางเกล็ด

ชื่อสามัญ WHITELADY CARP

ชื่อวิทยาศาสตร์ Thynnicnthys thynnoides

ถิ่นอาศัย พบมากในแม่น้ำลำคลองและในแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งแม่น้ำทางภาคเหนือของประเทศไทย ชอบรวมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณกลุ่มละ 8 - 10 ตัว

ลักษณะทั่วไป ลำตัวยาวเรียว รูปร่างคล้ายกับปลาลิ่น เกล็ดมีขนาดเล็ก บางและหลุดง่าย สีของเกล็ดมีสีขาวเงิน เป็นประกายเมื่อถูกแสงสว่าง เพศผู้และเพศเมียมีลักษณะเหมือนกัน

อาหารธรรมชาติ ชอบกินแมลงน้ำ ตะไคร่น้ำ และตัวอ่อนของแมลงน้ำ
สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ


จากเว็บ http://www.doae.go.th/pramong/defi/WHITELADY.htm

ปลาเนื้ออ่อน

Share |

ชื่อไทย เนื้ออ่อน แดง นาง

ชื่อสามัญ WHISKER SHEATFISH

ชื่อวิทยาศาสตร์ Micronema bleekeri

ถิ่นอาศัย
มีอยู่ชุกชุมตลอดลำน้ำเจ้าพระยา ปากน้ำโพ แม่น้ำป่าสัก ในแม่น้ำโขงก็พบชุกชุม จับได้มากในฤดูน้ำลดช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม และภาคใต้พบในแม่น้ำตาปีใกล้บ้านดอน มักชอบอยู่ในบริเวณน้ำลึก ๆ

ลักษณะทั่วไป เป็นปลาน้ำจืดที่อยู่ในวงศ์ปลาเนื้ออ่อน ไม่มีเกล็ด รูปร่างด้านข้างแบนมาก ลำตัวยาวเรียว ท่อนหางโค้งงอเล็กน้อย แต่ตอนหัวกว้าง มีหนวด 4 เส้น ไม่มีครีบหลัง ส่วนครีบไขมันก็ไม่มีเช่นกัน ครีบก้นยาวมีก้านครีบอ่อนประมาณ 80 ก้าน

อาหารธรรมชาติ กินลูกกุ้ง หนอน แมลงและจุลินทรีย์ขนาดเล็ก
สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ


จากเว็บ http://www.doae.go.th/pramong/defi/WHISKER.htm

ปลาเทโพ

Share |

ชื่อไทย เทโพ หูหมาด

ชื่อสามัญ BLACK EAR CATFISH

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pangasius larnaudii

ถิ่นอาศัย แต่เดิมมีชุกชุมในลำน้ำเจ้าพระยา ในปัจจุบันมีจำนวนลดน้อยลง ในภาคอีสานพบในแม่น้ำโขง ชาวบ้านเรียก ปลาหูหมาด

ลักษณะทั่วไป เป็นปลาไม่มีเกล็ดขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายกับปลาสวาย เพราะเป็นปลาในสกุลเดียวกันมีหัวโตหน้าสั้นทู่กว่าปลาสวาย ลำตัวยาวและด้านข้างแบน นัยน์ตาค่อนข้างโตและอยู่เหนือมุมปาก ปากกว้าง มีฟันซี่เล็กแหลมคมอยู่บนขากรรไกรทั้งสองข้าง มีหนวดเล็กและสั้นอยู่ที่ริมปากบนและมุมปากแห่งละหนึ่งคู่ กระโดงหลังสูงและมีก้านเดี่ยวอันแรกเป็นหนามแข็ง ครีบหูมีเงี่ยงแหลมแข็งข้างละอัน มีครีบไขมันอยู่ใกล้กับโคนครีบหาง ครีบหางมีขนาดใหญ่ปลายเป็นแฉกลึก ลำตัวบริเวณหลังมีสีดำคล้ำหรือสีน้ำเงินปนเทา หัวสีเขียวอ่อน ท้องสีขาวเงิน มีจุดสีดำขนาดใหญ่เหนือครีบหู

อาหารธรรมชาติ กินสัตว์น้ำที่ขนาดเล็กกว่าและซากของสัตว์

สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ


จากเว็บ http://www.doae.go.th/pramong/defi/BLACKEAR.htm

ปลากราย

Share |

ชื่อไทย กราย หางแพน ตองกราย

ชื่อสามัญ SPOTTED FEATHERBACK

ชื่อวิทยาศาสตร์ Chitala ornata

ถิ่นอาศัย อาศัยในบริเวณที่มีกิ่งไม้ใต้น้ำหรือพรรณพืชน้ำค่อนข้างหนาแน่น อยู่เป็นฝูงเล็ก พบทั่วไปตามแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึงขนาดใหญ่ ตั้งแต่แม่น้ำแม่กลองจนถึงแม่น้ำโขง ภาคเหนือเรียกว่าปลาหางแพน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่าปลาตองกราย

ลักษณะทั่วไป เป็นปลาน้ำจืดที่มีรูปร่างแปลกกว่าปลาอื่น คือ ลำตัวด้านข้างแบนมาก ท้องแบนเป็นสันมีหนามแหลมแข็งฝังอยู่เป็นคู่ ๆ จำนวนหลายคู่ จะงอยปากสั้นทู่ นัยน์ตาเล็ก ปากกว้างมาก มุมปากอยู่เลยขอบหลังลูกตา ในตัวเต็มวัยส่วนหน้าผากจะหักโค้ง ส่วนหลังจึงโก่งสูง มีฟันเล็กและแหลมอยู่บนขากรรไกรทั้งสองข้าง ในวัยอ่อนมีสีเป็นลายเสือคล้ายปลาสลาด แต่จะเปลี่ยนเป็นสีเทาเงิน และมีจุดดวงสีดำขอบสีขาวเรียงเป็นแถวที่ฐานครีบก้น จำนวน 3-200 จุด ปลากรายชอบผุดขึ้นมาทำเสียงที่ผิวน้ำแล้วม้วนตัวกลับให้เห็นข้างสีเงินขาว

อาหารธรรมชาติ แมลงน้ำ ลูกกุ้ง ปลาผิวน้ำตัวเล็ก ๆ เช่น กระทุงเหว เสือ ซิว และสร้อย
สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ



จากเว็บ http://www.doae.go.th/pramong/defi/SPOTTED.htm

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ปลวก

Share |


ปลวก เป็นแมลงชนิดหนึ่งมีชีวิตอยู่รวมกันเป็นหมู่ นับเป็นศัตรูสำคัญต่อ เศรษฐกิจของทั้งประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำความเสียหายโดยการทำลาย อาคารบ้านเรือน สิ่งก่อสร้าง เครื่องเรือน กระดาษ และวัสดุสิ่งของที่ทำ จากฝ้าย เป็นต้น ในโลกปัจจุบันนี้มีการพบปลวกมากกว่า สองพันชนิด ในประเทศแถบ ร้อนจะมีปลวกชุกชุมที่สุด ปลวกแต่ละชนิดมีความเป็นอยู่และความต้องการ อาหารแตกต่างกันไป ความแตกต่างนี้จะเชื่อมโยงไปถึงวิธีป้องกันและกำจัดด้วย

ประเภทของปลวก
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
- ปลวกที่อาศัยอยู่ในดิน
- ปลวกที่ไม่อาศัยอยู่ในดิน

1. ปลวกใต้ดินจำแนกเป็น 3 พวก

ปลวกใต้ดิน - พวกนี้จะอาศัยอยู่ในดินเกือบตลอดอายุของมันแม้ว่าจะออกจากผิวดินไปแล้ว ก็ยังมีการติดต่อกับพื้นดินอยู่ โดยการทำอุโมงค์ ทางเดินด้วยดินไปสู่แหล่งอาหารต่างๆ ที่อยู่เหนือดิน นอกจากนี้อุโมงค์ทางเดินยังเป็นเครื่องป้องกันอันตรายจากศัตรู เช่น มด

ปลวกที่อยู่ตามจอมปลวก - เป็นปลวกที่สร้างรังหรืออาณาจักรขนาดใหญ่อยู่บนพื้นดินโดยใช้เม็ดดินเล็กๆ สร้างขึ้นเป็นเนินสูงใหญ่เรียกว่า จอมปลวก จะพบเห็นทั่วไปทุกภาคของประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในทวีป เอเชีย และออสเตรเลีย

ปลวกที่อยู่ตามรังขนาดเล็ก - รังของปลวกชนิดนี้ เกิดจากมูลของปลวกผสมกับเศษไม้เล็กๆ และสร้างเป็นรังที่มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไป อาจจะอยู่ในดิน บนพื้นดิน เช่น ตามต้นไม้ เสาไฟ หรืออาคารบ้านเรือน

2. ปลวกที่อาศัยอยู่ในเนื้อไม้ จำแนกเป็น 2 พวกใหญ่

ปลวกไม้แห้ง - เป็นพวกที่มีอาณาจักรหรือรังเล็กกว่าปลวกใต้ดิน อาศัยอยู่ในเนื้อไม้ และจะไม่ลงไปในดิน ปลวกชนิดนี้ต้องการความชื้นในไม้ แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นและเป็นพวกที่ทำความเสียหายร้ายแรงต่ออาคารบ้านเรือน และเครื่องเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ

ปลวกไม้ชื้น – อาศัยอยู่ในเนื้อไม้ที่มีความชื้นสูง เช่น เปลือกไม้ ไม้ซุง หรือไม้ที่ผุแล้ว ห้องที่มีความชื้นและเย็น นับว่า เป็นสถานที่เหมาะสม สำหรับปลวกประเภทนี้อาศัยอยู่ ตามปกติแล้ว เป็นปลวกที่ไม่มีอันตรายต่ออาคารบ้านเรือนมากนัก
ความเป็นอยู่ของปลวก

ปลวกเป็นแมลงที่อยู่เป็นหมู่สังคมประกอบด้วย วรรณะต่างๆ 3 วรรณะ และมีหน้าที่แตกต่างกันไป

วรรณะสืบพันธุ์ หรือแมลงเม่า
คือปลวกตัวผู้และตัวเมีย มีปีกและเพศดังแมลงอื่นๆ ทั่วไปตามปกติ ในรังหรืออาณาจักรจะพบปลวกคู่นี้ทำหน้าที่ผสมพันธุ์และสืบพันธุ์ ตัวผู้เรียกว่า ราชาปลวก และตัวเมียเรียกว่าราชินีปลวก ออกไข่เกิดเป็นปลวกชนิดต่างๆ ในรัง นอกจากนี้ปลวกสืบพันธุ์ยังมีหน้าที่กระจายพันธุ์และสร้างอาณาจักรใหม่เกิดขึ้นอีกด้วย ปลวกชนิดนี้มีปีกทั้งตัวผู้ตัวเมีย เรียกว่า แมลงเม่า เมื่อจับคู่ผสมพันธุ์แล้วสลัดปีก และเลือกสถานที่เหมาะสมเพื่อสร้างรัง และเกิดเป็นอาณาจักรใหม่ต่อไป

วรรณะกรรมกร หรือปลวกงาน
เป็นปลวกตัวเล็ก ไม่มีปีก ไม่มีเพศ ไม่มีตาใช้หนวดเป็นอวัยวะรับความรู้สึกคลำทาง ทำหน้าที่เกือบทุกอย่างภายในรัง เช่น หาอาหารมาป้อนราชินี ราชา ตัวอ่อน และทหาร ซึ่งไม่หาอาหารกินเอง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างรัง ทำความสะอาดรัง ดูแลไข่ เพาะเลี้ยงเชื้อราและซ่อมแซมรังที่ถูกทำลาย

วรรณะทหาร
เป็นปลวกที่มีหัวโต สีเข้มและแข็ง มีกรามขนาดใหญ่ ซึ่งดัดแปลงไปเป็นอวัยวะคล้ายคีมที่มีปลายแหลมคม เพื่อใช้ในการต่อสู้กับศัตรูที่มารบกวนสมาชิกภายในรัง ไม่มีปีก ไม่มีตา ไม่มีเพศ บางชนิดจะดัดแปลงส่วนหัวให้ยื่นยาวออกไปเป็นงวง เพื่อกลั่นสารเหนียวปล่อยหรือพ่นไปติดตัวศัตรูทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้หรืออาจทำให้ตายได้

การสร้างอาณาจักร
การสร้างอาณาจักรของปลวกแต่ละชนิดจะมีแบบแผนที่แน่นอน แต่แตกต่างตามพันธุ์ และภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม

การเกิดอาณาจักร
- แมลงเม่ามักจะออกมาให้เราได้พบเห็นในบางโอกาสของปี ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อตัวผู้แล้วตัวเมียจับคู่ผสมพันธุ์ ชนิดปลวกไม้แห้ง ก็จะหารอยแตกแยกของเนื้อไม้ เพื่อสร้างรังใหม่ ชนิดปลวกใต้ดินก็จะหาแหล่งดินในบริเวณใกล้ๆแหล่งอาหาร เช่น บริเวณเศษไม้หรือราก ไม้ในดินเพื่อสร้างรังใหม่

การขยายอาณาจักร
- เมื่อถึงฤดูกาลที่เหมาะสมแมลงเม่าจะบินออกจากรังภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อมและเผ่าพันธุ์จะทำให้ แมลงเม่าออกจากรังต่างวาระกัน ในภูมิอากาศที่ร้อน แมลงเม่าจะออกจากรังช่วงเวลาหลังฤดูฝน แมลงเม่าเหล่านี้ จะบินเข้าอาคารเพื่อรับความอบอุ่นจากแสงไฟ หรือแสงอาทิตย์ และทำความ รำคาญให้กับเรา แมลงเม่าแต่ละคู่เมื่อผสมพันธุ์แล้วจะเลือกสถานที่สร้างรังใหม่ และภายใน 2-3 วัน จะเริ่มวางไข่ครั้งแรกๆ จะมีไข่ไม่กี่ฟอง แต่ต่อไปจะเพิ่มจำนวนไข่มากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดอายุการ เจริญเติบโตของมันไข่จะฟักออกเป็นตัวอ่อนภายใน 30-50 วัน และตัวอ่อนจะเจริญเติบโตอย่าง รวดเร็ว ซึ่งส่วนมากจะเป็นปลวกที่อยู่ในวรรณะปลวกทหาร และปลวกงาน แมลงเม่าคู่แรกที่สร้างรัง จะเจริญเติบโตเป็นราชาปลวกและราชินีปลวก มีอายุยืนยาวและมีจำนวนไข่มากกว่า 30,000 ฟองต่อวัน จำนวนประชากรของปลวกในอาณาจักรหนึ่งๆ มีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ และแหล่งอาหาร
ความเป็นอยู่ของปลวก

วงจรชีวิตของปลวก

- การอาศัยอยู่ในระบบสังคม ขนาดของอาณาจักร จะขยายใหญ่ได้ด้วยความสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร
- ปลวกแต่ละชนิดจะมีหน้าที่เฉพาะและเกี่ยวโยงเป็นระบบการอยู่รวม (ระบบสังคม) การเริ่มอาณาจักรเกิดจากราชาปลวกและราชินีปลวก 1 คู่ ทำการผสมพันธุ์ และเพิ่มประชากรมากขึ้นๆ จากไข่ จะกลายเป็นปลวกตัวอ่อน และเจริญเติบโตเป็นปลวกชนิดต่างๆ เช่น ปลวกสืบพันธุ์สำรอง ปลวกทหาร ปลวกงาน และแมลงเม่า
- ปลวกสืบพันธุ์สำรอง จะทำหน้าที่ออกไข่เพิ่มประชากรในกรณีที่ ราชาปลวก หรือราชินีปลวกได้ตาย
- ปลวกงานทำหน้าที่ดูแลสร้างหรือซ่อมแซมรัง หาอาหาร เพื่อเลี้ยงปลวกชนิดอื่น และทำงานทุกชนิดภายในรัง
- แมลงเม่า คือปลวกสืบพันธุ์ที่อยู่ในรัง เมื่อโตเต็มที่จะบินออกนอกรังเพื่อสร้างอาณาจักรใหม่

แมลงเม่า

Share |

แมลงเม่า (alates) คือปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ที่โตเต็มที่โดยมีปีกยาวเลยลำตัวออกมา เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงฤดูฝน ปลวกหนุ่มสาวที่มีปีกภายในจอมปลวกจะพากันบินออกมาจากรังมารวมหมู่เพื่อเลือกคู่ครอง พอจับคู่กันได้หนึ่งต่อหนึ่ง ก็ชักชวนกันไปหาทำเลอันเหมาะสม จัดการสลัดปีกทิ้งผสมพันธุ์กันแล้วมุดลงสู่พื้นดิน หลังจากนั้นแมลงเม่าสองตัวก็จะกลายสภาพเป็นราชาและราชินีปลวก รานิชีเริ่มต้นขบวนการวางไข่อย่างต่อเนื่องทันทีหลังการผสมพันธุ์ โดยมีราชาคอยผสมพันธุ์ โดยมีราชาคอยผสมพันธุ์ให้เป็นระยะ ๆ นับจากนี้เธอจะกลายเป็นนางพญาปลวก คอยทำหน้าที่วางไข่สร้างประชากรไปตลอดชั่วชีวิต เมื่อเวลาผ่านไปรูปร่างของนางพญาจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ คือ ส่วนท้องจะขยายใหญ่ขึ้นตลอดเวลาเพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนไข่ที่ต้องวางเพิ่ม เมื่ออายุ 10 ปี ขึ้นไปรูปร่างของนางพญาจะมองดูคล้ายหนอนยักษ์ตัวอ้วนพองที่เคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้อีกต่อไป ประมาณกันว่านางพญาปลวกสามารถวางไข่ได้ 14 ฟอง ในทุก 3 วินาที ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนเธอจึงมีลูกจำนวนมหาศาล ประชากรปลวกรุ่นใหม่เหล่านี้เองที่ช่วยกันสร้างอาณาจักรใหม่อย่างแข็งขัน

การสร้างจอมปลวกเริ่มขึ้นโดยเหล่าปลวกงานจะช่วยกันกัดดินและขนดินมาทีละก้อน แล้วใช้น้ำลายเป็นตัวเชื่อมติด พวกมันค่อย ๆ สร้างผนังจอมปลวกแน่นหนาขึ้นทีละน้อยอย่างอดทน โดยมีปลวกทหารคอยทำหน้าที่อารักขาความปลอดภัยให้ ศัตรูสำคัญของปลวกทหารคือมดพันธุ์ต่าง ๆ ที่ชอบเข้ามารุกรานถึงภายในจอมปลวก เมื่อปราศจากการรบกวนปลวกงานจะสร้างห้องหับต่าง ๆ อย่างเป็นระบบเริ่มตั้งแต่ตำหนักของนางพญาที่จะต้องแข็งแกร่งเป็นพิเศษและซ่อนอยู่มิดชิดที่สุดภายในรัง แล้วจึงสร้างห้องเก็บรักษาไข่เพื่อบ่มฟักตัวอ่อน ซึ่งมันจะต้องขนไข่ออกจากตำหนักของนางพญามาจัดเก็บให้เป็นระเบียบอยู่เสมอเสร็จจากนั้นปลวกงานส่วนหนึ่งทำการขุดช่องระบายอากาศเพื่อให้ภายในจอมปลวกเย็นสบายอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งขุดอุโมงค์ใต้ดินสู่ภายนอกเพื่อใช้เป็นเส้นทางในการออกไปหาเสบียงอันได้แก่เศษไม้เป็นหลัก ความจริงปลวกไม่สามารถย่อยไม้ได้เองอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นโปรโตซัวซึ่งอาศัยอยู่ในกระเพาะของมันต่างหากที่ช่วยย่อยเซลลูโลสให้กลายเป็นสารอาหาร ปลวกงานจะนำเชื้อราที่ได้จากการย่อยมาสร้างเป็นสวนเห็ดขึ้นภายในจอมปลวกเพื่อลดภาระในการออกตระเวนหาอาหารจะเห็นว่าปลวกงานมีหน้าที่หนักที่สุดในบรรดาปลวกทั้ง 3 วรรณะ ปลวกงาน จึงมีประชากรมากที่สุด ทั้งนี้นางพญาจะมีฮอร์โมนสังคม (Social Hormone) ควบคุมการวางไข่ให้อัตราส่วนประชากรในวรรณะต่าง ๆ ได้สมดุลอยู่ตลอดเวลา

เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่ทางนางพญาจะผลิตปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง พอถึงฤดูผสมพันธุ์ปลวกจำนวนนี้จะกลายเป็นแมลงเม่าบินอำลาจากจอมปลวกอันเก่าเพื่อเริ่มต้นจับคู่และสร้างอาณาจักรของมันเองขึ้นมาอีกครั้ง

ปลวกมีบทบาทสำคัญในการช่วยย่อยสลายไม้ เศษไม้ และวัตถุอื่น ๆ เพื่อนำแร่ธาตุหมุนเวียนกลับสู่ระบบนิเวศ และเมื่อแปลงร่างเป็นแมลงเม่าก็ยังเป็นอาหารทรงคุณค่าทั้งต่อนกและสัตว์ต่าง ๆ ภายในกองดินหนาทึบมีโลกเล็ก ๆ ที่กำลังทำหน้าที่ของเผ่าพันธุ์อย่างสัตย์ซื่อให้กับนิเวศธรรมชาติ

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แมงป่อง

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Arthropoda
ไฟลัมย่อย Chelicerata
ชั้น Arachnida

อันดับ Scorpiones
C. L. Koch, 1837


แมงป่อง (Scorpion) จัดอยู่ในประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไฟลัมอาร์โธรพอด มีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งมีการค้นพบฟอสซิลของแมงป่องที่มีอายุถึง 440 ล้านปี เช่น Archaeobuthus estephani หรือ Protoischnurus axelrodorum

แมงป่องเป็นสัตว์มีพิษ มีรูปร่างคล้ายปู ลำตัวยาวเป็นปล้อง ๆ ประมาณ 2-10 เซนติเมตร มีก้ามคล้ายก้ามปู 1 คู่ และลำตัวติดกัน มีขาเป็นปล้อง ๆ 4 คู่ติดอยู่ ท้องยาวออกไปเป็นหาง มี 5 ปล้อง ที่ปลายหางมีอวัยวะสำหรับต่อย (stinger) ไม่ชอบแสงสว่าง มักจะหลบซ่อนตัวอยู่ตามสถานที่มืดและชื้น เช่น ใต้ก้อนหิน ใต้กองไม้ ใต้ใบไม้ หรือขุดโพรงหรือรูอยู่ตามป่าละเมาะ และออกหากินในเวลากลางคืน ทั่วโลกมีแมงป่องประมาณ 1,200 ชนิด (species) [1]อยู่ทั้งในเขตทะเลทราย (desert) เขตร้อนชื้น (tropic) หรือแม้แต่แถบชายฝั่งทะเล พบชนิดที่มีพิษร้ายแรง 50 ชนิด [1]บางชนิดมีพิษรุนแรงมาก เช่น แมงป่องในสกุล Centruroides ที่รัฐอริโซน่า สหรัฐอเมริกา บราซิล เม็กซิโก และทะเลทรายซาฮาร่า

ในประเทศไทย มี 11 ชนิด ที่พบบ่อยมากที่สุด คือ แมงป่องในอันดับ Scorpiones (หรือ Scorpionida) วงศ์ Scorpionidae สกุล Heterometrus ได้แก่ H. longimanus และ H. laoticus พบ H. laoticus มากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

พิษ
พิษของแมงป่องมีพิษต่อระบบประสาท (neurotoxin) ส่วนน้อยมีพิษต่อระบบโลหิต (hematotoxin) รอยแผลจะมีลักษณะคล้ายเข็มแทงรูเดียว บางครั้งอาจเป็นรอยไหม้

การใช้ประโยชน์
ชาวจีนนำมาปิ้งหรือย่าง กินแล้วช่วยขับลม ช่วยขับพิษอื่นๆ ทำให้เลือดลมดี และใช้แมงป่องอบแห้ง รักษาโรคหลายชนิด เช่น บาดทะยัก เก๊าท์ หลอดเลือดแดงอักเสบ เป็นต้น ในประเทศไทยใช้ดองเหล้ากิน บรรเทาอาการอัมพาต อัมพฤกษ์



จากเว็บ วิกิพีเดีย

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นกกระจาบทอง

Share |

นกกระจาบทอง / Asian Golden Weav

รูปร่างลักษณะ เป็นนกขนาดเล็ก ตัวผู้ และ ตัว เมีย นอกฤดูผสมพันธุ์ แทบไม่แตกต่างจากจากนกกระจาบธรรมดา ตัวผู้ และ ตัวเมีย นอกฤดูผสมพันธุ์ คือ สีลำตัวโดยทั่วไป เป็น สีน้ำตาล ท้อง เป็นสีน้ำตาล อ่อน แต่ มีข้อแตกต่างที่พอจะใช้จำแนกได้ คือ นกกระจาบทอง นอกฤดูผสมพันธุ์ จะมีสีเหลืองบริเวณข้างคอ ใต้คอ และ อก มากกว่า นอกจากนี้ ยังไม่มีลายที่อก ซึ่งแตกต่างจาก นกกระจาบอกลาย ลักษณะเด่น อีกอย่างหนึ่ง ของ นกกระจาบทอง คือ มีปากหนา อวบใหญ่ แต่สั้น กว่า นกกระจาบอีกสองชนิด , ม่านตาสี น้ำตาล แดง ขา สีชมพูอมน้ำตาล , แต่ที่ยากกว่า คือ การแยกนกตัวผู้และตัวเมีย ในขณะขนนอกฤดู ผสมพันธุ์ เนื่องจาก นกทั้งสองเพศคล้ายกันมาก ให้สังเกตจากนกที่เป็นตัวผู้ จะมีลายที่หลังและ ปีกเป็นสีเหลืองเข้มกว่านกตัวเมียเล็กน้อย และ มักมี แต้ม สีเหลืองบริเวณไหล่ และลำตัวด้านล่าง นอกจากนี้ นกกระจาบทอง จะมีขนเส้นเล็กๆ ประปรายอยู่บริเวณท้ายทอย ในขณะที่ นก กระจาบธรรมดา จะมีลายที่หลังเป็นสีดำ คล้ายลายของ นกกระจอกบ้าน

ในฤดูผสมพันธุ์ นกกระจาบทองตัวผู้ จะมีขนเป็นสีเหลืองทอง ตั้งแต่ กระหม่อม ท้อง ลงไปถึงขนคลุมใต้โคนหาง และ ตั้งแต่หลัง ลงไปถึง ขนคลุมหาง ด้านบน เป็นสีเหลืองทองเช่นกัน , ขนคลุมหู และ ใต้คอ สีดำ นกตัวเมีย ในฤดู ผสมพันธุ์ จะคล้ายนกกระจาบธรรมดาตัวเมีย แต่ จะมีคิ้วสีเหลืองเข้มกว่าเล็กน้อย ลายที่ปีกจะมีขอบขนเป็นสีเหลือง และ ขนคลุมหาง ด้านบน จะเจือ สีเหลืองมากกว่าเล็กน้อย , อก มีแถบสี น้ำตาลเข้มกว่าขนบริเวณท้องโดยรอบ ที่เป็นสีน้ำตาล อ่อน กว่า แต่อย่างไรก็ตาม การสังเกตลักษณะปาก ที่อวบ หนา ช่วยประกอบในการจำแนก ร่วมกับลักษณะอื่นๆได้ดี การที่นกกระจาบทอง และ นกกระจาบอกลาย มีลักษณะ การเลือกที่สร้างรังเหมือนกัน บางครั้ง อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ในฤดูผสมพันธุ์ นกกระจาบทองตัวผู้ จะมีขนเป็นสีเหลืองทอง ตั้งแต่ กระหม่อม ท้อง ลงไปถึงขนคลุมใต้โคนหาง และ ตั้งแต่หลัง ลงไปถึง ขนคลุมหาง ด้านบน เป็นสีเหลืองทองเช่นกัน , ขนคลุมหู และ ใต้คอ สีดำ นกตัวเมีย ในฤดู ผสมพันธุ์ จะคล้ายนกกระจาบธรรมดาตัวเมีย แต่ จะมีคิ้วสีเหลืองเข้มกว่าเล็กน้อย ลายที่ปีกจะมีขอบขนเป็นสีเหลือง และ ขนคลุมหาง ด้านบน จะเจือ สีเหลืองมากกว่าเล็กน้อย , อก มีแถบสี น้ำตาลเข้มกว่าขนบริเวณท้องโดยรอบ ที่เป็นสีน้ำตาล อ่อน กว่า แต่อย่างไรก็ตาม การสังเกตลักษณะปาก ที่อวบ หนา ช่วยประกอบในการจำแนก ร่วมกับลักษณะอื่นๆได้ดี การที่นกกระจาบทอง และ นกกระจาบอกลาย มีลักษณะ การเลือกที่สร้างรังเหมือนกัน บางครั้ง อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน

แหล่งอาศัยหากิน ที่ราบลุ่ม มีน้ำขังแฉะ ทุ่งหญ้า ดงอ้อ ดงกก นาข้าว นอกฤดูเก็บเกี่ยว จะเข้าไปหากินในที่ราบต่ำ ทุ่งโล่ง ที่ใกล้แหล่ง น้ำ อาหาร ได้แก่ เมล็ดธัญพืช เมล็ดหญ้า บางครั้งกิน หนอน แมลง ไข่ และ ตัวอ่อน ของแมลง ที่พบตามพื้นดิน หรือใน กอหญ้า กอพืช

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบัน นกกระจาบทอง เหลือปริมาณน้อยมาก พบเฉพาะในบางพื้นที่ ตามพื้นที่ลุ่ม ภาคกลาง เท่านั้น บริเวณที่เป็น ทุ่งนา ดงกก ดงอ้อ ดงธูปฤษี ตามแนวสองข้าง ถนน สายปทุมธานี - บางไทร บางบังทอง - สุพรรณบุรี วัดตาลเอน , แถบ อ.วังน้อย จ. พระนครศรีอยุธยา , อุทยานแห่งชาติสามหลั่น , ทุ่งนาแถว รังสิต อยุธยา นครนายก สมุทรปราการ นครปฐม สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท แต่แหล่งที่พบสม่ำเสมอ มากที่สุดคือบริเวณบึง บอระ เพ็ด จ.นครสวรรค์ นอกจากนี้ก็พบบ้างประปราย ที่ อ.สามโคก จ. ปทุมธานี และ บางแห่งตามแนวสองข้างถนน ระหว่าง จังหวัด ที่กล่าวมา แต่ทุกแห่งที่กล่าวมา พบในจำนวนน้อยมาก . ปัจจุบัน นกกระจาบทอง ของประเทศไทย อยู่ในภาวะถูกคุกคาม จนใกล้สูญพันธุ์


ข้อมูล จาก www.bird-home.com

นกกระจาบ

Share |

เป็นนกขนาดเล็ก ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ดูทั่ว ๆ ไปจะเห็นเป็นสีน้ำตาล หัว หลัง ปีก และหาง เป็นสีน้ำตาล มุมปากถึงข้างคอสีน้ำตาลเข้ม อกและท้องสีน้ำตาลนวล ระยะผสมพันธุ์ตัวผู้ที่โตเต็มวัยขนหัวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด ปากสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ปากสั้น ปลายแหลมและแข็งแรง

นกกระจาบอยู่รวมกันเป็นฝูง ตามท้องทุ่ง ไร่ นา รังสร้างเอง ปราณีต ทนทาน ใช้เวลาสร้างนานหลายวัน มักพบห้อยระย้าอยู่หลายรังตามต้นไม้ต้นเดียวกัน รังนกกระจาบมีความปลอดภัยกว่านกชนิดอื่น กันแดด ฝน ลม ได้ดี และป้องกันภัยจากศัตรูพวกงู หนู และเหยี่ยวได้ดี

นกกระจาบที่พบในไทย มี 3 ชนิด คือ

นกกระจาบเรียบ อกไม่มีลาย พบทั่วทุกภาค และมีจำนวนมากกว่าชนิดอื่น

นกกระจาบอกลาย อกมีลายจุดสีน้ำตาล พบในภาคกลาง และภาคเหนือ

นกกระจาบทอง ในฤดูผสมพันธุ์ขนที่คอตัวผู้จะเป็นสีเหลืองสด พบเฉพาะภาคกลาง

กุ้งฝอย

Share |

กุ้งฝอยเป็นกุ้งน้ำจืดขนาดเล็ก

วงศ์ Palaemonidae

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobachium lanchesteri De Man Lanchester ตั้งชื่อว่า Palaemon paucideno จนกระทั่ง De Man ได้ศึกษาลักษณะและเรียกว่า Palaemon (Eupalaemon) lanchesteri ต่อมา Holithius (1950) ได้ทบทวน ลักษณะ อนุกรมวิธานแล้วให้ชื่อว่า Palaemon lanchesteri ลักษณะรูปร่างมีลำตัวใส เปลือกหุ้มตัวบาง ขนาดความยาวกุ้งฝอยอยู่ระหว่าง 15–54 มิลลิเมตร ขาคู่ที่สองของเพศผู้เรียบ ด้านในนิ้วหนีบมีหยักเล็ก 2 หยักอยู่ชิดทางต้นโคนนิ้ว กรีสั้นกว่าแผ่นหนวดของหนวดคู่ที่สอง (scaphocerite) เล็กน้อย มีรอยหยักข้างบน + 5–9 หยัก และมีรอยหยักข้างล่าง 2–4 หยัก หลังวงขอบตามีหยัก 3 หยัก

กุ้งฝอยพบได้ทั่วไปตามแม่น้ำและคลองต่างๆ ในประเทศไทย มักซ่อนตัวอยู่ตามใต้ก้อนหินระหว่างพันธุ์ไม้น้ำต่างๆ ตามปกติจะพบกุ้งฝอยอยู่ในน้ำลึก ไม่เกิน 1 เมตร ในบริเวณที่มีพวกอินทรียสารทับถมกันมากๆ ปริมาณกุ้งฝอยที่พบในรอบปีหนึ่งจะมีมากตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกุมภาพันธ์และจะมี มากที่สุดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม

กุ้งฝอยนับเป็นกุ้งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง สามารถที่จะซื้อมารับประทานได้ในราคาถูกกว่ากุ้งชนิดอื่นๆ และมีคุณค่าทางอาหารสูง ส่วนประกอบทางเคมีของกุ้งฝอย คือให้ความร้อน 75 แคลอรีต่อน้ำหนัก 100 กรัม ความชื้น 79.4% ไขมัน 0.88–1.2% โปรตีน 15.46–15.8% เถ้า 3.02% คาร์โบไฮเดรต 1% นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กส่วน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี ไม่พบ

จุลินทรีย์ที่พบในกุ้งส่วนมากเป็นพวก psychrophile (ชอบเจริญที่อุณหภูมิต่ำ) และ mesophile (ชอบเจริญที่อุณหภูมิ 10–40 ํ ซ.) ซึ่งเป็นแบคทีเรียในน้ำ และอาจติดตัวกุ้งมาได้แก่ Pseudomonas, Achromobacter และ Alcaligenes ในกุ้งสดพบว่ามีจำนวนแบคทีเรีย 1.3 x 106 ถึง 3.0 x 106 โคโลนีต่อน้ำหนักกุ้ง 1 กรัม แบคทีเรียที่พบมี Acinetobacter, Moraxella, Flavobacterium, Pseudomonas, แบคทีเรียรูปกลมแกรมบวก และ Bacillus sp. ไม่พบยีสต์ นอกจากนี้ยังตรวจพบ Coryneform, Micrococcus และ Lactobacillus sp. อีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กั้ง

Share |

กั้งตั๊กแตนเป็นสัตว์ทะเลจำพวกกุ้ง เติบโตโดยการลอกคราบ ชอบอาศัยฝังตัวอยู่ตาม พื้นโคลน และบริเวณปากแม่น้ำ ชนิดที่พบบ่อยและมีขนาดใหญ่ที่สุด คือกั้งตั๊กแตนสีน้ำเงิน ( Silver Mantis Shrimp ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Harpiosquilla raphidea ( Fabricius) จัดอยู่ในวงศ์ Squillidae ลำตัวสีเงิน มีลักษณะลำตัวแบน ด้านบนโค้ง ขาเดินมี 3 คู่ไม่เป็นก้ามหนีบ ระยางค์ของส่วนท้อง ซึ่งมี 5 คู่ จะช่วยในการว่ายน้ำ มีเหงือกใช้หายใจเหมือนกุ้งทั่วๆไป ความยาวตั้งแต่หัวถึงหางเฉลี่ย 30 เซนติเมตร มีตาใสสีเขียวรูปเมล็ดถั่วเหลือง

การเพาะฟักกั้งตั๊กแตน
เนื่องจากจำนวนผู้จับกั้งตั๊กแตนในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อรวบรวมส่งขายยังตลาดทั้งภายในและนอกประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกปี เป็นเหตุให้ปริมาณกั้งตั๊กแตนในธรรมชาติมีปริมาณลงลดอย่างรวดเร็ว สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงได้ทำโครงการทดลองเพาะฟัก กั้งตั๊กแตนขึ้น เพื่อให้ได้ลูกพันธุ์กั้งตั๊กแตนมาใช้ในการเลี้ยงหรือการทำฟาร์มต่อไปในอนาคต
กั้งตั๊กแตนที่ใช้ทดลองเพาะขยายพันธุ์ เป็นกั้งตั๊กแตนสีน้ำเงิน Harpiosquilla raphidea จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติบริเวณปากแม่น้ำ และบริเวณชายฝั่งในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช วิธี


การเพาะพันธุ์มีขั้นตอนดังนี้

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
พ่อแม่พันธุ์ที่ใช้ในการเพาะพันธุ์ จะคัดมาจากทั้งที่จับขึ้นมาใหม่ๆ และมีสภาพแข็งแรง มีขนาดความยาวไม่ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 180-200 กรัม

การผสมพันธุ์และวางไข่

กั้งตั๊กแตนเพศเมีย จะมีขนาดโตกว่าเพศผู้ และกั้งตัวเมียที่นำมาเพาะพันธุ์ จะเป็นตัวที่เจริญเพศอย่างสมบูรณ์ และได้รับการผสมกับตัวผู้มาแล้ว โดยจะสังเกตได้จาก กระเปาะเก็บ น้ำเชื้อที่มีสีขาวขุ่นตรงบริเวณปล้องอกที่ 6-7-8 ( ด้านท้อง ) เราเรียกกระเปาะเก็บน้ำเชื้อว่า Seminal receptacal เมื่อถึงเวลาไข่แก่เต็มที่ กั้งตัวเมียจะปล่อยไข่ออกมาจากช่องวางไข่ ตรงบริเวณกลางปล้องอกที่ 6 ไข่ที่ถูกปล่อยออกมาก็จะผสมกับน้ำเชื้อของตัวผู้ที่ฝากไว้บริเวณปล้องที่ 6

กั้งตั๊กแตนเพศผู้ โดยทั่วไปจะมีขนาดเล็กกว่ากั้งเพศเมียขนาดเจริญเพศแล้ว จะสังเกตลักษณะเพศได้โดยดูที่โคนขาเดินของปล้องอกที่ 8 จะมีท่อส่งน้ำเชื้อลักษณะคล้ายท่อส่งน้ำเชื้อของกุ้งกุลาดำยื่นออกมา เราเรียกท่อส่งน้ำเชื้อนี้ว่า Chitinous penis หลังจากได้รับการผสมพันธุ์แล้วกั้งตัวเมียจะปล่อยไข่ที่มีสีส้มอ่อน เชื่อมไข่ให้ติดกันเป็นแผ่น แล้วใช้ระยางค์หรือมือจับที่ยื่นออกมาจากบริเวณปากช่วยพัดโบกใกล้ๆเพื่อช่วยให้ไข่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ เป็นเวลาติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ จนกระทั่งไข่ฟักออกเป็นตัวอ่อนระยะแรก
หรืออีกวิธี คือการคัดเลือกเฉพาะแม่พันธุ์กั้งตั๊กแตนที่มีไข่แก่ เนื่องจากกั้งจะจับคู่ผสมพันธุ์กันภายในแบบเดียวกับกุ้งทะเลและปูด้วยเหตุนี้การผสมพันธุ์จึงไม่จำเป็นต้องใช้พ่อแม่พันธุ์อีก เมื่อได้แม่กั้งมาแล้วจะนำมาฆ่าเชื้อเพื่อกำจัดโปรโตซัวที่ติดมาตามธรรมชาติออกเสียก่อน ด้วยการแช่ฟอร์มาลีน 200 พีพีเอ็ม ( หนึ่งในล้านส่วน ) ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จากนั้นนำไปใส่ถังไฟเบอร์ขนาดจุ 2 ตัน ที่ใส่น้ำผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน และกรองด้วยถุงกรองขนาดตาประมาณ -1 ไมครอนเรียบร้อยแล้ว ถังละ 4 - 5 แม่

อาหารของแม่กั้งนั้นให้วันละ 1 มื้อในตอนบ่ายโดยใช้ปลาข้างเหลือง ซึ่งใช้เฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อเท่านั้น ส่วนท้องจะไม่นำมาให้เป็นอาหาร เพราะจะมีไขมันและสิ่งสกปรกอื่นๆ ขณะที่รอการไข่ของแม่กั้ง จะถ่ายน้ำทุกๆ 3 วัน ส่วนอาหารที่เหลือจากการกินจะดูดออกก่อนให้อาหารใหม่ทุกครั้ง และหากพบว่าแม่กั้งไข่แล้วให้เปลี่ยนน้ำและแยกแม่กั้งออกจากไข่ทันที
การวางไข่ของแม่กั้งตักแตนจะวางไข่ในเวลากลางคืน หลังจากนำเข้าที่ฟักได้ประมาณ 5-15 วัน มีบางครั้งที่พบว่ากั้งบางตัววางไข่ในตอนเช้าซึ่งจะสิ้นสุดขบวนการไข่เวลาเย็น

ขั้นตอนการไข่มีดังนี้
+ ขั้นแรก แม่กั้งจะงอตัวเป็นรูปตัวยู พร้อมกับพ่นน้ำลายซึ่งเป็นเมือกเหนียวๆเหลวๆออกมาปกคลุมบริเวณส่วนนอก ซึ่งเป็นจุดที่แม่กั้งจะปล่อยไข่ออกมา มีลักษณะคล้ายลูกโป่ง ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง
+ ขั้นที่ 2 เมื่อปล่อยแผ่นเมือกมาปกคลุมมิดชิดดีแล้ว แม่กั้งจะนอนหงายตะแคงตัวเล็กน้อยประมาณ 15-20 องศา เพื่อฉีดไข่ออกมาภายในถุงเมือกเหลวๆนี้ ใช้เวลาในส่วนนี้ประมาณ 3-5 ชม.
+ ขั้นที่ 3 เมื่อปล่อยไข่ออกมาหมดแล้วแม่กั้งจะพลิกตัวกลับในท่าปกติ พร้อมทั้งจัดระเบียบของไข่ให้เป็นแผ่น โดยเปลี่ยนเป็นเมือกเหลวๆ ให้กลายเป็นวุ้นเหลวๆคล้ายเยลลาติน ใช้เวลาประมาณ 3-5 ชม. ซึ่งยากแก่การเน่าสลาย บางครั้งแม่กั้งอาจจัดแผ่นไข่ให้หนาหรือบางไม่เหมือนกัน แล้วแต่นิสัยของแม่กั้งแต่ละตัว ซึ่งหากไข่ถูกจัดให้ซ้อนกันหลายๆชั้น ( 3-4 ชั้น ) จะเกิดปัญหาตามมาในการฟักตัว แต่ถ้าไข่ถูกจัดให้เป็นชั้นเดียวเสมอกันหมด อัตราการฟักเป็นตัวของแผ่นไข่จะสูงตามไปด้วย เนื่องจากการฟักเป็นตัวของไข่ จะใช้เวลานานประมาณ 1-4 วัน หลังจากตัวแรกเริ่มออกจากไข่

การฟักไข่
เมื่อแยกแม่กั้งตั๊กแตนพร้อมทั้งไข่ที่แม่กั้งตั๊กแตนจะอุ้มไข่ไว้ด้วยระยางค์อกส่วนหน้า ( ตั้งแต่คู่ 1-5 ) ตลอดเวลาไม่ยอมปล่อยมาใส่ในถังสำหรับฟักไข่ โดยใช้ถังกรวยขนาด 200 ลิตร มีตาข่ายพลาสติกขนาด 1 ส่วน 4 นิ้ว ทำเป็นกระชังลอยในถังอีกที นำแม่กั้งพร้อมไข่ไปใส่ใน อวนมุ้งนี้ ซึ่งใช้ระบบน้ำฆ่าเชื้อเช่นกัน ในระหว่างฟักไข่ แม่กั้งจะคอยพัดโบกและปล่อยวางแผ่นไข่ตลอดเวลา ใช้เวลาประมาณ 14 -16 วัน และจะเปลี่ยนน้ำ และให้น้ำระบบไหลผ่านประมาณครึ่งชั่วโมงต่อวัน โดยไม่มีการให้อาหาร พร้อมทั้งใส่สารเคมีป้องกันราลงไปด้วย อุณหภูมิจะควบคุมไว้ที่ 30-31 องศาเซลเซียส เมื่อไข่กั้งเริ่มฟักตัวเป็นแผ่นวุ้นที่เชื่อมติดไข่แต่ละใบไว้จะเริ่มสลายตัว หลุดเป็นแผ่นเล็กๆ ช่วงนี้แม่กั้งไม่สามารถอุ้มไข่ไว้ได้อีกและจะปล่อยไข่ทิ้งทันที เมื่อสังเกตว่า แม่กั้งเริ่มทิ้งไข่ควรแยกแม่กั้งออก มิฉะนั้นแล้วแม่กั้งจะกินไข่ตัวเอง เพราะอด
อาหารมานาน

อุปกรณ์ที่ใช้ฟักไข่ประกอบด้วยกระชัง ถุงกรวย ซึ่งพบว่าการฟักไข่ในถุงกรวยโดยให้ลงแรงช่วยในการสะบัดตัวหลุดของไข่ลูกกั้งตั๊กแตนจะดีกว่า แต่มีปัญหาการติดขอบบนของผิวน้ำ ตายเสียมาก และหากใส่ไข่ลงไปพร้อมกันถุงเดียวจะเกิดการทับถม ทำให้กั้งตัวน้อยที่เกิดใหม่ตาย

การอนุบาลลูกกั้งตั๊กแตน
การอนุบาลลูกกั้งตั๊กแตนที่ออกมาใหม่ มีความยาว 3 มิลลิเมตร ได้รับการอนุบาลในถังอนุบาล ลูกกั้งที่ออกมาจะลอกคราบ 1 ครั้งถึงจะกินอาหาร ซึ่งจะใช้เวลา 3 วัน อาหารที่ให้คือไรน้ำเล็กๆ เมื่อถึงวันที่ 4 จะกินอาร์ทีเมีย จนกระทั่งถึงอายุ 30 วัน ขนาดของอาร์ทีเมียที่ลูกกั้งจับกินจะเริ่มจากขนาดเล็กและใหญ่ขึ้น และบางแห่งมีการอนุบาลลูกกั้งตั๊กแตนเหมือนกับการอนุบาลลูกกุ้งกุลาดำทุกประการ

ปริมาณกั้งที่ตลาดต้องการ
ขณะนี้ตลาดกั้งตั๊กแตนได้ขยายตัวออกไปยังตลาดต่างประเทศแล้ว ประเทศที่สั่งเข้า กั้งตั๊กแตนจากประเทศไทย ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ บางครั้งมีการสั่งจาก ประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นถ้าเราสามารถรวบรวมกั้งได้ตามขนาดที่ตลาดต้องการ ก็จะทำให้ธุรกิจราบรื่น และอาจจะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ

วิธีการลำเลียงขนส่ง
เนื่องจากกั้งเป็นสัตว์น้ำเค็มที่มีรสชาติดี และมีโปรตีนสูง สภาพเนื้อคล้ายปู ส่วนใหญ่ผู้บริโภคมักจะนิยมรับประทานกั้งโดยปรุงเป็นอาหารในขณะที่กั้งยังมีชีวิตอยู่ ถ้ากั้งตายก่อนที่จะปรุงอาหาร เนื้อของกั้งจะเหลวและสลายตัวเป็นน้ำเน่าเสียในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นการลำเลียงกั้งโดยรักษาสภาพให้มีชีวิตอยู่จึงมีความจำเป็นมาก

การลำเลียงขนส่ง
การลำเลียงขนส่งกั้งตักแตนมี 2 วิธีคือ ลำเลียงในสภาพสด และลำเลียงในสภาพแห้ง ดังนี้
+ การลำเลียงในสภาพสด ลำเลียงไปครั้งละ 80-100 กิโลกรัม ถังไฟเบอร์ที่ใช้มีจำนวน 26 ใบ บรรจุน้ำทะเล 60 ลิตร/ถัง ช่วยเพิ่มออกซิเจนด้วยเครื่องเป่าลมและควบคุมอุณหภูมิของน้ำโดยการใช้น้ำแข็งก้อนเล็กๆบรรจุในถุงพลาสติกลอยในถังลำเลียงกั้งตั๊กแตนนั้นเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้ได้ระดับ 20-30 องศาเซลเซียส ขนาดของกั้งตั๊กแตนที่ลำเลียงมีน้ำหนักประมาณ 5-6 ตัว/กิโลกรัม ราคารับซื้อในท้องถิ่น 230-270 บาท / กิโลกรัม และเมื่อถึงกรุงเทพฯได้ในสภาพกั้งมีชีวิตราคา 350 บาท / กิโลกรัม

+ การลำเลียงในสภาพแห้ง โดยใช้ถังโฟมขนาดกว้าง x ยาว xสูง ( 12 x17 x12 นิ้ว ) มีการ ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ประมาณ 20-23 องศาเซลเซียส ด้วยการใช้หญ้าคาสดแช่ในน้ำแข็ง แล้วนำมารองพื้นไว้หนึ่งชั้น แล้วบรรจุกั้งตั๊กแตนลงไป 12-14 ตัว ( ขนสด 6-7 ตัว / กิโลกรัม ) แล้วจึงปูทับด้วยหญ้าคาสดที่แช่น้ำแข็งเตรียมไว้ แล้วจากนั้นก็บรรจุกั้งตั๊กแตนในสภาพมีชีวิตวางเรียบ 12-17 ตัว อีกชั้นหนึ่ง ( ในหนึ่งกล่องโฟม จะมีหญ้าคาสดปูไว้ 3 ชั้น ) ในกล่องใบหนึ่งจะบรรจุกั้งรวมประมาณ 3.5-4.0 กิโลกรัม ผนึกฝากล่องด้วยเทปให้สนิท แล้วเจาะรูตรงกลางฝาลังโฟม อัดออกซิเจนให้เต็ม และปิดรูให้สนิท วิธีนี้ใช้ขนส่งทางเครื่องบินแล้วพักที่กรุงเทพฯ ก่อนบรรจุใหม่เพื่อส่งต่อไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน

วิธีลำเลียงในสภาพแห้งนี้นิยมทำกันในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราชและจ.สตูล

แหล่งรับซื้อกั้งตั๊กแตนในภาคใต้
- อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
- อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี
- อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
- อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
- อำเภอเมือง จังหวัดสตูล
- อำเภอละงู จังหวัดสตูล

ระยะเวลาการขนส่งตั๊กแตนโดยการใช้รถยนต์ลำเลียง จากแหล่งรับซื้อและแหล่งบรรจุ จนถึงมือผู้รับซื้อในจังหวัดกรุงเทพฯ มีดังนี้

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...