วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ครั่ง

Share |

ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Tachardia lacca Kerr. หรือ Laccifer lacca Kerr.
ชื่อสามัญนั้นคือ Lac
วงศ์ Moraceae

แมลงครั่งเป็นเพลี้ยชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นแมลงเบียนของต้นไม้ จึงนับว่าเป็นศัตรูของไม้ที่อาศัย แมลงครั่งจะใช้ปากซึ่งเป็นงวงดูดน้ำเลี้ยงจากต้นไม้ เพื่อใช้เลี้ยงชีวิตและระบายยางครั่งที่มีลักษณะเหนียวสีเหลืองทองออกมากเป็นเกราะหุ้มตัวเพื่อป้องกันอันตรายจากศัตรูต่าง ๆ ยางนี้เมื่อถูกอากาศจะแข็งตัวเรียกว่า "ครั่ง" การเจริญเติบโตของแมลงครั่งจะเจริญเติบโตจากไข่เป็นตัวอ่อน ดักแด้ และตัวแก่ ตามลำดับ

ไข่
มีรูปร่างเป็นรูปไข่ มีสีแดง ขนาดเล็กประมาณ 0.5 มม. มองด้วยตาเปล่าเห็นเป็นจุดสีแดง ไข่แต่ละใบใช้เวลาวางประมาณ 1 นาที โดยครั่งตัวเมียจะหดตัวเข้ามาภายในทำให้เกิดช่องว่างภายในเซลการวางไข่ ไข่จะถูกวางภายในช่องว่าง ซึ่งอาจจะ ถูกฟักเป็นตัวในช่วงว่างนั้น จากนั้นลูกครั่งจะคลานออกมาทางช่องผสมพันธุ์ ไข่จะมีสภาพอยู่ได้นาน 8-20 นาที ก็จะถูกฟัก เป็นตัวอ่อนหรือลูกครั่งออกมา

ตัวอ่อนหรือลูกครั่ง
ลำตัวมีสีแดงเลือดนก ขนาดประมาณ 0.6 มม. ลักษณะรูปไข่ ส่วนหัวมีความกว้างกว่าส่วนท้าย ปากจะเป็นงวงดูด มีตา 2 ตา หนวดสีขาว 2 เส้น ที่ปลายหนวดแต่ละเส้นจะมีขนยาว 2 เส้น มี 6 ขา ลำตัวมี 9 ปล้อง ตรงปลายปล้องสุดท้ายจะมีเส้นผงสีขาวยาว 2 เส้น และปล้องที่อกจะมีกระจุกขนสีขาวข้างลำตัว 2 กระจุก ซึ่งต่อไปจะเจริญเป็นส่วนปีก ในระยะตัวอ่อนจะไม่สามารถแยกเพศผู้ หรือเพศเมีย เนื่องจากมีลักษณะรูปร่างเหมือนกันทั้งตัวผู้และตัวเมีย ลูกครั่งจะออกหาที่ยึดเกาะยึดกิ่งไม้แล้ว จึงดูดกินน้ำเลี้ยง จากพืชเป็นอาหารแล้วจะไม่เคลื่อนย้ายที่อยู่อีกต่อไป ลูกครั่งจะเกาะเรียงตัวกันในพื้นที่ 1 ตารางเซนติเมตร จะมีลูกครั่งประมาณ 220 ตัว และมักจะทำรังที่บริเวณด้านล่างของกิ่งอ่อน ต่อจากนั้นจะขับน้ำเหนียวมาหุ้มตัว แล้วเจริญเติบโตเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ไปเป็นครั่งตัวผู้และครั่งตัวเมีย ซึ่งมีรูปร่างแตกต่างกันในระยะเวลานาน 30 วัน จะเริ่มมองเห็นครั่งเกาะจับกิ่งไม้ขาวโพลน ซึ่งเกิดจากขนขี้ผึ้งสีขาวที่เกาะบนตัวรังครั่งโดยทั่วไปครั่งจำนวน 100 ตัว จะมีอัตราส่วนระหว่างครั่งตัวผู้กับครั่งตัวเมียประมาณ 30 ต่อ 70

ครั่งตัวผู้
จะมีขนาดใหญ่กว่าลูกครั่งเล็กน้อย มีการเจริญออกตามยาว จะเห็นชัดเมื่ออายุครั่ง 40 วัน ลำตัวยาวรี เมื่อครั่งตัวผู้เจริญเต็มที่จะเห็นรังครั่งเป็นสีเหลือง ด้านบนของตัวครั่งมีช่องกลม 1 ช่อง ใช้สำหรับเป็นทางออกของแมลงครั่งตัวผู้ โดยการถอยหลังออกมาจากปลอกดักแด้เพื่อไปผสมพันธุ์กับครั่งตัวเมียซึ่งเกาะแน่นอยู่กับที่
ครั่งตัวผู้เมื่อครั่งอายุ 55 วัน เซลครั่งตัวผู้จะโตเต็มที่ จะมีลำตัวสีแดง ขนาดโตเป็นสองเท่าของลูกครั่ง มีตา 2 ตา หนวดชัดเจน 2 เส้น ครั่งตัวผู้มี 2 ชนิด คือ ตัวผู้มีปีกกับตัวผู้ไม่มีปีก ตัวผู้ที่มีปีกจะสามารถบินไปผสมกับครั่งบนกิ่งไม้ต้นอื่นได้ ส่วนตัวผู้ไม่มีปีกจะคลานไปฟสมกับครั่งตัวเมียที่เกาะกิ่งต้นเดียวกัน ครั่งตัวผู้ไม่มีปีกมันจะออกตัวก่อนครั่งตัวผู้ที่มีปีก
การผสมพันธุ์ ครั่งตัวผู้จะสอดอวัยวะสืบพันธุ์แทงลงไปในช่องผสมพันธุ์ของครั่งตัวเมีย หลังจากผสมแล้ว ครั่งตัวผู้ จะตายไป ครั่งตัวผู้มีอายุนานประมาณ 3 วัน ส่วนครั่งตัวเมียจะเจริญเติบโตขยายตัวต่อไป

ครั่งตัวเมีย
เมื่อครั่งอายุ 30 วัน จะเห็นเซลครั่งตัวเมียมีสีแดงคล้ำมีรูปร่างไม่แน่นอน ลักษณะค่อนข้างกลม ลำตัวมีกระจุกขนสีขาว 3 จุด ที่กระจุกขนจะเห็นเป็นช่อรูกลม 3 ช่อง ด้านบนมี 2 ช่อง ใช้สำหรับเป็นช่องหายใจให้อากาศถ่ายเทเข้าออก และด้านล่างมี 1 ช่อง ใช้เป็นช่องขับถ่ายและใช้ผสมพันธุ์ ส่วนขนสีขาวใช้ป้องกันไม่ให้รูอุดตันและป้องกันฝุ่น
ครั่งตัวเมีย ตัวแก่รูปร่างคล้ายถุงนิ่ม ๆ มีสีแดง ไม่มีขาจึงไมมีการเคลื่อนที่นอกจากผลิตเรซิน จำนวนมากมายแล้วยังขับถ่ายน้ำฟวานออกมาอีกด้วย ซึ่งจะมีมดมากินน้ำหวานบนรังครั่งในช่วงวงจรชีวิต ครั่งระยะนี้นฃมดจะไม่เป็นอันตรายต่อแมลงครั่ง และน้ำหวานนี้เป็นสาเหตุก่อให้เกิดราดำ ดังนั้นต้นไม้ที่มีครั่งเกาะอยู่จะเห็นใบไม้กิ่งไม้มักมีสีดำ เมื่อครั่งอายุได้ 60 วัน ก็จะเจริญเต็มที่พร้อมที่จะผสมพันธุ์กับครั่งตัวผู้ หลังผสมพันธุ์แล้วภายในครั่งตัวเมีย จะประกอบไปด้วยน้ำเหลวสีแดง เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของรังไข่และช่วยป้องกันความร้อนภายในตัวเมื่อครั่งมีอายุ 126 - 140 วัน รังไข่จะเจริญเต็มที่พร้อมที่จะวางไข่และฟักเป็นตัวออกมาทางช่องอวัยวะสืบพันธุ์ครั่งตัวเมียแต่ละตัวสามารถให้ลูกครั่งได้คราวละประมาณ 300 ตัว โดยฟักเป็นตัวอ่อนพร้อมกันแล้วแม่ครั่งจะเหลือเป็นถุงเปล่าแห้งตายไป นอกจากนี้ครั่งตัวเมียยังมีความสามารถในการพิทักษ์ลูกครั่ง โดยการปรับอุณหภูมิในร่างกาย โดยการปล่อยน้ำเรซินออกมาและสามารถควบคุมการออกตัวของลูกครั่งได้บ้าง โดยการเลือกกำหนดการออกตัวของลูกครั่ง หรือบังคับให้ลูกครั่งออกตัวก่อนกำหนด หรือหลังกำหนดได้ จะเห็นว่าครั่งบนไม้กิ่งหนึ่งลูกครั่งจะออกตัวไม่พร้อมกัน ครั่งตัวเมียที่สมบูรณ์ยังสามารถสืบพันธุ์โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ และยังสามารถให้อัตราส่วนครั่งตัวผู้ต่อครั่งตัวเมียเป็นไปตามปกติธรรมชาติ คือ 30 ต่อ 70
การสังเกตครั่งแก่เต็มที่พร้อมจะออกตัวลูกครั่ง ครั่งที่แก่เต็มที่จะสังเกตได้จากภายนอก จะเป็นจุดสีเหลืองบนรังครั่งใกล้ช่องขับถ่าย จุดสีเหลืองนี้จะขยายโตขึ้นทุกวัน ซึ่งเกิดจากครั่งหดตัวเล็กลง ทำให้เกิดช่องว่างภายในเซลระหว่างลำตัวกับผนังรังครั่ง ซึ่งทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เป็นการรักษาความร้อนและอุณหภูมิภายในตัวได้พอเหมาะ และมีช่องว่างนี้จะเป็นที่วางไข่ และฟักเป็นตัวอ่อนออกมาเมื่อเริ่มมีลูกครั่งออกมาครั้งแรกจะเห็นว่าเริ่มมีมดมาคอยปากรูเพื่อคอยกินลูกครั่ง ดังนั้นจุดสีเหลืองนี้จะช่วยการคาดคะเนการออกตัวของลูกครั่งได้บ้าง นอกจากนี้ลักษณะรังครั่งจะมีรอยแตกร้าว รังแห้งเปราะแกะร่อนออกจากกิ่งไม้ได้ง่าย
ระยะการออกตัวของลูกครั่ง ครั่งจากไม้กิ่งหนึ่งจะใช้เวลาในการออกตัวของครั่งนานประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ จึงจะหมดรัง ลูกครั่งในระยะที่ออกตัวใหม่ ๆ นี้จะยังไม่ต้องการอาหารจนกระทั่งมันสามารถหาที่ยึดเกาะจับกิ่งไม้ได้แล้ว ลูกครั่งจึงเริ่มเจาะดูดกินน้ำเลี้ยงพืชเป็นอาหาร ลูกครั่งที่ไม่สามารถหาที่อยู่อาศัยเกาะกิ่งไม้ได้จะตายไปภายใน 2 - 3 วัน มักพบว่าครั่งจะเริ่มมีการออกตัวในตอนเช้า และจะมีการออกตัวมากในเวลากลางวัน

ดำเนินการเลี้ยงครั่ง
การเลี้ยงครั่งเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงนั้น แมลงครั่งจะเกาะทำรังมาก ซึ่งทำให้สามารถกะเทาะครั่งดิบได้มาก และมีคุณภาพจะขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดของต้นไม้ อายุของต้นไม้และอายุของกิ่ง จำนวนครั่งที่ปล่อยพันธุ์ครั่ง ฤดูที่เลี้ยงครั่ง ศัตรูของครั่ง ตลอดจนประสบการณ์ของผู้เลี้ยงเอง ดังนั้น ผู้ที่จะเลี้ยงครั่งควรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

พันธุ์ไม้ที่จะใช้เลี้ยงครั่ง
พันธุ์ไม้ในวงศ์เดียวกัน แม้จะในสกุลเดียวกันหรือพันธุ์ไม้ต่างวงศ์กัน แต่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ไม่สามารถจะเป็นไม้เลี้ยงครั่งได้หมด แต่โดยทั่วไปแล้วไม้พวกวงศ์ตระกูลถั่ว ส่วนมากเป็นไม้เลี้ยงครั่งได้ดี แต่บางชนิดเลี้ยงครั่งไม่ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะคุณสมบัติของน้ำเลี้ยงไม่เหมาะสมในการเลี้ยงครั่ง ซึ่งเกี่ยวกับปฏิกิริยาของน้ำเลี้ยงและความหนาแน่นของน้ำเลี้ยง เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะต้องมีค่าความเป็นกรดด่าง (PH) ของน้ำเลี้ยงอยู่ระหว่าง 5.8 - 6.0 และมีความหนาแน่นของน้ำเลี้ยงประมาณ 0.14 - 0.173 ซึ่งเราพบว่าต้นไม้ที่ใช้เลี้ยงครั่งได้นั้น ได้แก่ จามจุรี (ฉำฉาง หรือก้ามปู) สะแก ปันแก พุทราป่า สีเสียดออสเตรเลีย ไทร มะแฮะนก และมะเดื่ออุทุมพร เป็นต้น
ลักษณะของทรงพุ่มและอายุ
1. ลักษณะทรงพุ่มของต้นไม้ จะต้องมีเรือนยอดแผ่กว้างและโปร่ง เพื่อให้มีการถ่ายเทของอากาศได้ดี ทำให้รังครั่งไม่อับชื้นเมื่อมีฝนตก
2. อายุของกิ่งไม้และต้นไม่กิ่งไม้เลี้ยงครั่ง ควรเป็นกิ่งที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีแมลง อายุของกิ่งไม้แก่หรืออ่อนเกินไป คือ มีกิ่งที่อวบอ่อน เหมาะต่อการที่แมลงครั่งจะใช้วงเจาะดูดน้ำเลี้ยงของต้นไม้ได้ (ตารางที่ 1) ต้นไม้ที่ใช้เลี้ยงครั่งได้ควรมีอายุมากพอที่จะเลี้ยงครั่งได้ เช่น จามจุรี และพุทรา เริ่มใช้เลี้ยงครั่งได้เมื่ออายุ 5 ปี สะแกนา และปันแถเริ่มใช้เลี้ยงครั่งได้เมื่ออายุ 4 ปี เป็นต้น เพราะถ้าเลี้ยงครั่งบนต้นไม้มีขนาดเล็ก และมีครั่งจับทำรังมากเกินไปเมื่อเกิดความแห้งแล้งอาจทำให้ต้นไม้ตายได้

ดำเนินการเลี้ยงครั่ง
การเลี้ยงครั่งเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงนั้น แมลงครั่งจะเกาะทำรังมาก ซึ่งทำให้สามารถกะเทาะครั่งดิบได้มาก และมีคุณภาพจะขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดของต้นไม้ อายุของต้นไม้และอายุของกิ่ง จำนวนครั่งที่ปล่อยพันธุ์ครั่ง ฤดูที่เลี้ยงครั่ง ศัตรูของครั่ง ตลอดจนประสบการณ์ของผู้เลี้ยงเอง ดังนั้น ผู้ที่จะเลี้ยงครั่งควรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้


พันธุ์ไม้ที่จะใช้เลี้ยงครั่ง
พันธุ์ไม้ในวงศ์เดียวกัน แม้จะในสกุลเดียวกันหรือพันธุ์ไม้ต่างวงศ์กัน แต่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ไม่สามารถจะเป็นไม้เลี้ยงครั่งได้หมด แต่โดยทั่วไปแล้วไม้พวกวงศ์ตระกูลถั่ว ส่วนมากเป็นไม้เลี้ยงครั่งได้ดี แต่บางชนิดเลี้ยงครั่งไม่ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะคุณสมบัติของน้ำเลี้ยงไม่เหมาะสมในการเลี้ยงครั่ง ซึ่งเกี่ยวกับปฏิกิริยาของน้ำเลี้ยงและความหนาแน่นของน้ำเลี้ยง เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะต้องมีค่าความเป็นกรดด่าง (PH) ของน้ำเลี้ยงอยู่ระหว่าง 5.8 - 6.0 และมีความหนาแน่นของน้ำเลี้ยงประมาณ 0.14 - 0.173 ซึ่งเราพบว่าต้นไม้ที่ใช้เลี้ยงครั่งได้นั้น ได้แก่ จามจุรี (ฉำฉาง หรือก้ามปู) สะแก ปันแก พุทราป่า สีเสียดออสเตรเลีย ไทร มะแฮะนก และมะเดื่ออุทุมพร เป็นต้น

ลักษณะของทรงพุ่มและอายุ
1. ลักษณะทรงพุ่มของต้นไม้ จะต้องมีเรือนยอดแผ่กว้างและโปร่ง เพื่อให้มีการถ่ายเทของอากาศได้ดี ทำให้รังครั่งไม่อับชื้นเมื่อมีฝนตก
2. อายุของกิ่งไม้และต้นไม่กิ่งไม้เลี้ยงครั่ง ควรเป็นกิ่งที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีแมลง อายุของกิ่งไม้แก่หรืออ่อนเกินไป คือ มีกิ่งที่อวบอ่อน เหมาะต่อการที่แมลงครั่งจะใช้วงเจาะดูดน้ำเลี้ยงของต้นไม้ได้ (ตารางที่ 1) ต้นไม้ที่ใช้เลี้ยงครั่งได้ควรมีอายุมากพอที่จะเลี้ยงครั่งได้ เช่น จามจุรี และพุทรา เริ่มใช้เลี้ยงครั่งได้เมื่ออายุ 5 ปี สะแกนา และปันแถเริ่มใช้เลี้ยงครั่งได้เมื่ออายุ 4 ปี เป็นต้น เพราะถ้าเลี้ยงครั่งบนต้นไม้มีขนาดเล็ก และมีครั่งจับทำรังมากเกินไปเมื่อเกิดความแห้งแล้งอาจทำให้ต้นไม้ตายได้

วิธีเตรียมต้นไม้ก่อนปล่อยครั่งพันธุ์
เพื่อให้แน่ใจว่าหลังจากที่ปล่อยครั่งพันธุ์แล้วแมลงครั่งจะไปจับทำรังตามกิ่งที่แข็งแรงและไม่ถูกมดรบกวน จึงควรปฏิบัติตามขั้นตอนข้างล่างนี้
1. สางกิ่ง เพื่อให้ต้นไม้โปร่งโดยตัดเอากิ่งแห้ง กิ่งผุ และกิ่งที่เป็นโรค หรือไม่สมบูรณ์ออก ถ้ามีเถาวัลย์หรือวัชพืชบนต้นไม้ควรเอาลงด้วย
2. กำจัดมด เพื่อป้องกันมดทำลายตัวอ่อนของครั่งที่จะออกจากรังของครั่งพันธุ์ ถ้ามีมดให้ใช้สารกำจัดมดก่อนปล่อยครั่ง 7 - 15 วัน และใช้เศษผ้าชุบน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วผูกรอบโคนต้นไม้เพื่อป้องกันมดจากพื้นดินขึ้นต้นไม้
3. ทำความสะอาด รอบโคนต้นไม้เพื่อป้องกันมด และสัตว์มีพิษที่อาจทำอันตรายต่อคน
วิธีตัดแต่งกิ่ง
ต้นไม้เลี้ยงครั่งที่ปล่อยให้แตกกิ่งเองตามธรรมชาติจะมีอายุกิ่งแตกต่างกัน ทำให้เลี้ยงครั่งรอบหนึ่ง ๆ ได้ผลตอบแทนต่ำ ดังนั้นตัดแต่งกิ่งจะทำให้ได้กิ่งที่แตกใหม่มีอายุเท่า ๆ กัน และควบคุมเรือนยอดให้แผ่กว้าง และโปร่ง รวมทั้งไม่ต้องการให้ต้นสูง ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการเลี้ยงครั่งและได้ผลตอบแทนสูง จึงควรตัดแต่งกิ่งต้นไม้โดยคำนึงถึงหลักการ ดังนี้

1. ฤดูตัดแต่งกิ่ง โดยทั่วไปนิยมตัดแต่งกิ่งในช่วงฤดูร้อน เพราะต้นไม้มีอัตราการเจริญเติบโตช้า เช่น ถ้าต้องการปล่อยครั่งพันธุ์เดือนธันวาคม ควรตัดแต่งกิ่งประมาณเมษายน เป็นต้น

2. ความสมบูรณ์ของต้นไม้ ต้นไม้ที่จะตัดแต่งกิ่งต้องเป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์และแข็งแรง เมื่อตัดแต่งกิ่งต้องรักษารูปทรงเรือนยอดของต้นไม้ไว้และให้มีที่ว่างพอสำหรับให้กิ่งที่งอกใหม่เจริญเติบโตได้ดี

3. กิ่งขนาดเล็ก ๆ และกิ่งที่ไม่แข็งแรงมีแมลงเจาะและกิ่งแห้งควรตัดทิ้งให้หมด ส่วนกิ่งอื่น ๆ ตัดตามตารางที่ 3 การตัดแต่งกิ่งในปีถัดมาให้ตัดเฉพาะกิ่งที่แตกออกจากกิ่งที่เคยตัดไว้ในครั้งที่แล้วเท่านั้น

ฤดูปล่อยครั่ง
การนำครั่งพันธุไปปล่อยเลี้ยงขยายพันธุ์ตามกิ่งต้นไม้เลี้ยงครั่งในรอบปีหนึ่ง ๆ สามารถปล่อยครั่งเลี้ยงได้ คือ

1. การปล่อยครั่งเลี้ยงในรอบฤดูฝน คือ ในระหว่างเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน แล้วตัดเก็บครั่งลงในเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม

2. การปล่อยครั่งเลี้ยงในรอบฤดูร้อน คือ ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม แล้วตัดเก็บครั่งลงในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน แต่เนื่องจากการเลี้ยงครั่งในฤดูร้อนอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง จึงได้ผลผลิตน้อยไม่คุ้มค่า ผู้เลี้ยงครั่งจึงปล่อยรังครั่งไว้บนต้นไม้ให้ขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติ

ปริมาณครั่งพันธุ์ที่ปล่อย ครั่งพันธุ์ที่ปล่อยควรจะพอดีกับขนาดของเรือนยอดของต้นไม้ ถ้าหากใช้ครั่งพันธุ์ปล่อยมากเกินไป จะไม่มีที่ว่างของกิ่งอวบอ่อนให้ลูกครั่งจับทำรัง อาจทำให้กิ่งไม้ที่ปล่อยครั่งตายได้ โดยทั่วไปแล้วอัตราส่วนของครั่งพันธุ์ ที่มีลักษณะดีขนาดยาว 1 ฟุต จะกระจายได้บนกิ่งไม้ที่ปล่อยครั่งเพาะได้ 12 - 20 ฟุต หรือครั่งพันธุ์ 1 กิโลกรัม จะยาวโดยเฉลี่ยประมาณ 5 - 10 ฟุต ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักที่คำนวณหาปริมาณครั่งพันธุ์ที่จะปล่อยกับไม้ชนิดต่าง ๆ ได้ควรแบ่งต้นไม้แต่ละชนิดเป็น 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ แล้วจึงปล่อยครั่งพันธุ์ คิดเป็นน้ำหนักตามขนาดความโตของไม้ (วัดที่ระดับความสูง 1.30 เมตร)พันธุ์ครั่งที่ใช้
การเลี้ยงครั่งให้ประสบความสำเร็จนั้น พันธุ์ครั่งที่ใช้จะต้องเป็นพันธุ์ครั่งที่ดี ซึ่งเราได้พันธุ์ครั่งจาก

1. การปล่อยครั่งเลี้ยงโดยวิธีแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติ เมื่อตัดเก็บครั่งลงจากต้นไม้ จะเหลือครั่งไว้บนต้นไม้โดยไม่ตัดกิ่งไม้ที่มีครั่งอยู่ลงหมดทุกกิ่งทั่วทุกต้น ครั่งตัวอ่อนก็จะออกไปทำรังใหม่ที่ต้นไม้นั้นต่อไป ซึ่งวิธีนี้ทำให้ต้นไม้ทรุดโทรมและเป็นแหล่งเพาะศัตรูครั่ง ตลอดจนครั่งที่ได้จะมีคุณภาพต่ำ

2. การตัดครั่งทำพันธุ์ การตัดครั่งไปทำการขยายพันธุ์ปีหนึ่งตัด 2 ครั้ง คือ
ครั้งที่ 1 ช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน เป็นการตัดครั่งที่เลี้ยงในฤดูร้อน ครั่งในช่วงนี้ผลผลิตค่อนข้างต่ำ
ครั้งที่ 2 ช่วงเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม เป็นการตัดครั่งที่เลี้ยงในฤดูฝน จะได้ผลผลิตสูง รังครั่งที่ด้ปมหนา และสมบูรณ์

ลักษณะครั่งที่ใช้คัดไปทำพันธุ์ จะต้องเป็นครั่งที่แก่เต็มที่ ครั่งตัวเมียที่สมบูรณ์และมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่ตัดก่อนลูกครั่งออกจากซากรังเก่า ระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน โดยสังเกตจาก
1. ภายนอกของรังครั่ง รังที่ครั่งสร้างหุ้มกิ่งไม้จะต้องหนาเกาะหุ้ม รอบกิ่งหรือเกือบรอบกิ่งและเกาะยาวไปตามกิ่ง ไม่ขาดเป็นตอน ๆ แต่ไม่มีร่องรอยของแมลงศัตรู
2. ภายในรังครั่ง ครั่งพันธุ์ที่ดีนั้นเมื่อบี้รังดูจะพบว่าภายในมีช่องเล็ก ๆ มากมาย คล้ายซี่หวี และมีช่องรังกว้าง ภายในช่องรังกว้าง ภายในช่องรังมีตัวครั่งรูปร่างกลม ซึ่งมีสีแดงอยู่ แสดงว่าครั่งตัวเมียนั้นยังมีชีวิตและสมบูรณ์อยู่ แต่ถ้าบี้รังครั่งแลัวเห็นช่องเล็ก ๆ ภายในรังครั่งแคบและตัวครั่งส่วนใหญ่แห้งตายแสดงว่ารังครั่งนี้ไม่ควรนำไปใช้ทำพันธุ์

การเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ปล่อยครั่งพันธุ์
เนื่องจากครั่งพันธุ์ที่จะนำไปปล่อยบนต้นไม้มีอายุจำกัด ดังนั้น เมื่อตัดครั่งพันธุ์เพื่อย้ายไปแขวนบนต้นไม้ใหม่ควรรีบทำให้เสร็จโดยเร็ว เพราะถ้านำรังครั่งพันธุ์วางกองทิ้งไว้ตัวอ่อนของแมลงครั่งจะคลานออกจากรังและหากิ่งไม้ที่อวบอ่อนเพื่อจับทำรังไม่ได้จะตายไป ดังนั้นจึงควรเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ห่อครั่งพันธุ์ไว้ล่วงหน้า
มัดฟางข้าว หรือมัดหญ้าคาแห้ง เตรียมโดยใช้เชือกหรือตอกมัดฟางข้าวไว้เป็นกำเล็ก ๆ หลวม ๆ เพื่อเก็บไว้ห่อครั่งพันธุ์
ตอกหรือเชือก เพื่อใช้มัดครั่งพันธุ์ติดกับมัดฟางข้าวที่เตรียมไว้
ไม้ง่าม เพื่อใช้แขวนครั้งพันธุ์ที่ห่อแล้วบนกิ่งไม้

เมื่อคัดเลือกครั่งพันธุ์ดีได้แล้ว นำครั่งพันธุ์มาตัดเป็นท่อน ๆ ยาวท่อนละ 6 - 7 นิ้ว แล้วนำไปห่อด้วยฟางหรือหญ้าคาแห้งที่ได้มัดเตรียมไว้แล้วดังกล่าวในหัวข้อที่ 3 คือ มีมัดฟางข้าวที่มัดไว้หลวม ๆ แล้วให้นำกิ่งไม้ที่มีครั่งพันธุ์เกาะอยู่สอดลงตรงกลางมัดฟางข้าว ซึ่งจะทำให้มัดฟางข้าวที่หลวมแน่นขึ้น ใช้ตอกหรือเชือกมัดปลายฟางข้าวด้านบนให้หุ้มรังครั่ง แต่อย่าใช้ฟางข้าวหุ้มรังครั่งหนาและแน่นเกินไป เพราะจะทำให้ตัวอ่อนของครั่งคลานออกจากรังได้ยาก
ครั่งพันธุ์ 1 กิโลกรัม ควรแบ่งห่อเป็น 6 - 10 มัด แล้วจึงนำพันธุ์ครั่ง 2 มัด ผูกติดกันเพื่อสะดวกต่อการปล่อยโดยวิธีแขวน
เศษครั่งพันธุ์ที่หลุดออกเป็นท่อนเล็ก ๆ อาจรวมใส่ตะกร้าเล็กรวมกัน เพื่อนำไปแขวนตามกิ่งไม้ได้ นอกจากนี้ยังใช้อวนพลาสติกสีฟ้าตาข่ายเล็ก ๆ ที่นิยมใช้กั้นขอบบ่อเลี้ยงปลาห่อครั่งพันธุ์ได้ด้วย การห่อด้วยตาข่ายเล็ก ๆ นี้ มีข้อดีคือ ช่วยป้องกันไม่ให้ตัวอ่อนของแมลงศัตรูครั่งออกจากรังไปผสมพันธุ์เพิ่มจำนวนแล้วกลับมาทำความเสียหายให้แก่ครั่งที่เลี้ยงไว้ได้

วิธีปล่อยครั่งพันธุ์
1. กระจายครั่งพันธุ์ การปล่อยครั่งพันธุ์ควรปล่อยให้กระจายบนกิ่งทั่ว ๆ ต้น จึงจะได้ผลตอบแทนสูง
2. จำนวนพันธุ์ ครั่งพันธุ์ที่ใช้ปล่อยบนต้นไม้แต่ละต้นจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนกิ่งอวบอ่อนที่ลูกครั่งจะไปเกาะจับทำรังใหม่ว่า มีมากน้อยเท่าใด จำนวนครั่งพันธุ์สามารถประมาณได้โดยเปรียบเทียบจากผลการทดลอง ซึ่งทราบว่า ถ้าใช้ครั่งพันธุ์ที่มีลักษณะดียาว 1 ฟุต จะได้ตัวอ่อนของครั่งที่คลานออกจากรังครั่งพันธุ์ไปเกาะบนกิ่งที่อวบอ่อน ยาวประมาณ 12 - 25 ฟุต ถ้าใช้ครั่งพันธุ์มากเกินไปตัวอ่อนของอครั่งจะไปจับก้านใบ ซึ่งต่อมาก้านใบจะหลุดร่วงไป ทำให้เสียพันธุ์ครั่งไปโดยไม่มีประโยชน์ ดังนั้น หลังจากปล่อยครั่งพันธุ์แล้วถ้าไม่แน่ใจว่าใช้จำนวนพันธุ์มากเกินไปหรือไม่ ควรตรวจดูตามกิ่งที่ตัวอ่อนครั่งไปเกาะ ถ้าพบว่ามีแมลงครั่งพันธุ์เกาะมากพอสมควรแล้ว ให้ย้ายห่อครั่งพันธุ์ไปปล่อยที่กิ่งอื่น ๆ ต่อไปอีก
3. ตำแหน่งที่ปล่อยครั่งพันธุ์ ครั่งพันธุ์ที่ห่อและผูกติดกันเป็นคู่แล้ว เมื่อนำไปปล่อยบนต้นไม้ ให้ปล่อยจากกิ่งที่อยู่ข้างล่างก่อนแล้วจึงขึ้นไปปล่อยกิ่งที่อยู่สูงขึ้นไปตามลำดับ เพราะขณะที่อยู่บนที่สูงนั้น สามารถมองเห็นกิ่งที่อยู่ต่ำกว่าได้ง่าย ตำแหน่งที่ปล่อยครั่งพันธุ์ควรอยู่ใกล้กิ่งที่อวบอ่อน ซึ่งลูกครั่งจะไปเกาะมากที่สุด ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยควรใช้ไม้ง่ามช่วยส่งห่อครั่งพันธุ์ขึ้นไปแขวนคร่อมกิ่งที่ต้องการปล่อยครั่งพันธุ์ ถ้าไม่ต้องการปล่อยครั่งพันธุ์โดยวิธีแขวนคร่อมกิ่ง อาจใช้วิธีผูกครั่งพันธุ์ให้ขนานและแนบติดไปตามความยาวของกิ่ง โดยวางรังครั่งไว้ด้านบนของโคนกิ่ง

วิธีดูแลหลังปล่อยครั่งพันธุ์
1. เก็บรังของครั่งพันธุ์ที่แขวนไว้ลง หลังจากแขวนไว้ครบ 3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันแมลงศัตรูครั่งที่อาจติดมากับรังของครั่งพันธุ์ ส่วนรังครั่งนำไปขายได้
2. ระวังอย่าสุมไฟ หรือฉีดสารฆ่าแมลงใกล้บริเวณต้นไม้ที่ใช้เลี้ยงครั่ง

วิธีตัดครั่งทำพันธุ์และการเก็บครั่ง
1. ตัดครั่งเพื่อใช้ทำพันธุ์ ต้องตัดเมื่อรังครั่งตัวเมียแก่เต็มที่ เพราะไข่ของแม่ครั่งจะฟักเป็นตัวลูกครั่งและคลานออกจากรัง (หรือที่นิยมเรียกว่า ระยะครั่งออกตัว) ไปหากิ่งไม้เกาะทำรังใหม่ ปกติครั่งรอบฤดูร้อนจะแก่ประมาณเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ซึ่งครั่งระยะนี้มักจะไม่กะเทาะขายเป็นครั่งดิบ แต่อาจขายเป็นพันธุ์ครั่ง ส่วนครั่งรอบฤดูฝนจะแก่ประมาณเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม แต่ถ้าอากาศเย็นหรือมีฝนตก ครั่งจะแก่ช้ากว่าปกติ อย่างไรก็ตามระยะเวลาที่ครั่งออกตัวนี้จะแตกต่างกันอยู่ในช่วง 1 - 3 สัปดาห์ เท่านั้น ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส ครั่งจะออกตัวได้ดี และลูกครั่งจะออกตัวจากรังมากที่สุดในระยะ 7 วันแรก หลังจากนั้นจะออกตัวอีกแต่มีจำนวนไม่มากนัก
ถ้าตัดครั่งที่ไม่แก่ไปทำพันธุ์จะมีลูกครั่งจำนวนน้อยและอ่อนแอ หรือไม่มีลูกครั่งออกจากรังเลย แต่ถ้าตัดครั่งไปทำพันธุ์ช้าเกินไป คือ เมื่อตัวลูกครั่งคลานออกจากรังไปแล้วจะทำให้เกิดผลเสีย คือ ไม่มีครั่งติดเลย
ถ้ามีต้นไม้เลี้ยงครั่งไม่มากนัก ควรใช้วิธีตรวจดูว่าครั่งเริ่มออกตัวเมื่อใด ถ้าพบลูกครั่งเริ่มคลานออกจากรังให้รีบตัดครั่งไปทำพันธุ์ แล้วนำไปปล่อยให้เสร็จภายใน 1 - 2 วัน วิธีนี้จะได้ครั่งติดดีมาก แต่ถ้าเลี้ยงครั่งเป็นส่วนใหญ่ให้ตัดครั่งก่อนระยะตัวอ่อนจะคลานออกจากรังประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ จะได้มีเวลานำครั่งพันธุ์ไปแขวนได้ทัน
2. การคาดคะเนวันที่ครั่งออกตัว การคาดคะเนนี้สังเกตจากผิวนอกของรังดังนี้
ระยะ 2 - 3 สัปดาห์ ก่อนครั่งออกตัว ถ้าใช้มือถูรังครั่งให้สะอาดจะสังเกตเห็นรอยร้าวที่ผิวนอกของรังครั่ง รังครั่งจะแห้งทำให้สามารถแกะรังครั่งออกจากกิ่งที่จับทำรังได้ง่าย
ระยะ 7 วัน ก่อนครั่งออกตัว ถ้าใช้แว่นขยายกำลังขยาย 4 - 10 เท่า ส่องดูผิวรังครั่งที่ขัดสะอาดแล้ว จะเริ่มเห็นจุดสีเหลืองส้มเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไปจุดสีเหลืองส้มนี้เกิดจากการที่แสงส่องผ่านรังครั่งตรงบริเวณที่เกิดจากครั่งตัวเมียที่แก่หดตัวเล็กลง จึงเกิดช่องว่างรอบ ๆ ตัวแม่ครั่ง ซึ่งอยู่ในรัง ดังนั้น เมื่อครั่งหดตัวแสงจึงสามารถส่องผ่านบริเวณที่เป็นช่องว่างนี้ได้ จึงทำให้บริเวณนี้มีสีเหลืองส้มเป็นจุดเล็ก ๆ ต่างจากบริเวณอื่น ๆ ของรัง ซึ่งมีสีน้ำตาลปนแดงและทึบแสง ยิ่งใกล้วันครั่งออกตัวเท่าใดแม่ครั่งจะหดตัวมากขึ้น จึงเห็นจุดสีเหลืองส้มนี้ขยายวงกว้างขึ้น นอกจากนี้ควรบี้รังครั่งให้แตกเพื่อดูว่าแม่ครั่งยังมีชีวิตสมบูรณ์หรือแห้งตายแล้วตามที่อธิบายไว้ในวิธีคัดเลือกพันธุ์
ระยะ 1 - 2 วัน ก่อนครั่งออกตัวสามารถมองเห็นจุดสีเหลืองส้มขยายวงกว้างขึ้น และมีพื้นที่รวมประมาณครั่งหนึ่งของบริเวณผิวกายภายนอกของรัง
3. วิธีเก็บครั่ง การตัดครั่งไว้ขาย มักตัดครั่งลงเมื่อแก่เต็มที่ แต่ยังไม่ถึงระยะที่ครั่งออกตัว ดังนั้น เมื่อตัดครั่งขายต้องคัดพันธุ์ที่ดีเก็บไว้ใช้ทำพันธุ์ด้วยการตัดกิ่งที่มีครั่งจับทำรังให้ตัดเหลือแต่กิ่งไว้ไม่เกิน 1 1/2 ฟุต และถ้ากิ่งโตกว่า 2 นิ้ว ไม่ต้องตัดกิ่ง แต่ใช้มีดกะเทาะเอาครั่งออกแทน ควรรวบรวมกิ่งที่ครั่งจับทำรังไว้ก่อน จากนั้นจึงตัดแต่งกิ่งเพื่อเตรียมไม้ไว้เลี้ยงครั่งต่อไป
4. วิธีเตรียมครั่งไว้ขาย เมื่อตัดครั่งลงจากต้นแล้ว ควรรีบกะเทาะรังครั่งออกจากกิ่งไม้ แล้วตากครั่งดิบที่กะเทาะได้ให้แห้ง โดยวิธีผึ่งบนลานสะอาดเกลี่ยให้ครั่งดิบหนาประมาณ 4 - 6 นิ้ว และอย่าให้ถูกแดดแรงมาก ครั่งดิบที่กะเทาะใหม่ ๆ ยังสดอยู่ จึงต้องใช้คราดกลับไปมาทุกวันจนแห้งสนิท หลังจากนั้นจึงกลับครั่ง 3 - 4 วัน ต่อครั้ง การตากครั่งไม่ควรให้ถูกฝนหรือตากครั่งหนา เพราะจะทำให้ครั่งบูดได้ เมื่อตากครั่งแห้งแล้วควรรีบขายครั่งให้โรงงานที่ทำครั่งเม็ด แต่ถ้าจำเป็นต้องเก็บไว้ต้องหมั่นกลับครั่งที่เก็บไว้ เพื่อให้อากาศถ่ายเท เพราะถ้ากองทับถมไว้หนาและอากาศร้อนครั่งจะจับตัวเป็นก้อนแข็ง ทำให้ขายได้ราคาต่ำ ดังนั้น ถ้าเห็นครั่งจับเป็นก้อนให้รีบทุบให้แตกเป็นก้อนเล็ก ๆ อย่าปล่อยไว้นาน เพราะจะจับกันแน่นมากขึ้น
ผู้เลี้ยงครั่งควรจะได้ตรวจสอบราคาจากโรงงานที่รับซื้อครั่งโดยตรงแล้วรวมกลุ่มผู้เลี้ยงครั่ง เพื่อให้มีปริมาณครั่ง มากพอที่โรงงานจะเอามารับซื้อถึงที่ และบรรทุกไปเอง โดยผู้เลี้ยงไม่ต้องขนไปขายเองศัตรูของครั่ง แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ
1. ศัตรูที่เกิดจากสัตว์ เช่น นก หนู กระแต กระรอก และบ่าง สัตว์เหล่านี้จะมากินรังครั่งและลูกครั่ง การป้องกันกำจัดโดยใช้หนามยาว ๆ ที่แหลมคมผูกไว้ตามโคนต้นไม้ ทำให้ไต่ไปมาไม่ได้ ส่วนหนูจะใช้กับดักก็ได้
2. ศัตรูที่เกิดจากแมลงทำลาย แมลงที่ทำลายครั่ง ได้แก่
แมลงตัวห้ำ โดยที่ตัวอ่อนของแมลงชนิดนี้จะกัดกินครั่ง หนอนสีชมพู เป็นต้น
แมลงแตนเบียน จะวางไข่ในตัวครั่งแล้วตัวอ่อนจะอาศัยและเจริญเติบโตอยู่ในตัวครั่ง จนกระทั่งเป็นตัวแก่ออกมา ซึ่งเป็นระยะที่แมลงครั่งถูกทำลายพอดี การป้องกันกำจัดนั้น กระทำได้ยาก เนื่องจากเป็นแมลงที่เล็กมาก
มด มักจะเป็นศัตรูครั่งในช่วงที่ลูกครั่งกำลังไต่ออกจากรังของเซลแม่ครั่ง เพื่อไปหาที่เหมาะสมของกิ่งเพื่อจับทำรังใหม่ ซึ่งมดจะจับตัวอ่อนกิน แต่เมื่อลูกครั่งได้สร้างสารออกมาหุ้มตัวแล้ว มดก็จะไม่สามารถทำอันตรายต่อลูกครั่งได้ การป้องกันและกำจัด โดยให้กำจัดมดบนต้นไม้ก่อนนำพันธุ์ครั่งไปปล่อยเพาะเลี้ยง และใช้ผ้าชุบน้ำมันเครื่องพันรอบโคนต้นไม้ เพื่อป้องกันมดไต่ขึ้นไป แต่ในระยะที่ครั่งตัวผู้เป็นตัวแก่ออกมา ให้เอาผ้าที่พันไว้ออก เพื่อให้มดไต่ไปทำความสะอาดรังครั่งและช่วยกำจัดแมลงศัตรูครั่งได้ตามปกติ

ศัตรูของไม้เลี้ยงครั่ง
การเลี้ยงครั่งให้ได้ผลดีก็ต้องอาศัยต้นไม้ที่ใช้เลี้ยงครั่งที่แข็งแรงสมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลงศัตรูรบกวน หากต้นไม้ทรุดโทรมและตายไป แมลงครั่งที่เกาะอาศัยอยู่ก็ย่อมไม่เจริญเติบโตและตายไปด้วยเช่นกัน ศัตรูของไม้เลี้ยงครั่ง เช่น ถั่วแระ และต้นก้ามปู คือ
1. หนอนเจาะต้นถั่วแระ เป็นผีเสื้อขนาดใหญ่ โดยที่ตัวหนอนจะเจาะกัดกินส่วนต่าง ๆ ของถั่วแระ ทำให้ต้นถั่วแระทรุดโทรม และตายไป

การป้องกันและกำจัด
- ตรวจดูถั่วแระทุก 2 เดือน ถ้าพบขี้ขุยไม้ออกมาจากโคนต้น แสดงว่ามีตัวอ่อนของหนอนอเจาะ ให้รีบกำจัดแมลงศัตรูทันที
- ขุดต้นถั่วแระที่ถูกทำลายมากไปเผาทิ้ง
2. เพลี้ยแป้ง เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญที่จะดูดน้ำเลี้ยงตามกิ่งและใบของต้นไม้ ทำให้เกิดใบร่วงและลำต้นเหี่ยวแห้งตายในที่สุด เป็นศัตรูของต้นจามจุรี ถั่วแระ พุทรา และสีเสียดออสเตรเลีย
การป้องกันและกำจัด
- การป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้ง ก่อนจะปล่อยครั่งเลี้ยง เพราะหากฉีดสารเคมีกำจัดเพลี้ยแห้งในขณะที่มีครั่งอยู่ด้วย จะทำให้ครั่งตายได้
- หากพบเพลี้ยแป้งระบาดให้ตัดแต่งกิ่งที่มีเพลี้ยแป้งลงมาแล้วเผาทิ้ง
- บำรุงรักษาให้ต้นไม้เลี้ยงครั่งแข็งแรง








บ่าง

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia

อันดับ Dermoptera
Illiger, ค.ศ. 1811
วงศ์ Cynocephalidae
Simpson, ค.ศ. 1945


บ่าง หรือ พุงจง หรือ พะจง (Colugo, Flying lemurs) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกหนึ่งในอันดับบ่าง (Dermoptera) มีรูปร่างคล้ายกระรอกบินขนาดใหญ่ พบได้แต่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอยู่ 2 ชนิด (Species) ด้วยกัน คือ Cynocephalus variegatus พบในภูมิภาคซุนดาอิคและมลายู และชนิด Cynocephalus volans

บ่างชนิด Cynocephalus variegatus มีรูปร่างคล้ายกระรอกบินขนาดใหญ่ ผิวหนังย่น ตามีขนาดใหญ่สีแดง ใบหูเล็ก มีนิ้วทั้งหมด 5 นิ้ว สีขนมีหลากหลายมาก โดยสามารถเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม ทั้งน้ำตาลแดง หรือเทา รวมทั้งอาจมีลายเลอะกระจายไปทั่วตัวด้วย โดยตัวเมียมีสีอ่อนกว่าตัวผู้ หางมีลักษณะแหลมยาว มีพังผืดเชื่อมติดต่อกันทั่วตัว โดยเชื่อมระหว่างขาหน้าและขาหลัง ขาหลังกับหาง ระหว่างขาหน้ากับคอ และระหว่างนิ้วทุกนิ้ว มีความยาวหัวและลำตัวโตเต็มที่ราว 34-42 เซนติเมตร หาง 22-27 เซนติเมตร น้ำหนัก 1-1.8 กิโลกรัม

บ่างมักอาศัยและหากินอยู่บนต้นไม้สูง และสามารถอาศัยได้ในป่าทุกสภาพ ไม่เว้นแม้กระทั่ง ป่าเสื่อมโทรม หรือตามเรือกสวนไร่นาที่มีการทำเกษตรกรรม ไม่ค่อยลงมาพื้นดิน ออกหากินในเวลากลางคืน โดยตอนกลางวันจะนอนหลับพักผ่อนตามยอดไม้หรือโพรงไม้ กินอาหารจำพวกพืช ได้แก่ ยอดไม้ ดอกไม้ เป็นหลัก สามารถร่อนจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังต้นหนึ่งได้ไกลกว่ากระรอกบินมาก ใช้เวลาตั้งท้องนานประมาณ 60 วัน ออกลูกครั้งละตัว บางครั้งอาจมี 2 ตัว ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แม่บ่างอาจออกลูกมากกว่าหนึ่งครั้งต่อปี ลูกบ่างแรกเกิดมักมีการพัฒนาไม่มากนักคล้ายสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้อง แม่บ่างจะเลี้ยงลูกไว้โดยให้เกาะที่ท้อง เวลาเกาะอยู่กับต้นไม้ ผังผืดระหว่างขาจึงทำหน้าที่เหมือนเปลเลี้ยงลูกเป็นอย่างดี แม้ยามมีลูกอ่อน แม่บ่างก็ร่อนหาอาหารได้เหมือนเดิม โดยลูกบ่างจะยึดเกาะขนที่หน้าท้องแม่ไว้แน่น

ส่วนบ่างชนิด Cynocephalus volans มีลักษณะคล้ายบ่างชนิด C. variegatus แต่มีรูปร่างเล็กกว่า และพบได้ในหมู่เกาะแถบประเทศฟิลิปปินส์ตอนใต้เท่านั้น

บ่าง เป็นสัตว์ที่มีเสียงร้องคล้ายเสียงคนร้องไห้ และความเป็นสัตว์ที่มีหน้าตาน่าเกลียดและหากินในเวลากลางคืน จึงเป็นที่รับรู้กันดีของคนที่อาศัยอยู่ชายป่าหรือผู้ที่นิยมการผจญภัย ว่าเสียงร้องของบ่างน่ากลัวเหมือนผี

เมื่อดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า หรือ ยามโพล้เล้ บ่างจะแสดงพฤติกรรมชวนสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง คือ **บ่างจะออกมาจากที่หลบนอน แล้วห้อยตัวลงมาคร้ายค้างคาว โดยใช้เท้าหลังทั้งสองเกาะกิ่งไม้ แล้วทิ้งลำตัวห้อยลงมาในแนวดิ่ง ส่วนหัวและเท้าหน้าจะม้วนงอเข้าหาลำตัว (หากมองผิวเผินจะเหมือนค้างคาวแม่ไก่กำลังห้อยหัวมาก) พฤติกรรมนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ชัดเจน ** บ่างจะห้อยตัวเช่นนี้ไปจนกว่าแสงสุดท้ายจะลับขอบฟ้าไป แล้วจะปีนป่ายไปหาต้นไม้ต้นประจำในการร่อน มักจะเป็นต้นไม้ที่มีทรงพุ่มสูงๆ ที่ยืนอยู่เดี่ยวๆ เพราะจะทำให้มีพื้นที่ในการร่อนมาก

ชาวบ้านมักสับสน ระหว่าง บ่าง กับ กระรอกบิน ที่จริงแล้ว บ่าง กับ กระรอกบินเป็นคนละตัวกัน *คนทางใต้จะเรียกบ่างว่า พะจง หรือ พุงจง ส่วนคำว่าบ่างจะใช้เรียก กระรอกบิน ซึ่งจะเรียกสลับกับเลย

ในสำนวนไทยมีคำที่กล่าวเกี่ยวกับบ่างว่า บ่างช่างยุ มีความหมายเปรียบกับ คนที่ชอบยุแยงให้ผู้อื่นแตกแยกกัน

กระซู่

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia

อันดับ Perissodactyla
วงศ์ Rhinocerotidae

สกุล Rhinoceros
Gloger, 1841
สปีชีส์ R. sumatrensis

ชื่อสามัญ: Asian Tow-Horned or Sumatran Rhinoceros

ชื่อวิทยาศาสตร์ Rhinoceros sumatrensis Fischer, ค.ศ. 1814

สถานะ : ขั้นวิกฤต


กระซู่ หรือ แรดสุมาตรา เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับสัตว์กีบคี่จำพวกแรด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rhinoceros sumatrensis เป็นแรดที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก มีลักษณะเด่นคือมี นอ 2 นอ โดยนอจะไม่ตั้งยาวขึ้นมาเหมือนแรดชวา (Rhinoceros sondaicus) ผิวหนังตามลำตัวมีสีเทา ริมฝีปากและผิวหนังใต้ท้องบริเวณขามีสีเนื้อ มีขนหยาบและยาวปกคลุมบริเวณลำตัวโดยเฉพาะหลังและปลายหางซึ่งมีผิวหนังบาง มีหนังที่พับย่นน้อยกว่าแรดชนิดอื่น ๆ กระซู่ที่อายุน้อยจนที่ปกคลุมบริเวณลำตัวจะยาว อ่อนนุ่ม และมีสีน้ำตาล เมื่อโตเต็มที่ความยาวลำตัวและหัว 240-260 เซนติเมตร ความยาวหาง 650 เซนติเมตร น้ำหนัก 900-1,000 กิโลกรัม

ปัจจุบันคาดว่ามีหลงเหลืออยู่ในภาคใต้ของพม่า ภาคใต้ของไทย ในอุทยานแห่งชาติสันกาลาคีรีติดกับชายแดนมาเลเซีย เกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียวในอินโดนีเซีย

มีพฤติกรรมอาศัยอยู่ในหลากหลายภูมิประเทศแต่เป็นที่มีความชื้นสูง เช่น ป่าพรุ ป่าดิบชื้นใกล้แหล่งน้ำ และป่าดิบเขาที่หนาวเย็น ชอบนอนแช่น้ำ และเล่นโคลน อาหารของกระซู่ ได้แก่ เปลือกไม้ ยอดไม้ และผลไม้ที่ร่วงหล่นตามพื้นดิน แต่ที่ชอบมากที่สุด คือ มะม่วงป่า มักใช้ทางเดินประจำและใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินหาอาหาร กระซู่ตัวเมียมักอาศัยอยู่ตามลำพังในอาณาบริเวณของตัวเอง และมีอาณาบริเวณแคบกว่าตัวผู้ โดยกระซู่ตัวผู้จะเข้าไปผสมพันธุ์เฉพาะฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น ใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 7-8 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว เมื่อต่อสู้หรือป้องกันตัว กระซู่จะไม่ใช้นอพุ่งชนเหมือนแรดชนิดอื่น ๆ แต่จะใช้ริมฝีปากซึ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมงับแทน

เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

ลักษณะ : กระซู่เป็นสัตว์จำพวกเดียวกับแรด แต่มีลักษณะลำตัวเล็กกว่า ตัวโตเต็มวัยมีความสูงที่ไหล่ 1-1.5 เมตร น้ำหนักประมาณ 1,000 กิโลกรัม มีหนังหนาและมีขนขึ้นปกคลุมทั้งตัว โดยเฉพาะในตัวที่มีอายุน้อย ซึ่งขนจะลดน้อยลงเมื่อมีอายุมากขึ้น สีลำตัวโดยทั่วไปออกเป็นสีเทาคล้ายสีขี้เถ้า ด้านหลังลำตัวจะปรากฏรอยพับของหนังเพียงพับเดียวตรงบริเวณด้านหลังของขาคู่หน้า กระซู่ทั้งสองเพศมีนอ 2 นอ นอหน้ามีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ส่วนนอหลังมีความยาวไม่เกิน 10 เซนติเมตร หรือเป็นเพียงตุ่มนูนขึ้นมาในตัวเมีย
อุปนิสัย : กระซู่ปีนเขาได้เก่ง มีประสาทรับกลิ่นดีมาก ออกหากินในเวลากลางคืน อาหาร ได้แก่ พวกใบไม้ และผลไม้ป่าบางชนิด ปกติกระซู่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์ หรือตัวเมียเลี้ยงลูกอ่อน ตกลูกครั้งละ 1 ตัว มีระยะตั้งท้อง 7-8 เดือน ในที่เลี้ยงกระซู่มีอายุยืน 32 ปี
ที่อยู่อาศัย : กระซู่อาศัยอยู่ตามป่าเขาที่มีความหนารกทึบ ลงมาอยู่ในป่าที่ราบต่ำ ในตอนปลายฤดูฝนซึ่งในระยะนั้นมีปรักและน้ำอยู่ทั่วไป
เขตแพร่กระจาย : กระซู่มีเขตแพร่กระจายตั้งแต่แคว้นอัสสัมในประเทศอินเดีย บังคลาเทศ พม่า ไทย เวียดนาม มลายู สุมาตรา และบอเนียว ในประเทศไทยมีรายงานว่าพบกระซู่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหลายแห่งได้แก่ ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี และคลองแสง จังหวัดสุราษฏร์ธานี และในบริเวณอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง ได้แก่ แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และเขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา และบริเวณป่ารอยต่อระหว่างประเทศกับมาเลเซีย
สถานภาพ : ปัจจุบันกระซู่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน 15 ชนิดของประเทศไทย อนุสัญญา CITES จัดไว้ใน Appendix I และ U.S. Endanger Species Act จัดไว้ในพวกที่ใกล้จะสูญพันธุ์
สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : กระซู่ปัจจุบันใกล้จะสูญพันธุ์ไปจากโลก เนื่องจากถูกล่าเพื่อเอานอ และอวัยวะทุกส่วนของตัว ซึ่งมีฤทธิ์ในทางเป็นยา กระซู่จึงถูกล่าอยู่เนืองๆ ประกอบกับกระซู่มีอยู่ในธรรมชาติน้อย และประชากรแต่ละกลุ่มและแม้แต่กลุ่มเดียวกันก็อยู่ห่างกันมากไม่มีโอกาสจับคู่ขยายพันธุ์ได้

ไส้เดือน

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร อาณาจักรสัตว์ (Animalia)
ไฟลัม แอนเนลิดา (Annelida)
ชั้น Clitellata

อันดับ Haplotaxida
อันดับย่อย Lumbricina


ไส้เดือนดินและการทำปุ๋ยหมัก:

พันธุ์ไส้เดือนดินที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก เช่น Eisenia fetida (the tiger worm) Lumbricidae Eisenia andrei (red tiger worm) Eudrilus eugemiae (african night crawler) Dendrobaena veneta, Perionyx excavatus Polyheretima elongata และ Lumbricus rubellus

เศษซากอินทรียวัตถุที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก เศษวัสดุเหลือใช้ทุกชนิดจากภาคการเกษตร อุตสาหกรรม หรือขยะอินทรีย์จากชุมชน มูลสัตว์ เช่น มูลม้า วัว หรือควาย วัสดุอื่นๆ เช่น ฟางข้าว ต้นกล้วย ผักตบชวา เปลือกข้าว และใบกระถิน


การย่อยสลายขยะของไส้เดือนดิน :

ของไส้เดือนดินสายพันธุ์ไทยพันธุ์ฟีเรทธิมา พีกัวน่า (Pheretima peguana) และไส้เดือนดินสายพันธุ์ต่างประเทศพันธุ์แลมบริคัส รูเบลลัส (Lumbricus rubellus) โดยใช้อัตราส่วนปริมาณไส้เดือนต่อปริมาณขยะเท่ากับ 1 : 2 กิโลกรัม (ไส้เดือนสายพันธุ์ไทย 1 กก. มี 1,200 ตัว ส่วนไส้เดือนสายพันธุ์ต่างประเทศ 1 กก. มี 970 ตัว) พบว่า ไส้เดือนดินสายพันธุ์ต่างประเทศพันธุ์แลมบริคัส รูเบลลัส (Lumbricus rubellus) มีความสามารถในการย่อยสลายขยะได้เร็วกว่าไส้เดือนดินสายพันธุ์ไทยพันธุ์ฟีเรทธิมา พีกัวน่า (Pheretima peguana) โดยใช้เวลาในย่อยสลายขยะน้อยกว่า 2 เท่าของไส้เดือนสายพันธุ์ไทย และไส้เดือนดินทั้งสองสายพันธุ์ใช้เวลาในการย่อยเศษผลไม้ได้รวดเร็วที่สุด และใช้เวลาในการย่อยเศษอาหารและเศษผักใกล้เคียงกัน

สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเป็นพิษต่อไส้เดือนดิน ได้แก่ อัลดิคาร์ป เบนโนมิล บีเอชซี คาร์บาริล คาร์โบฟูราน คลอร์เดน เอนดริน เฮบตาคลอร์ มาลาไธออน พาราไธออน เป็นต้น


รูปแบบที่เหมาะสมในการใช้ไส้เดือนดินกำจัดขยะ :

1. การกำจัดขยะเพื่อผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินในระดับครัวเรือน (แบบหลังบ้าน)

2. การกำจัดขยะเพื่อผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินในระดับชุมชน (แบบโรงเรือน)


การเตรียมโรงเรือนผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน :

โรงเรือนกำจัดขยะเพื่อผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน ต้องมีหลังคากันฝนและพรางแสง เนื่องจากไส้เดือนดินไม่ชอบแสงสว่าง ในบริเวณบ่อเลี้ยงต้องมีตาข่ายปิดด้านบน หรือใช้ตาข่ายกั้นบริเวณด้านข้างรอบโรงเรือนเพื่อป้องกันศัตรูของไส้เดือน

บ่อเลี้ยงไส้เดือน กว้าง ประมาณ 1 เมตรความยาวแล้วแต่ต้องการ และมีความลึกไม่เกิน 0.5 เมตรจะใช้เป็นบ่อเลี้ยงที่ใช้ผลิตปุ๋ยหมัก มูลไส้เดือนดินจากวัสดุอินทรีย์ได้ดีและสะดวกในการจัดการ

บ่อเก็บน้ำหมักมูลไส้เดือนดิน ควรก่อสร้างบริเวณด้านข้างโรงเรือนหรือด้านหลังโรงเรือนให้น้ำหมักจากบ่อเลี้ยงไส้เดือนไหล เข้าไปเก็บไว้ในบ่อเก็บน้ำหมักได้ง่าย ขนาดของบ่อเก็บน้ำหมักจะมีขนาดเล็กกว่าบ่อเลี้ยงไส้เดือนตามความเหมาะสมของปริมาณ น้ำหมักที่ได้


การเตรียมวัสดุรองพื้นเพื่อเป็นที่อาศัยของไส้เดือนดิน :

ใช้วัสดุอินทรีย์สด เป็นวัสดุรองพื้นหนาประมาณ 6 นิ้ว โดยเน้นส่วนที่เป็นผักสีเขียว วัชพืช ขยะสดโดยจะใช้ปุ๋ยคอกโรยบนหน้า ให้หนาประมาณ 2 นิ้ว โรยปูนขาวให้ทั่วบริเวณ แล้วจึงให้ความชื้นเล็กน้อยประมาณ 20%ของน้ำหนักขยะสดหรือให้เปียกชุ่มแต่ไม่ให้มีน้ำ แช่ขังทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน จะพบว่าเกิดขบวนการหมัก สังเกตได้โดยมีความร้อนที่สูงขึ้นทิ้งไว้ประมาณ 4-6 สัปดาห์ความร้อนที่เกิดขึ้นจะ หายไปหรืออาจจะเร็วกว่านี้ ถ้ามีการหมักในกองที่มีความหนาน้อยกว่าที่กำหนดไว้ การหมักที่สมบูรณ์จะทำวัสดุมีสีเข้มจนเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะร่วนซุยไม่มีกลิ่นเหม็น

การเริ่มต้นเลี้ยงไส้เดือนดิน ในระยะเตรียมการจึงควรมีปริมาณไส้เดือนดินอย่างน้อย 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4 – 6 สัปดาห์ ก็จะทำให้ปริมาณไส้เดือนเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และทวีจำนวนมากขึ้นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ปริมาณอาหารที่ให้ไส้เดือน โดยปกติไส้เดือนดินชอบอาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูง รวมถึงในดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุจำนวนมาก ไส้เดือนดินสายพันธุ์ไทย Pheretima peguana และ Pheretima posthuma จะกินอาหารเฉลี่ย 120-150 มก./น้ำหนักตัว 1 กรัมต่อวัน และ พบว่าไส้เดือนดินสายพันธุ์ Lumbricus rubellus และ Eisenia foetida จะกินอาหารประมาณ 240-300 กรัมต่อวัน ต่อน้ำหนักไส้เดือน 1 กิโลกรัม ซึ่งเป็นจำนวน 2 เท่าของอาหารไส้เดือนดินสายพันธุ์ไทย

การให้อาหารที่เป็นเศษอินทรียวัตถุกับไส้เดือนดินในบ่อเลี้ยง นำขยะสดจากชุมชนมาแยกวัสดุที่ไม่ย่อยสลายเช่นถุงพลาสติกต่างๆ ออก ปริมาณขยะสดที่ควรเตรียมให้ไส้เดือนดิน ควรจะมีการเตรียมการหมักให้เริ่มบูดเสียก่อน นำมาใส่ในบ่อเลี้ยงไส้เดือนความหนาไม่เกิน 10 เซนติเมตร เนื่องจากถ้าหนามากกว่านี้ จะทำให้เกิดความร้อน

การแยกไส้เดือนออกจากปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้แสงไฟไล่ ใช้ตะแกรงร่อนด้วยมือ ในกรณีที่มีมูลไส้เดือนปริมาณน้อย และใช้เครื่องร่อนขนาดใหญ่ ทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยแยกไส้เดือนดินออกมาจากกองปุ๋ยหมักในกรณีที่มีปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินในปริมาณมาก


ปัญหาและการจัดการโรงเรือนเลี้ยงไส้เดือนดิน :

ปัญหาเรื่องความร้อน จัดการโดยควบคุมความหนาของขยะที่ให้กลิ่น การจัดการสามารถใช้น้ำหมักมูลไส้เดือนในบ่อ หรือใช้กากน้ำตาลรดก็สามารถกำจัดกลิ่นได้บ่อเลี้ยงมีสภาพเป็นกรด แก้ไขได้โดยการใช้ปูนขาวโรยบางๆ บริเวณผิวดิน และรดน้ำตามเดือนละครั้ง แมลงศัตรูของไส้เดือนดิน เช่น เป็ด ไก่ นก พังพอน กบ หนู งู

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

แตน

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Arthropoda
ชั้น Insecta

อันดับ Hymenoptera


เป็นแมลงจัดอยู่ใน Class Insecta, Order Hymenoptera ต่อมีขนาดลำตัวยาว 1.5 ซ.ม. ขึ้นไป ส่วนแตน มีขนาดต่ำกว่า 1.5 ซ.ม. ต่อและแตนมีเหล็กไนอยู่ที่ส่วนปลายของลำตัว มีลักษณะคล้แตน จัดเป็นแมลงจำพวกผึ้ง เพราะว่ามีเหล็กในและการดำรงชีวิตที่คล้ายคลึงกันแตนเป็นแมลงเอวคอด ปีกบางสองคู่ และเป็นนักสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ใครแตนมีหลายชนิดสร้างรังรูปแบบแปลกๆๆ สวยงาม แตนบัว หรือแตนฝักบัวสร้างรังคล้ายกับฝักบัวคว่ำ รังนี้ยึดติดแน่นกับกิ่งไม้ ด้านล่างของรังที่หันลงดินแบ่งเป็นช่องสำหรับเป็นที่อยู่ของตัวอ่อน และเป็นทางเข้าออก แตนสร้างรังโดยการเคี้ยวไม้เก่าๆ ผสมกับน้ำลายซึ่งจะแปรสภาพเป็นเยื่อไม้แล้วเอาไปเรียงต่อกันเป็นห้องจนกลายเป็นรัง

ภายหลังผสมพันธุ์เสร็จ เมื่อแม่แตนสร้างรังหรือห้องได้บ้างแล้ว มันจะไปหาอาหารมาทิ้งวให้ลูกอ่อนกิน อาหารตัวอ่อนชอบกิน คือตัว
หนอนผีเสื้อ ซึ่งแม่แตนจะต่อยให้สลบแล้วนำมาใส่ไว้ในช่องที่เตรียมไว้เมื่อไข่ฟักเป็นตัวก็จะมีอาหารกิน

แมลงจำพวกเดียวกันกับแตนมีหลายชนิด เช่น ต่อ แมลงหมาร่า รูปร่าง คล้ายกัน แต่สีแตกต่างกันไป สีเหลือง
ดำสลับเหลืองรังอาจเป็นรูปกลมรี รูปกระปุกหรือแบบลูกฟูกแตนบางชนิดทำรังด้วยดิน เช่นแมลงหมาร่า

การป้องกันกำจัด : การกำจัดตัวต่อโดยใช้สารเคมีบางชนิด เช่น bendiocarb, carbaryl, diazinon, DDVP หรือ malathion ฉีดพ่นที่รังต่อ การทำลายรังต่อเสือ ซึ่งรังมีขนาดใหญ่ มีตัวต่ออาศัยอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก การทำลายรังต่อเสือจึงต้อง กระทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ วิธีที่ปลอดภัยมาก ที่สุดในการทำลายรังต่อเสือ จะกระทำในเวลากลางคืน เมื่อตัวต่อทุกตัวอยู่ภายในรัง รังของต่อเสือจะสร้างทางเข้าออกเพียงทางเดียวมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 นิ้วก่อนฉีดสารเคมีเข้าไปในรังต่อ จำเป็นต้องอุดทางเข้าออกของรังต่อด้วยสำลี อุดที่รู ตัวต่อจะไม่สามารถหนีออกจากรังได้ จึงใช้สารเคมีชนิดบรรจุกระป๋อง อัดก๊าซชนิด ที่ปลายหัวฉีดมีท่อยาวเล็ก ๆ สวมบนหัวฉีด พยายามใช้หัวฉีดเจาะบริเวณข้าง ๆ ของรังต่อแล้วฉีดพ่นสารเคมีเข้าไปภายในรัง ทำเช่นนี้จนรอบรังต่อ จะทำให้ต่อในรังตาย ทั้งหมดหากจำเป็นต้องกำจัดรังต่อในเวลากลางวัน ต้องสวมใส่เสื้อ ผ้าหนาหรือหลายชั้น เพื่อป้องกันต่อต่อยและต้องสวมถุงมือที่หนา รองเท้าบู้ท และสวมหมวกเพื่อป้องกัน ต่อ รุมต่อย


แตน จัดเป็นแมลงจำพวกผึ้ง เพราะว่ามีเหล็กในและการดำรงชีวิตที่คล้ายคลึงกันแตนเป็นแมลงเอวคอด ปีกบางสองคู่ และเป็นนักสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ใครแตนมีหลายชนิดสร้างรังรูปแบบแปลกๆๆ สวยงาม แตนบัว หรือแตนฝักบัวสร้างรังคล้ายกับฝักบัวคว่ำ รังนี้ยึดติดแน่นกับกิ่งไม้ ด้านล่างของรังที่หันลงดินแบ่งเป็นช่องสำหรับเป็นที่อยู่ของตัวอ่อน และเป็นทางเข้าออก แตนสร้างรังโดยการเคี้ยวไม้เก่าๆ ผสมกับน้ำลายซึ่งจะแปรสภาพเป็นเยื่อไม้แล้วเอาไปเรียงต่อกันเป็นห้องจนกลายเป็นรัง

ภายหลังผสมพันธุ์เสร็จ เมื่อแม่แตนสร้างรังหรือห้องได้บ้างแล้ว มันจะไปหาอาหารมาทิ้งวให้ลูกอ่อนกิน อาหารตัวอ่อนชอบกิน คือตัว
หนอนผีเสื้อ ซึ่งแม่แตนจะต่อยให้สลบแล้วนำมาใส่ไว้ในช่องที่เตรียมไว้เมื่อไข่ฟักเป็นตัวก็จะมีอาหารกิน

แมลงจำพวกเดียวกันกับแตนมีหลายชนิด เช่น ต่อ แมลงหมาร่า รูปร่าง คล้ายกัน แต่สีแตกต่างกันไป สีเหลือง
ดำสลับเหลืองรังอาจเป็นรูปกลมรี รูปกระปุกหรือแบบลูกฟูกแตนบางชนิดทำรังด้วยดิน เช่นแมลงหมาร่า

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ลิง

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia

อันดับ Primates
อันดับย่อย Haplorrhini
อันดับฐาน Simiiformes
in part


ลิง จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จัดอยู่ในอันดับ Primates ลักษณะท่าทางคล้ายคน (คนจัดอยู่ในอันดับ Primates) ตีนหน้าและตีนหลังใช้จับเกาะได้ ที่มีหาง เช่น วอก (Macaca mulatta) ที่ไม่มีหาง เช่น กอริลลา (Gorilla gorilla).

กลุ่มลิง

ลิงโลกเก่า คือ ลิงทางซีกโลกตะวันออกแถบทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา ไม่มีหาง มีพัฒนาการของนิ้วหัวแม่มือให้หันเข้าหากัน เพื่อช่วยในการจับสิ่งของ มีฟันกราม 2 ซี่ เช่นเดียวกับมนุษย์ และมีความสามารถในการมองเห็นได้ดีมาก อาจเป็นบรรพบุรุษของเอป (Ape) มีภาษาของมันเอง ลิงโลกเก่านั้นมีอยู่หลายชนิด เช่น ลิงแสม ลิงบาบูน และลิงแมนดริล

ลิงโลกใหม่ คือ ลิงที่พบทางแถบอเมริกาใต้ อาศัยอยู่บนต้นไม้ มีหางยาว และสามารถใช้หางช่วยในการยึดเหนี่ยว สมองในส่วนของประสาทที่เกี่ยวกับการมองเห็นพัฒนาการขึ้นอย่างเด่นชัด มีฟันกราม 3 ซี่ ลิงโลกใหม่ที่พบ ได้แก่ ลิงแมงมุม ลิงฮาวเลอร์ ลิงคาปูชิน และลิงคูรูกูลิส

ลิงในประเทศไทย
เมืองไทยมีลิงอยู่ 5 ชนิด คือ ลิงเสน ลิงกัง ลิงแสม ลิงไอ้เงี้ยะ และลิงวอก

มดแดงไข่

Share |

1. เกี่ยวกับมดแดง

มดแดงไข่เป็นแมลงชนิดหนึ่ง ชอบทำรังและออกไข่ตามต้นไม้ แบ่งเป็น 2 ชนิด
ก. แม่เป้ง ลักษณะลำตัวสีเขียวปนน้ำตาล ส่วนมากจะมีปีก ขนาดใหญ่กว่า ชัดเจน ทำ
หน้าที่ออกไข่ และป้องกันศัตรู สร้างรัง
ข. มดแดงทั่วไป ลำตัวสีแดง ทำหน้าที่ออกหาอาหาร ป้องกันศัตรู สร้างรัง ต้องเดินทางออกจากรังไปหาอาหาร

ไข่มดแดง ในรังมดแดงมีไข่ 3 ชนิดดังนี้
ก. ไข่มาก เป็นไข่ขนาดใหญ่ที่สุด ฟักออกมาเป็นแม่เป้งโดยเฉพาะ
ข. ไข่ฝาก ขนาดปานกลาง มีจำนวนมากที่สุด ฟักออกมาเป็นมดแดงทั่วไป
ค. ไข่มดดำ ไข่สีดำ ขนาดเล็กฟักออกมาเป็นมดดำมีปีก มักบินหนีในเวลาอันสั้น

2. วิธีเลี้ยงมดแดง
มดแดงกินอาหารจำพวกเศษเนื้อสัตว์ทุกชนิด ก้างปลา ซากแมลง หอย เศษอาหาร ที่ขาดไม่ได้ คือ มดแดงต้องกินน้ำ จึงไม่น่าแปลกว่าทำไมมดแดงชอบไต่ราวตากผ้าเข้ามาในบ้าน !!!

การให้อาหาร
อาหารมดแดงควรอยู่ในภาชนะที่ไม่มีน้ำขัง ทำให้เศษอาหารแห้งได้ ไม่บูดเน่า การลำเลียงกลับรังทำได้ง่าย เศษอาหารควรมีขนาดเล็ก ภาชนะที่เหมาะที่สุดคือ ตะแกรงลวด หรือมุ้งลวดเก่า หรือภาชนะจัดสานขนาดเล็ก ผูกติดกิ่งไม้เหนือศีรษะ ป้องกันสัตว์ชนิดอื่นทำลายหรือกินเศษอาหาร

การให้น้ำ
ใช้ขวดพลาสติกเจาะด้านข้างขนาดกว้างประมาณ 1 ใน 3 ของขวด ปิดฝาให้สนิทป้องกันฝุ่นหรือสิ่งสกปรกหล่นลงไป ผูกคอขวดด้วยเชือก เติมน้ำให้เต็มรอยเจาะ ใช้ไม้เล็ก ๆ 2-3 ชั้นจุ่มลงไปในน้ำเป็นสะพานให้มดลงไปกินน้ำ ถ้าไม่มีสะพานมดอาจตกน้ำตายได้

3. ศัตรูของมดแดงไข่
มดแดงไข่จะอพยพหนีจากต้นไม้ที่เลี้ยงไว้ด้วยสาเหตุต่อไปนี้
ก. มีมดดำมาบุกรุกหรือ ตอนนำมดแดงมาปล่อยไม่ได้ขจัดมดดำให้หมด หรือมีมดดำบนต้นไม้ข้างเคียง
ข. จุดไฟใต้ต้นไม้ของมดแดงไข่
ค. ใช้ขี้เถ้าหว่านบนต้นไม้ของมดแดงไข่
ง. ใช้สารเคมีฉีดพ่นบริเวณใกล้เคียง
จ. ขาดอาหารและน้ำ

4. การเก็บไข่มดแดง
ควรใช้ไม้แหย่เหมือนที่เคยปฏิบัติ เจาะรูบนรังให้เล็กสุดเคาะเบา ๆ ให้ไข่ร่วงลงบนถังน้ำ ข้อสำคัญ ต้องปล่อยแม่เป้งให้หมด เพื่อให้ออกไข่ขยายพันธุ์ต่อไป
เราต้องช่วยกันเปลี่ยนเศษอาหารงานเลี้ยงเป็นไข่มดแดง 1 งานเลี้ยง : ไข่มดแดง 100 กิโลกรัม

จิ้งเหลน

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Reptilia

(อันดับไม่จัดอันดับ) Sauria
อันดับ Squamata
อันดับฐาน Scincomorpha
วงศ์ Scincidae
Gray, 1825


ลักษณะ :ขนาดวัดจากปลายปากถึงก้น 50–56 มม. หางยาว 63–70 มม. ลูก จิ้งเหลนยาวตลอดทั้งตัว 50–53 มม. ขนาดเล็ก
หัวค่อนข้างกลม ลำตัวพองออกตอนกลางตัว แล้วคอดลงไปสู่หาง เกล็ดบนลำตัวมักมีสันบนเกล็ด 3-5 สัน แต่เกล็ดบนหางมีสันบนเกล็ด 4 สัน เกล็ดใต้ท้องเรียบ จำนวนแถวรอบตัวตรงกึ่งกลางลำตัว 30 แถว ลำตัวสีออกน้ำตาลหรือน้ำตาลออกแดงคล้ายสีทองแดงสีข้างสีออกคล้ำกว่า สันหลัง โดยเฉพาะตรงบริเวณด้านข้างคอ ซึ่ง มีแถบเล็ก ๆ สีขาวขลิบอยู่ทางด้านบน แถบสีขาวนี้จะค่อย ๆ จางไปทางด้านหลัง หลายตัวมีจุด แต้ม สีดำบริเวณเหนือโคนหาง ใต้ท้องสีขาวออกเหลือง ในฤดูผสมพันธุ์ทั้งสองเพศมีใต้คางสีออกส้ม คล้ำ ๆ ตัวเมียสีส้มจางว่า ตัวผู้

เขตแพร่กระจาย : เชื่อว่าการแพร่กระจายของจิ้งเหลนชนิดนี้ยังไม่แน่นอน เพราะน่าจะเป็นผลรวมของจิ้งเหลน2–3 ชนิด พบว่า มีการกระจายจากศรีลังกา อินเดีย บางส่วนของปากีสถาน พม่า เวียดนาม ลาว ไทยลงไปถึงตอนเหนือของมาเลเซียในเขตพื้นที่ป่า สะแกราช พบชุก ชุม ในสภาพป่าทุกแบบ ในฤดูแล้งพบมีจำนวนไม่มากนักในป่า ดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าปลูกเมื่อมีฝนตกในเดือนมีนาคมจำนวนตัวจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในป่า ดิบแล้งและป่าปลูกในฤดูฝนจำนวนตัวในป่าดิบแล้งและป่าเต็งรังจะเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอีก 2–3 เท่า และจำนวนนี้จะลดลงเมื่อถึงปลายฤดูฝน

ที่อยู่อาศัย :พบอาศัยอยู่เฉพาะบนพื้นดินในทุกสภาพป่า และในเขตรอบสถานีวิจัยฯ ในปริมาณที่ชุกชุมมากมีกระจายไปเกือบทุกหนทุกแห่ง มักซุก ตัวนอนใต้กองใบไม้แห้ง ใต้ท่อนไม้ล้ม ขอนไม้ผุก้อนหิน และในพูพอนต้น ไม้ต้น ไม้ขนาดใหญ่บางต้น มีจำนวนจิ้งเหลนมากถึง 10 ตัว ส่วนใหญ่พบอยู่เป็น คู่ๆ ในพูพอนหนึ่ง ๆ ในบริเวณอาคารในสถานีวิจัยฯ พบมาวิ่งหากินอยู่รอบๆ หรือเข้ามาในอาคารบ่อยมาก

อุปนิสัย :หากินโดยการมุดไปตามใต้วัสดุบนพื้นดิน ไม่ค่อยเห็นตัวนัก สังเกตได้จากการเคลื่อนไหวของใบไม้และกิ่งไม้หากถูก รบกวนจะวิ่งมุด ไปอย่างรวดเร็วเป็น ระยะประมาณ 3-5 ม. แล้ว จะหยุดนิ่ง เมื่อติดตามไปมัน จะวิ่งหนีไปอีกครั้งหนึ่ง แล้ว จะหยุด เป็น ระยะๆ จนกว่า จะถึงรูห รือโพรงที่อาศัยจึงจะมุด หนีหายไป

ฤดูผสมพันธุ์ ตกอยู่ในราวเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีฝนตกชุก ลูกที่ฟักออกจากไข่มาหากินอยู่ตามริมทางเดินและถนน โดยซ่อนตัวใต้กองใบไม้แห้งริมทาง ออกมาหากินบนทาง และหลบหนีเข้าไปซ่อนในกองใบไม้แห้ง ในช่วงเดือนกรกฎาคมนับจำนวนอัตราส่วนลูกต่อ ตัวเต็มวัยได้สูงถึง 4 : 1 ในทุกสภาพป่า

สถานภาพ :พบชุก ชุม มาก มีจำนวนประชากรสูงในทุกสภาพธรรมชาติและในฤดูฝนยังมีอัตราการเกิดของลูกในปีนี้สูงมากจิ้งเหลนหลากลาย

จิ้งจก

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia

ไฟลัม Chordata

ชั้น Reptilia

อันดับ Squamata


จิ้งจก จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีกระดูกสันหลัง ชั้นสัตว์เลื้อยคลาน ในสกุล Hemidactylus วงศ์ Gekkonidae มีสี่เท้า มีขนาดเล็ก ลำตัวแบน หัวสั้น และมีหาง ไม่มีม่านตา ลิ้นสั้นแต่ยืดออกได้ ผิวหนังค่อนข้างละเอียด ตัวมักมีสีขาวหรือคล้ำ สามารถปรับตัวให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม ตีนเหนียวช่วยให้ไต่ไปตามเพดานหรือข้างฝาได้ มักอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน


ชีววิทยา

- ชอบหากินเวลากลางคืน
- มีอาณาเขตอาศัยที่เฉพาะเจาะจง
- ผิวหนังสามารถเปลี่ยนสีได้ตามสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย


จิ้งจกที่พบในอาคารมี 2 คือ

1. จิ้งจกหางหนาม
2. จิ้งจกหางแบน


อาหาร

อาหารของจิ้งจกเป็นแมลงขนาดเล็ก และแมลงทั่วไปที่มาเล่นไฟ


วงจรชีวิต

• ไข่ 40- 45 วัน
• ตัวอ่อน 3 เดือน
• วัยเจริญพันธุ์ 3-5 ปี

การป้องกันและกำจัดจิ้งจก

• การควบคุมในเชิงป้องกัน คือ การลดช่องทางเสี่ยง เช่น ประตูทางเข้า – ออก
• การใช้สารเคมี
• การใช้กับดักแผ่นกาวสำเร็จรูป
• วิธีอื่นๆ เช่น การใช้ศัตรูธรรมชาติ

ตุ๊กแก

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Reptilia

อันดับ Squamata
อันดับย่อย Lacertilia
วงศ์ Gekkonidae
Gray, 1825

(Gecko) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง มีหลายสีด้วยกัน เช่น น้ำตาล เทา ดำ ฟ้าอ่อนและมีลายจุดสีส้มทั่วตัว สามารถปรับสีได้ตามสภาพแวดล้อมที่อาศัย ดวงตาไม่มีเปลือกตาปกปิด ขนาดความยาวของลำตัวประมาณ 30 เซนติเมตร กินแมลงเป็นอาหาร

พบได้ทั่วไปโดยเฉพาะภาคกลาง ตุ๊กแกอาศัยอยู่ทั้งในบริเวณพื้นที่แถบป่าไม้และในบริเวณบ้านเรือน ชอบมุมมืดปราศจากการรบกวน ออกลูกเป็นไข่และมีนิสัยชอบร้องเสียง"ตุ๊กแก..ตุ๊กแก" ติดต่อกัน

ตีนตุ๊กแก
ตุ๊กแกสามารถเกาะไต่ผนังได้อย่างเหนียวแน่น เนื่องจากมี "เซต้า" ลักษณะเป็นขนมีมากว่า 1,000 เส้นบนฝ่าเท้าตุ๊กแก แต่ละเส้นที่บริเวณปลายแตกกิ่งก้านสาขาออกไปอีกมากกว่า 1,000 แฉก แต่ละแฉกมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 200 นาโนเมตร [1]


จากเว็บ http://th.wikipedia.org

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เสือจากัวร์

Share |

ชื่อวิทยาศาสตร์ Panthera onca
ชื่ออื่น อังกฤษ : jaguar
ฝรั่งเศส : jaguar
เยอรมัน : jaguar
สเปน : tigre, tigre real, yaguar, jaguar, jaguarete
บราซิล : onça, onça pintada, onça canguçu
เฟรนช์เกียนา : tig marqué
มายัน : zac-bolay
ปารากวัย : jaguareté
เปรู : otorongo
ซูรินาเม : penitigri
เวเนซุเอลา : yaguar

ลักษณะทั่วไป
เสือจากัวร์เป็นเสือที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกา ชื่อ “จากัวร์” เพี้ยนมาจากชื่อในภาษาอินเดียนแดงว่า “yaguara” มีความหมายว่า สัตว์ร้ายที่ฆ่าเหยื่อด้วยการกระโจนตะครุบครั้งเดียว ชนเผ่าในอเมริกากลางและอเมริกาใต้หลายเผ่าใช้เสือจากัวร์เป็นสัญลักษณ์ของความมีอำนาจของวัฒนธรรมตน

เสือจากัวร์มีลักษณะคล้ายเสือดาวมาก มีขนสั้นเกรียน สีพื้นตั้งแต่เหลืองทอง น้ำตาลอมเหลือง จนถึงน้ำตาลแดง บริเวณหัว คอ และขามีลายเป็นจุดดำ หลังและสีข้าง มีลายดอกคล้ายเสือดาว ลายดอกอาจขาดไม่เต็มวง กลางดอกมีจุดดำหนึ่งจุดหรือมากกว่า ปากกว้าง ม่านตามีสีหลากหลายตั้งแต่สีเหลืองทองจนถึงเหลืองอมเขียว หูค่อนข้างเล็ก สั้น และกลม หลังหูดำมีแต้มสีขาวกลางใบหู ขาสั้นและใหญ่ อุ้งตีนกว้าง หางค่อนข้างสั้นและหนา มีจุดทั่วทั้งหาง ปลายหางดำ ลำตัวยาว 120-180 เซนติเมตร น้ำหนัก 70-120 กิโลกรัม จากัวร์ดำก็พบได้บ่อย ส่วนจากัวร์เผือกมีบ้างแต่ไม่มากนัก

เสือจากัวร์กับเสือดาวอาศัยอยู่ต่างทวีป จึงไม่มีโอกาสสับสนเมื่อพบเห็นในธรรมชาติ แต่ในสวนสัตว์ที่มีเสือทั้งสองชนิดอยู่ด้วยกันอาจทำให้ผู้พบเห็นสับสนในการจำแนกชนิด เทียบกับเสือดาวแล้ว เสือจากัวร์มีรูปร่างล่ำสันกว่า หัวกว้างและหน้าสั้นกว่า ขาสั้นและใหญ่กว่า หางใหญ่กว่า ลายดอกตามลำตัวใหญ่กว่า ความสับสนระหว่างเสือสองชนิดนี้ยิ่งมากขึ้นในจากัวร์ดำ เพราะในภาษาอังกฤษบางครั้งก็เรียกจากัวร์ดำว่า black panther เหมือนกับเสือดำ

ลักษณะของเสือจากัวร์ในแต่ละสถานที่ยังแตกต่างกันด้วย จากัวร์ในป่าทึบของแอ่งอเมซอนมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของจากัวร์ที่อาศัยในป่าเปิด ซึ่งอาจเป็นผลจากการที่สัตว์เหยื่อในป่าเปิดมีขนาดใหญ่กว่าและมีมากกว่า จากการสำรวจจากัวร์ในป่าฝนของอเมริกากลาง จากัวร์ตัวผู้มีน้ำหนักเฉลี่ย 57 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนักเฉลี่ย 42 กิโลกรัม ส่วนจากัวร์ในปันตานัลของบราซิลตัวผู้มีน้ำหนักเฉลี่ย 100 กิโลกรัม ตัวเมีย 76 กิโลกรัม สีสันของจากัวร์ในป่าทึบก็ค่อนข้างคล้ำกว่าจากัวร์ในป่าเปิด ความสัมพันธ์เช่นนี้ก็พบได้ในเสือดาวเช่นกัน ซึ่งเป็นการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแสงน้อยในป่าทึบ

วิวัฒนาการ
คาดว่าจากัวร์มีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษคล้ายเสือดาวในยูเรเชียที่ได้อพยพมายังทวีปอเมริกาเหนือผ่านทางสะพานแบริง จากัวร์รุ่นบุกเบิกตัวใหญ่กว่าในปัจจุบัน แต่ต่อมาตัวหดเล็กลงและขาสั้นลงในยุคไพลโตซีน การที่ขาหดสั้นลงอาจเป็นการปรับตัวให้เข้ากับการอาศัยในโลกสามมิติที่ต้องมีทั้งการวิ่ง ปีนป่าย และว่ายน้ำ

ชนิดย่อย
P.o.arizonensis - เม็กซิโก
P.o.centralis - อเมริกากลาง
P.o.goldmani – เม็กซิโก, เบลีซ
P.o.hernadesi - เม็กซิโก
P.o.onca - ป่าฝนอเมซอน
P.o.palustris – ตอนใต้ของบราซิล
P.o.paraguensis - ปารากวัย
P.o.peruviana – เปรู, เอกวาดอร์
P.o.veraecrusis – เทกซัส

เขตกระจายพันธุ์และถิ่นที่อยู่อาศัย
เสือจากัวร์ชอบน้ำเป็นพิเศษ อาศัยในป่าใกล้แม่น้ำ ทะเลสาบ หรือลำธาร และยังพบในที่ราบหรือทุ่งหญ้าที่น้ำท่วมในฤดูน้ำหลากด้วย เช่นที่ปันตานัลในบราซิลและยาโนสในเวเนซุเอลา ทุ่งปัมปัส บางครั้งก็พบหากินในป่าไม้แคระและทุ่งหญ้าด้วย ปกติจากัวร์ชอบที่ต่ำมากกว่าบนป่าเขา ไม่เคยพบในที่ราบสูงของเม็กซิโก อย่างไรก็ตามเคยพบเสือจากัวร์ที่ระดับสูงสุดถึง 3,800 เมตรในคอสตาริกา ส่วนในเทือกเขาแอนดีสเคยพบจากัวร์ที่ระดับสูงถึง 2,700 เมตร

จาร์กัวร์พบได้เกือบทั่วอเมริกาใต้และอเมริกากลาง รวมไปถึงตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาด้วย มีฐานที่มั่นสำคัญอยู่ในป่าฝนลุ่มน้ำอเมซอน อย่างไรก็ตามในพื้นที่อื่นส่วนใหญ่ประชากรเสือจากัวร์ได้ลดลงจนบางแห่งถึงกับหายสาบสูญ โดยเฉพาะทางตอนเหนือของเขตกระจายพันธุ์ในประเทศสหรัฐอเมริกากับเม็กซิโก และทางทุ่งหญ้าปัมปัสในอาร์เจนตินาตลอดจนถึงอุรุกวัย ประเทศที่ยังมีเสือจากัวร์อยู่คือ อาร์เจนตินา เบลีซ โบลิเวีย บราซิล โคลอมเบีย คอสตาริกา เอกวาดอร์ เฟรนช์เกียนา กัวเตมาลา กายอานา ฮอนดุรัส เม็กซิโก นิคารากัว ปานามา ปารากวัย เปรู ซูรินาเม สหรัฐอเมริกา เวเนซุเอลา ส่วนในประเทศเอลซาลวาดอร์และอุรุกวัยไม่พบอีกต่อไปแล้ว

นอกจากลุ่มน้ำอเมซอนแล้ว ยังมีพื้นที่เป็นที่มั่นสำคัญของประชากรจากัวร์ก็คือ ป่าต่ำเขตร้อนในอเมริกากลาง เช่น เซลวามายาในกัวเตมาลา เม็กซิโก และเบลีส กับพื้นที่แคบ ๆ ในโชโก-ดาเรียนในปานามาและโคลอมเบีย จนถึงฮอนดุรัสตอนเหนือ ความหนาแน่นของจากัวร์ในป่าฝนแถบเซลวามายาในเบลีสสูงมากถึง 7.5-8.8 ตัวต่อ 100 ตารางกิโลเมตร

ความหนาแน่นของจากัวร์ตัวเต็มวัยในปันตานัลในบราซิลอยู่ที่ประมาณ 6.6-6.7 ตัวต่อ 100 ตารางกิโลเมตร ส่วนในกรานชาโกของโบลิเวียอยู่ที่ประมาณ 2.2-5 ตัวต่อ 100 ตารางกิโลเมตร ในแอ่งอเมซอนของโคลอมเบียอยู่ที่ประมาณ 2.2-4.5 ตัวต่อ 100 ตารางกิโลเมตร ในอุทยานแห่งชาติมาดิดีของโบลิเวียซึ่งอยู่ในลุ่มแม่น้ำอเมซอน ความหนาแน่นอยู่ที่ประมาณ 2.8 ตัวต่อ 100 ตารางกิโลเมตร

อุปนิสัย
เสือจากัวร์ว่ายน้ำและปีนต้นไม้ได้คล่องแคล่ว แม้เรื่องปีนป่ายจะไม่เก่งเท่าเสือดาว แต่ก็สามารถจับลิงบนกิ่งไม้ที่ไม่สูงนักได้ อย่างไรก็ตาม จากัวร์มักหาเหยื่อบนพื้นดินมากกว่า มีสัตว์มากกว่า 85 ชนิดที่อยู่ในเมนูประจำของจากัวร์ อาหารโปรดมักเป็นสัตว์ใหญ่อย่างสมเสร็จ หมูป่าเพ็กคารี กวาง แต่หากจำเป็นก็กินได้ไม่เลือก เช่น อะกูตี คาปิบารา สลอท ลิง สกังก์ เม่น โคแอตี นาก อาร์มาดิลโล นก เคแมน อีกัวนา งู เต่า และปลา ในบราซิลและเวเนซุเอลามีการทำฟาร์มเปิดหลายแห่งที่ใกล้เขตหากินของจากัวร์ ทำให้สัตว์เลี้ยงตกเป็นอาหารของจากัวร์ไปด้วย หากจากัวร์กินอาหารไม่หมดในคราวเดียว มันมักเอาเหยื่อไปซ่อนเพื่อจะกลับมากินต่อในคราวหลัง

วิธีฆ่าเหยื่อของจากัวร์ต่างจากเสือชนิดอื่น จากัวร์มีกรามที่แข็งแรงที่สุดในบรรดาเสือทั้งหมด มันใช้วิธีกัดหัวจนเขี้ยวเจาะทะลุกะโหลก จึงล่าเหยื่อได้มากชนิดรวมถึงสัตว์ที่มีเกราะแข็งเช่นอามาร์ดิลโลหรือเต่า

จากัวร์หากินตอนกลางคืนเป็นหลัก ส่วนใหญ่มีกิจกรรมมากที่สุดช่วงฟ้าสางและหัวค่ำ แต่ในพื้นที่ใกล้ชุมชน จากัวร์มีแนวโน้มจะหากินกลางคืนมากกว่า ปกติหากินโดยลำพัง เป็นสัตว์หวงถิ่นอาศัย แสดงอาณาเขตด้วยปัสสาวะ พื้นที่หากินมากน้อยต่างกันมากแล้วแต่ท้องที่ บางพื้นที่อาจกว้างเพียง 33 ตารางกิโลเมตรสำหรับตัวผู้และ 10 ตารางกิโลเมตรสำหรับตัวเมีย แต่ในบางพื้นที่เช่นในคาบสมุทรยูกาตันในบราซิล ทั้งตัวผู้และตัวเมียครองพื้นที่หากินมากถึง 142 ตารางกิโลเมตร แต่ละวันจากัวร์ตัวผู้เดินทางเป็นระยะทางราว 3.3+1.8 กิโลเมตร ซึ่งมากกว่าตัวเมียมาก (1.8+2.5 กิโลเมตร) ในฤดูแล้งจะเดินทางมากขึ้น จากัวร์ตัวผู้มักพักในพื้นที่ขนาดย่อมผืนหนึ่งเป็นเวลาราวสัปดาห์หนึ่งก่อนที่จะย้ายไปหากินในส่วนอื่นของอาณาเขตต่อไป

ชีววิทยา
จากัวร์ตัวเมียเป็นสัดได้ตลอดทั้งปี ไม่มีฤดูกาลผสมพันธุ์แน่นอน ในพื้นที่ทางเหนือ มักผสมพันธุ์ในเดือนธันวาคมและมกราคม และออกลูกในเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคม ตัวเมียมีช่วงเวลาที่เป็นสัดนานประมาณ 13 วัน คาบการเป็นสัด 37 วัน ตั้งท้องนานราว 91-111 วัน ออกลูกครั้งละ 1-4 ตัว ส่วนใหญ่ 2 ตัว ลูกเสือแรกเกิดหนัก 700-900 กรัม มีขนปุกปุย สีครีมอ่อน มีลายจุดกลมสีดำอยู่ทั่วตัวและบริเวณหน้ามีลายเส้น ตาลืมได้เมื่ออายุได้ 11-13 วัน เดินได้เมื่ออายุ 18 วัน เมื่ออายุได้ 70 วันก็เริ่มกินอาหารแข็งได้ หย่านมได้เมื่ออายุได้ 4-5 เดือน ลูกเสือจะอยู่กับแม่นานประมาณ 2 ปีก่อนที่จะแยกย้ายไปหากินเอง จากัวร์สาวที่อายุได้ 2-3 ปีก็จะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวและเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้ว ส่วนตัวเสือหนุ่มต้องรอให้อายุ 3-4 ปี

ในธรรมชาติ เสือจากัวร์มีอายุขัย 12-16 ปี ในแหล่งเพาะเลี้ยงอาจอยู่ได้ถึง 22 ปี

ภัยคุกคาม
จากัวร์ไม่มีศัตรูในธรรมชาติ ไม่มีสัตว์ผู้ล่าใดที่แข็งแรงพอจะต่อกรกับจากัวร์จอมพลังได้ ศัตรูของจากัวร์มีเพียงอย่างเดียวคือ มนุษย์

ในช่วงทศวรรษที่ 1960-1970 จำนวนของจากัวร์ลดลงต่ำมาก มีจากัวร์ถูกฆ่ามากถึงปีละ 18,000 ตัว ส่วนใหญ่ถูกฆ่าเพื่อเอาหนัง ต่อมามีการรณรงค์ต่อต้านเสื้อขนสัตว์มาก ทำให้แฟชั่นเสื้อขนสัตว์เริ่มซบเซา การล่าเพื่อเอาหนังจึงไม่ใช่ภัยหลักอีกต่อไป ปัจจุบันภัยคุกคามหลักคือการตัดไม้ทำลายป่าและการที่ป่าที่อยู่ถูกซอยออกเป็นผืนน้อยแยกจากกัน ส่วนการล่าก็ยังคงมีอยู่โดยมักมีสาเหตุจากการที่มันเป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงในฟาร์มเปิดของชาวบ้าน โดยเฉพาะในอเมริกากลางซึ่งมีการตัดไม้ทำลายป่ามาก เสือจากัวร์จึงมีโอกาสเผชิญหน้ากับมนุษย์บ่อยครั้งและมักถูกกำจัดทิ้งทันทีที่ถูกพบเห็น

สถานภาพ
ปัจจุบันคาดว่ามีจากัวร์เหลืออยู่ในธรรมชาติ 15,000 ตัว ไอยูซีเอ็นได้ประเมินสถานภาพประชากรไว้ว่า ใกล้ถูกคุกคาม (2551) ไซเตสจัดเสือจากัวร์ไว้ในบัญชีหมายเลข 1

ไม่มีการคุ้มครอง
เอกวาดอร์และกายอานา

ประเทศที่ห้ามล่า
อาร์เจนตินา บราซิล โคลอมเบีย เฟรนช์เกียนา ฮอนดูรัส นิคารากัว ปานามา ปารากวัย ซูรินาเม สหรัฐอเมริกา อุรุกวัย เวเนซุเอลา

ประเทศที่อนุญาตให้ล่าได้ในกรณีที่ก่อปัญหา
ในบราซิล คอสตาริกา กัวเตมาลา เม็กซิโก และเปรู

ประเทศที่อนุญาตให้ล่า
โบลิเวีย

เสือปลา

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia

อันดับ Carnivora
วงศ์ Felidae

สกุล Prionailurus
สปีชีส์ P. viverrinus
ชื่อวิทยาศาสตร์ Prionailurus viverrinus Bennett, ค.ศ. 1833


เสือปลา หรือ เสือแผ้ว (ชื่อเรียกเสือปลาในตัวที่มีขนาดใหญ่) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกเสือขนาดเล็ก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Prionailurus viverrinus ในวงศ์ Felidae เป็นแมวป่าขนาดกลาง รูปร่างอ้วนป้อม ขนตามลำตัวค่อนข้างสั้นและหยาบมีสีเทา มีจุดสีน้ำตาลเข้มแกมดำเรียงเป็นแนวขยานไปกับความยาวลำตัว ดางตามีสีเขียว หางสั้นมากยาวเพียงครึ่งหนึ่งของลำตัว มีพังผืดบาง ๆ ยึดระหว่างนิ้วเท้าหน้า ไม่สามารถเก็บเล็บได้เหมือนเสือชนิดอื่น ๆ มีความยาวลำตัวและหัว 70-78 เซนติเมตร ความยาวหาง 25-29 เซนติเมตร น้ำหนัก 7-11 กิโลกรัม ลูกเสือปลาขนาดเล็กมีลักษณะคล้ายแมวดาวมาก

มีการกระจายพันธุ์กว้างขวางพบได้ตั้งแต่ตะวันตกเฉียงใต้ และตะวันออกเฉียงเหรือของอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ พม่า ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา เกาะสุมาตราและเกาะชวา

มักอาศัยหากินอยู่ตามป่าพรุหรือป่าละเมาะหรือป่าชายเลน เพราะอาหารหลัก คือ ปลา จึงเป็นทีมาของชื่อ สามารถจับปลาหรือสัตว์น้ำ สัตว์ขนาดเล็กกินได้เก่งมาก โดยจะตะครุบปลาในแหล่งน้ำตื้น สามารถว่ายน้ำและดำน้ำได้อีกด้วย สามารถปีนต้นไม้ได้แต่จะไม่ค่อยอยู่บนต้นไม้เท่าไหร่นัก บางครั้งจะอาศัยอยู่ใกล้กับชุมนุมมนุษย์ เช่น ในเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร มีวัดแห่งหนึ่ง ชื่อ "วัดกระทุ่มเสือปลา" ก็แสดงหมายถึง ในอดีตเคยมีเสือปลาชุกชุม

เสือปลาใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 63 วัน ออกลูกครั้งละ 1-4 ตัว เมื่ออายุได้ 10 เดือน ก็จะแยกจากแม่ไปหากินตามลำพัง

เสือดาวหิมะ

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia

อันดับ Carnivora
วงศ์ Felidae
วงศ์ย่อย Pantherinae

สกุล Uncia
Gray, ค.ศ. 1854
สปีชีส์ U. uncia
สปีชีส์ย่อย Uncia uncia uncia

Uncia uncia uncioides

เสือดาวหิมะ (Snow Leopard) สัตว์ในวงศ์ Felidae ชนิดหนึ่ง ที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์แล้ว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Uncia uncia นับเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Uncia มีขนยาวหนาแน่น สีพื้นเทาอมเหลือง บริเวณสีข้างจะอมเหลืองจาง ๆ มีลายดอกเข้มทั่วตัวคล้ายเสือดาว (Panthera pardus) ช่วยให้ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่อาศัยซึ่งเป็นภูเขาหินและหิมะปกคลุม ลายดอกบริเวณหลังและสีข้างมีขนาดใหญ่ ส่วนบริเวณหัวและขาเป็นลายจุดขนาดเล็ก บริเวณคาง อก และท้องเป็นสีขาวปลอดไม่มีลาย ลายบริเวณหลังและสีข้างจะจางกว่าบริเวณอื่นซึ่งต่างจากเสือลายจุดชนิดอื่นที่มักมีลายที่หลังเข้มกว่า หางด้านบนจะเป็นวงสีดำ ด้านล่างของหางเป็นจุดจาง ๆ เปรียบเทียบลายดอกของเสือดาวหิมะกับของเสือดาวแล้ว ดอกของเสือดาวหิมจะห่างกันมากกว่า และไม่คมชัดเท่า มีกล้ามเนื้อหน้าอกและหัวไหล่ที่แข็งแรง อุ้งเท้ากว้างแข็งแรงและปกคลุมด้วยขน ช่วยให้เพิ่มพื้นที่ผิวและกระจายน้ำหนักตัวลงบนหิมะได้อย่างสม่ำเสมอ และช่วยปกป้องอุ้งเท้าจากความเย็นของหิมะได้ดี มีโพรงจมูกใหญ่

มีความยาวลำตัวและหัว 90-135 เซนติเมตร ความยาวหาง 90 เซนติเมตร ความสูงถึงหัวไหล่ 60 เซนติเมตร น้ำหนักในตัวผู้ 44-55 กิโลกรัม ตัวเมีย 35-40 กิโลกรัม

มีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางบนภูเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมในภูมิภาคเอเชียกลาง เช่น มองโกเลีย, ภูฐาน, ทิเบต, จีน, อัฟกานิสถาน, รัสเซีย, อินเดีย, เนปาล โดยพบที่ทิเบตและจีนมากที่สุด มีสายพันธุ์ย่อยทั้งหมด 2 สายพันธุ์ คือ Uncia uncia uncia พบในมองโกเลียและรัสเซีย และ Uncia uncia uncioides พบในจีนและเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งที่อยู่ของทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่เชื่อมต่อติดกัน

มีพฤติกรรมและชีววิทยาเป็นสัตว์ที่มีนิสัยขี้อาย มักหลบเมื่อพบกับมนุษย์ สามารถกระโดดได้ไกลถึง 15 เมตร มีรายงานนอนกลางวันชอบหลบไปนอนในรังของแร้งดำหิมาลัย (Aegypius monachus) โดยการกระโดดขึ้นไปเลยไม่ใช้การปีน

ออกล่าเหยื่อในเวลาเย็นหรือเช้าตรู่ โดยล่าสัตว์ทุกขนาดทั้งสัตว์ใหญ่สัตว์เล็ก โดยปกติแล้วจะล่าเหยื่อและอยู่ตามลำพัง ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์ ที่อาจอยู่เป็นคู่ เมื่อล่าเหยื่อได้แล้วอาจจะกินไม่หมดในครั้งเดียว อาจใช้เวลานานถึง 3-4 วันกว่าเหยื่อจะหมด นานที่สุดคือ 1 สัปดาห์

เสือดาวหิมะมักอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ ในระยะเวลาประมาณ 7-10 วัน ก่อนที่จะเดินทางไกลไปอีกที่หนึ่ง ระยะทางที่เดินทางวันหนึ่งเฉลี่ยราว 1 กิโลเมตรสำหรับตัวผู้และ 1.3 กิโลเมตรสำหรับตัวเมีย บางครั้งอาจเดินทางได้ไกลถึงวันละ 7 กิโลเมตร

ในอดีตมีการล่าเสือดาวหิมะเพื่อทำเป็นเสื้อขนสัตว์ โดยมีราคาซื้อขายสูงถึงตัวละ 50,000 ดอลล่าร์ และมีการล่าถึงปีละ 1,000 ตัว จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1952 ทางรัฐบาลอินเดียจึงได้ออกกฎหมายคุ้มครองขึ้นมา แต่ปัจจุบันก็ยังมีการลักลอบในพื้นที่ต่าง ๆ เช่นกัน

เสือดาว

Share |

เสือดาว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จัดอยู่ในวงศ์ฟิลิดี (Felidae) เป็นสัตว์กินเนื้อที่มีขนาดใหญ่รองจากเสือโคร่ง ลำตัวสีน้ำตาลอมเหลืองหรือมีสีเหลือง มีลายจุดสีดำแต้มบริเวณลำตัวเป็นจำนวนมากโดยลายจุดจะเรียงตัวกันเป็นกลุ่ม ๆ โดยจะปรากฏเฉพาะที่บริเวณด้านหลังและด้านข้างของลำตัว แตกต่างจากบริเวณส่วนหัว ขา เท้า บริเวณใต้ท้องที่จะมีจุดสีดำปรากฏอยู่เช่นเดียวกับขนใต้ท้องที่มีสีขาวหรือสีเทา ขนาดความยาวหัวถึงลำตัว 107-129 เซนติเมตร หางมีความยาว 79.2 - 99.1 เซนติเมตร ใบหูมีความยาว 6.5 - 7.4 เซนติเมตร และหนัก 45 - 65 กิโลกรัม

เสือดาวและเสือดำ จัดอยู่ในเสือชนิดเดียวกัน ซึ่งส่วนมากคนโดยทั่วไปจะเข้าใจผิดว่า เสือดาว และ เสือดำ เป็นเสือคนละชนิด ซึ่งในการผสมพันธุ์ของเสือดาว ลูกเสือที่เกิดใหม่ในครอกเดียวกัน อาจมีลูกเสือได้ทั้งสองชนิดคือเสือดาวและเสือดำ โดยที่เสือดำจะมีสีขนปกคลุมร่างกายด้วยสีดำ ซึ่งมีลายจุดเช่นเดียวกับเสือดาว เพียงแต่กลมกลืนกับสีขนทำให้มองเห็นได้ไม่ชัด เสือดำมีชื่อเรียกได้หลายอย่างเช่น เสือลายตลับ เสือลายจ้ำหลอด

ลักษณะทั่วไป
เป็นสัตว์เลือดอุ่น มักอยู่อาศัยในป่าโปร่ง สามารถขึ้นล่าเหยื่อบนต้นไม้ หรือ ลากเหยื่อไปกิน บนต้นไม้เพื่อหลีกหนีจากศัตรูได้ ตามลำตัวมีลายจุดสีดำ บนพื้นเหลือง

สถานภาพปัจจุบัน
สถานภาพตามกฎหมาย เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง VU มีแนวโน้มว่าใกล้สูญพันธุ์ สถานภาพในธรรมชาติ IUCN (1996) LR/lcCITES (1996) Appendix I และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 ของประเทศไทยด้วย

รูปร่างลักษณะ
เสือดาว กับ เสือดำ เป็นเสือชนิดเดียวกัน ในลูกเสือครอกเดียวกันมีได้ทั้งเสือดำและเสือดาว

เสือดาว จะมีลำตัวสีน้ำตาลอมเหลืองหรือสีเหลือง และมีลายจุดสีดำเป็นจำนวนมาก ลักษณะลายเป็นจุดเรียงตัวกันเป็นกลุ่มดอก ปรากฏเฉพาะบริเวณด้านหลังและด้านข้างลำตัว ส่วนที่หัว ขา เท้า และใต้ท้อง เป็นจุดสีดำโดด ๆ ส่วนขนใต้ท้องเป็นสีขาวหรือสีเทา
เสือดำ จะมีสีพื้นตามลำตัวเป็นสีดำ ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเสือดำก็มีลายเช่นเดียวกับเสือดาว เพียงแต่มองเห็นไม่ชัดนัก
เสือดำพบทางภาคใต้ของประเทศไทย และมีมากในประเทศมาเลเซีย ส่วนในพื้นที่อื่นพบเสือดาวได้ง่ายกว่า พื้นบ้านบางแห่งเรียกว่า "เสือลายตลับ" หรือ "เสือแผ้ว" ภาษาลาว เรียกว่า "เสือลายจ้ำหลอด"

ขนาด
หัวถึงลำตัว ยาวประมาณ 107 - 129 เซนติเมตร หาง 80 - 100 เซนติเมตร ขนาดใบหู 6.4 - 7.5 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 45 - 65 กิโลกรัม

การกระจายประชากร
พบในแอฟริกา เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออก เรื่อยมาถึงทางภาคใต้ของไทย มาเลเซีย และหมู่เกาะชวา ไม่เคยพบที่เกาะเกาหลี แต่ที่เกาะสุมาตรายังไม่มีรายงาน

พันธุ์ย่อย
เสือดาว สามารถแบ่งเป็นสายพันธุ์ย่อย (Subspecies) ได้มากมายถึง 30 ชนิด อาทิเช่น Panthera pardus delacouri, Panthera pardus fusca, Panthera pardus pardus, Panthera pardus orientalis เป็นต้น โดยที่เสือดาวแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันที่ลวดลายและขนาดของลำตัว และถิ่นที่อยู่อาศัยเนื่องจากเสือดาวมีถิ่นที่อยู่กระจายกว้าง รวมทั้งมีพฤติกรรมบางอย่างที่แตกต่างออกไปด้วย เช่น เสือดาวที่พบในทวีปเอเชียไม่ค่อยมีพฤติกรรมซ่อนเหยื่อบนต้นไม้เหมือนเสือดาวที่พบในทวีปแอฟริกา เป็นต้น

นิเวศวิทยาและพฤติกรรม
เสือดาวอาศัยได้ในสภาพแวดล้อมหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นป่าหรือพื้นที่โล่ง ซึ่งมีหินและพุ่มไม้แห้งๆ แต่มันชอบสภาพป่ามากกว่า เสือดาวทนแล้งทนร้อนและอาศัยในพื้นที่ห่างไกลแหล่งน้ำได้ดีกว่าเสือโคร่ง ถ้าจำเป็นจริงๆเสือดาวก็ว่ายน้ำได้ แต่โดยปกติมันจะพยายามหลีกเลี่ยง เสือดาวชอบใช้ชีวิตบนต้นไม้และเคลื่อนที่ว่องไวไปตามกิ่งไม้ เสือดาวกินเหยื่อทุกชนิดที่จับได้ เช่น หมู กวาง ลิง นกยูง และหมา มันจะดักคอยเหยื่ออยู่บนต้นไม้และหลังจากฆ่าเหยื่อแล้ว จะลากเหยื่อกลับขึ้นไปกินบนต้นไม้ เพื่อป้องกันสัตว์กินซากมาแย่งอาหาร เสือดาวเริ่มกินเหยื่อที่บริเวณท้องก่อน ในขณะที่เสือโคร่งเริ่มกินที่สะโพกก่อน

เสือดาวมีวิธีอันชาญฉลาดในการจับค่างและลิงกิน โดยเสือดาวจะวิ่งเหยาะๆไปมาอยู่ใต้ต้นไม้ พวกลิงค่างบนต้นไม้ก็จะเริ่มตื่นกลัวและเตรียมตัวหนี โดยพากันกระโดดจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่ง จากนั้น เสือดาวจะแสร้งทำท่าปีนต้นไม้ ลิงที่มีประสบการณ์น้อยจะหลงกลกระโดดลงพื้นเพื่อหาทางหลบหนีไปตามพุ่มไม้ แต่นั่นคือจุดจบของมัน เพราะเสือดาวจะหันมาไล่จับมันอย่างง่ายดาย

อาหารของเสือดาวนอกจากสัตว์กินพืชจำพวกเก้ง กวาง แล้วมันยังล่าเหยื่ออื่นๆอีกเช่น กระต่าย นกยุง ชะมด หรือแม้แต่สัตว์เล็ก ๆ มันก็กิน เช่น งู กิ้งก่า เป็นต้น เรียกได้ว่า เสือดาวกินสัตว์ทุกชนิดที่ล่าได้

การล่าของเสือดาวจะคล้ายกับเสือโคร่ง คือ การไล่ล่าโดยตรง การซุ่มดักเหลื่อ แต่จะแตกต่างไปบ้างก็ตรงที่มันอาจจะขึ้นไปพรางตัวสงบนิ่งอยู่บนต้นไม้ เพื่อรอคอยตะครุบเหลื่อที่ผ่านเข้ามาใกล้ เมื่อล่าเหยื่อได้มันจะกินบริเวณท้องและซี่โคร่งก่อน ต่างจากเสือโคร่งที่จะเริ่มกินเหยื่อบริเวณสะโพกก่อน

คุณหมอบุญส่ง เลขะกุล ได้เขียนในบทนำของนิยายเรื่อง “เดชเสือดาว” ว่าเสือดาวมีความฉลาดและนิสัยระแวดระวังภัยมากกว่าเสือโคร่ง เวลาที่มันจะเข้าไปกินซากที่มันกินเหลือไว้จากคืนก่อน มันมักจะแอบดูเหตุการณ์อยู่นาน จนแน่ใจว่าไม่มีใครแอบซุ่มนั่งห้างคอยดักยิงมันอยู่ มันจึงจะค่อย ๆแอบเข้าไปกินซาก ไม่เหมือนกับเสือโคร่งที่มักเดินเข้าไปอย่างสง่าฝ่าเผย ศัตรูของเสือดาวก็คือเสือโคร่งนั่นเองที่มักมาแย่งอาหารของมันบ่อย ๆ นอกจากนี้ยังมีพวกหมาจิ้งจอกและหมาในที่มักเข้ามาแย่งซากสัตว์ของมันเช่นกัน

เสือดาวจะมีพื้นที่ในการหากินประมาณ 27 – 37 ตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่จะออกหากินตามลำพัง ยกเว้นในช่วงฤดูผสมพันธุ์หรือมีลูกอ่อน ปัจจุบันสถานภาพของเสือดาวในประเทศไทยมีจำนวนลดลง เหลืออยู่ตามป่าอนุรักษ์ต่าง ๆ เช่น ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติเขาสก ประมาณ 500 ตัวเท่านั้น

เสือดาวชอบอยู่สันโดษ จะจับคู่เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น ตั้งครรภ์ประมาณ 90-100 วัน ออกลูกครั้งละ 1-4 ตัว และมีอายุในสภาพกักขังประมาณ 20 ปี

ปูม้า

Share |

ปูม้า(blue swimming crab portunus pelagicus) ลักษณะทั่วไปก้ามยาวเรียว มีสัน หนามข้างกระดองข้างละ 9 อัน อันสุดท้ายมีขนาดใหญ่และยาวที่สุด กระดองแบนกว้างมากมีตุ่มเล็กๆกระจายเต็มไปหมด มีหนามที่ขอบเบ้าตาด้านบน ขอบเบ้าตาด้านล่างมีหนามแหลม 1 อัน ขาเดินมี 3 คู่ กรรเชียงว่ายน้ำ 1 คู่ ตัวผู้มีก้ามยาวเรียวกว่า มีสีฟ้าอ่อนและมีจุดขาวตกกระทั่วไปบนกระดองและก้าม พื้นท้องเป็นสีขาว จับปิ้งเป็นรูปสามเหลี่ยมเรียวสูง ตัวเมียจะมีก้ามสั้นกว่ากระดองและก้ามมีสีฟ้าอมน้ำตาลอ่อนและมีจุดขาวประทั่วไปทั้งกระดองและก้าม

ถิ่นอาศัย อยู่ตามปากแม่น้ำ หรือบริเวณชายฝั่งทะเล

อาหาร กินซากพืชและสัตว์ที่ตายแล้ว

ขนาด ความยาวประมาณ 15-20 ซม.

ประโยชน์ นำมาเป็นอาหารได้

ปูม้า (Portunus pelagicus) เป็นปูขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง มีการแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตร้อนบริเวณใกล้ชายฝั่ง สำหรับประเทศไทยปูม้าอาศัยอยู่ทั้งชายฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทย

1. ลักษณะรูปร่างของปูม้า
ลักษณะทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนตัว อก และท้อง ส่วนหัวและอกจะอยู่ติดกัน มีกระดองหุ้มอยู่ตอนบน ทางด้านข้างทั้งสองของกระดองจะเป็นรอยหยักคล้ายฟันเลื่อยเป็นหนามแหลมข้างละ 9 อัน ขามีทั้งหมด 5 คู่ด้วยกัน คู่แรกเปลี่ยนแปลงไปเป็นก้ามใหญ่เพื่อใช้ป้องกันตัวและจับอาหาร ขาคู่ที่ 2, 3 และ 4 จะมีขนาดเล็กปลายแหลมใช้เป็นขาเดิน ขาคู่สุดท้ายตอนปลายมีลักษณะเป็นใบพายใช้ในการว่ายน้ำ

2. การสืบพันธุ์
ปูม้าจะมีเพศแยกจากกันอย่างเด็ดขาด มีการผสมพันธุ์เป็นแบบ Heterosexual ลักษณะทางภายนอกแยกเพศจากกันได้อย่างชัดเจนด้วยสีและจับปิ้ง
เมื่อถึงฤดูกาลวางไข่ ปูม้าเพศเมียจะมีไข่ติดอยู่บริเวณระยางค์ซึ่งเคยเป็นขาว่ายน้ำในระยะวัยอ่อน โดยในระยะแรกไข่จะอยู่ภายในกระดองต่อมากระดองทางหน้าท้องเปิดออกมาทำให้สามารถเห็นไข่ปูม้าชัดเจน จึงมักเรียกปูม้าในระยะนี้ว่าปูม้าที่มีไข่นอกกระดอง ไข่นอกกระดองนี้ในขณะที่เจริญแบ่งเซลล์อยู่ภายในเปลือกไข่ สีของไข่จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีเหลืองอมส้มเป็นสีเหลืองปนเทา สีเทาและสีเทาอมดำ ปูม้าที่มีไข่สีเทาอมดำนั้นจะวางไข่ภายใน 1-2 วัน
พัฒนาการของปูม้าวัยอ่อน เริ่มจากระยะ Zoea ซึ่งมีระยะย่อย 4 ระยะ แต่ในบางครั้งจะพบระยะ Prezoea ก่อนระยะ Zoea โดยมักพบเมื่อปูม้าวางไข่ในสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้ปูม้าวัยอ่อนมีอัตราการตายสูง สำหรับการพัฒนาของปูม้าวัยอ่อนระยะ Zoea จะใช้เวลาประมาณ 10 วัน จึงจะเริ่มลอกคราบเป็นระยะ Megalopa และเมื่อปูม้าวัยอ่อนอายุประมาณ 15 วัน จะเริ่มลอกคราบเข้าสู่ระยะ First crab อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปูระยะ Zoea คือ โรติเฟอร์ และตัวอ่อนของอาร์ทีเมีย และเมื่อเข้าระยะ Megalopa ก็ให้ปลาบดเป็นอาหารเสริม จนกระทั่งถึงขั้นมีกระดอง First crab
ปริมาณไข่ที่ปูม้าวางไข่แต่ละครั้ง ปูม้ามีปริมาณไข่ดกใกล้เคียงกับปูทะเล กุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกราม แม่ปูขนาดกระดองกว้างประมาณ 8-12 ซม. จะมีไข่ประมาณ 80,000 - 3,000,000 ฟองขึ้นอยู่กับขนาด อายุ และความสมบูรณ์ของแม่พันธุ์ การเพาะฟักแต่ละครั้งจะให้ปริมาณลูกปูจำนวนมากในระยะแรก แม้ว่าอัตราการรอดจากไข่-ลูกปูขนาดเล็กระยะที่ 1 จะมีเพียง 1% หรือน้อยกว่านั้น

เทคนิคในการเพาะและอนุบาลลูกปูม้าวัยอ่อน
เนื่องจากโรงเรือนและอุปกรณ์ในการเพาะลูกปูม้าวัยอ่อนไม่แตกต่างกับการเพาะลูกกุ้ง-ลูกปลา ดังนั้น โรงเพาะฟักกุ้งและโรงฟักปลาที่มีอยู่จำนวนมากก็สามารถเปลี่ยนจากผลิตกุ้ง-ลูกปลาเป็นลูกปูได้ไม่ยาก อีกประการหนึ่ง เทคนิคการเพาะและอนุบาลลูกปูม้าวัยอ่อน คล้ายคลึงกับของปูทะเลและลูกกุ้ง ความเค็มที่ต้องการ 30 ppt.

3. องค์ประกอบที่สำคัญต่อการรอดตายของลูกปูวัยอ่อน
- แสงสว่าง โดยปกติลูกปูวัยอ่อนจะว่ายน้ำเข้าหาแสงตั้งแต่เริ่มออกจากไข่ การจัดความเข้มของแสงให้กระจายอย่างเท่ากันในบ่อจะเป็นการช่วยลดการรวมกลุ่มของลูกปู ป้องกันการกินกันเองและลดความเครียดของลูกปูจะเป็นการช่วยเพิ่มอัตราการรอดตายของลูกปูวัยอ่อนได้
- ปริมาณความหนาแน่นของลูกปูวัยอ่อน
- อุณหภูมิ
- ปริมาณการให้ออกซิเจน โดยทั่วไปลูกปูในระยะตัวอ่อน 1 ตัวจะใช้ออกซิเจน 0.05 - 0.09 Ml/hour
- ปริมาณความหนาแน่นของอาหาร โดยทั่วไประดับความหนาแน่นของลูกปูที่น้อยกว่า 25 ตัว/200 มิลลิลิตร ลูกปู 1 ตัว จะกินอาหารพวกโรติเฟอร์ 2.5 ตัว ถ้าความหนาแน่นของลูกปูที่เลี้ยงในบ่อมีมากกว่า 25ตัว/200 มิลลิลิตร ลูกปู 1 ตัว จะกินอาหาร 5-6 ตัว

4. การเตรียมพันธุ์ปูม้า
ทำการรวบรวมปูม้าเพศเมียที่มีไข่ ซึ่งได้รับการผสมน้ำเชื้อจากปูเพศผู้แล้วและพัฒนาจนถึง
ขั้นจะสามารถวางไข่ได้ ปูม้าเพศเมียพักไว้ในบ่อซึ่งคลุมให้มืดและแบ่งแยกเป็นอิสระแต่ละตัว เตรียมน้ำฆ่าเชื้อมาจากบ่อที่ฆ่าเชื้อ มีการใช้วัสดุหลบซ่อนตัวของปูม้า โดยใช้ท่อพีวีซีหรือไหจับหมึกด้วยและอาหารที่ใช้เลี้ยงปูเหล่านี้คือหอยขาวสด ๆ ใช้ทั้งเปลือกและเนื้อ ปูม้าจะใช้ก้ามหนีบคีบเปลือกหอยให้แตกและสามารถกินเนื้อหอยได้ ปล่อยให้แม่ปูอุ้มไข่จนพัฒนาแก่ตัวเต็มที่พร้อมจะฟักเป็นตัวได้ และเพื่อเป็นการป้องกันปูทำร้ายกันเอง ได้จัดแบ่งพื้นบ่อเป็นส่วน ๆ ด้วยอวนพีวีซีได้จัดแบ่งพื้นบ่อเป็นส่วน ๆ ด้วยอวนพีวีซี

5. ถังฟักไข่ปู
ใช้ได้ทั้งแบบทึบและแบบโปร่งแสง รูปทรงกลมที่ปากของถังขนาดความจุของถังประมาณ 1 ลูกบาศก์เมตร (1 ตัน) จะใช้ผ้าพลาสติกสีดำหรือเขียวอ่อนคลุมทั้งหมด เพื่อทำให้ภายในถังฟักไข่ปูมีลักษณะมืดทึบ
ลักษณะการฟักตัวของปูจะเริ่มเมื่อไข่แก่เต็มที่ โดยสัญชาตญานของแม่ปูจะทราบโดยธรรมชาติ แม่ปูจะยกตัวขึ้นด้วยขาให้ส่วนท้องบริเวณจับปิ้งที่มีไข่ปูยกสูงพ้นจากพื้นก้นบ่อ ลูกปูระยะเพิ่งฟักเป็นตัว (โซเอีย) นำมาอนุบาลในบ่อจนกระทั่งพัฒนาเป็นลูกปูระยะวัยรุ่นติดตั้งปีกบริเวณผิวน้ำและก้นบ่อ ปีกทำด้วยเนื้ออวนขนาดตา 1 ซม. บังคับด้วยมอเตอร์ให้หมุนได้ 1 รอบ/นาที เพื่อประโยชน์ให้ลูกปูระยะโซเอียแตกกลุ่มหรือกระจายกันและป้องกันการกินกันเองด้วย ควบคุมให้อุณหภูมิของน้ำที่ใช้ในการอนุบาลลูกปูมีระดับสูงกว่าปกติ คือประมาณ 22-24 oC โดยการจัดให้มีหลังคาคลุมด้วยพลาสติกบางและโปร่งแสง โครงหลังคาทำด้วยโครงเหล็ก จัดสร้างบ่อเก็บน้ำให้มีระดับก้นบ่อเหนือระดับพื้นดินปกติ ระหว่างบ่ออนุบาลลูกปูมีประตูปิด-เปิดน้ำ เพื่อความสะดวกในในการถ่ายน้ำหรือรวบรวมลูกปูได้ทุกระยะ (โซเอีย ปูวัยรุ่น) มีหน้าต่างกระจกชนิดหนาพิเศษสร้างไว้ข้างบ่อ เพื่อให้สามารถมองเห็นภายในของบ่อ ซึ่งช่วยให้การตรวจสอบการเจริญวัยของลูกปู การจัดการเกี่ยวกับคุณภาพน้ำ หรือตรวจสอบการให้อาหารในเวลาปกติได้

6. การเพาะพันธุ์อาหารสำหรับอนุบาลลูกปูม้า
การเพาะน้ำเขียว (คลอเรลล่า) จัดสร้างบ่อเพาะน้ำเขียวให้มีลักษณะเป็นร่องฟันปลา ตั้งถังไฟเบอร์ที่เตรียมสำหรับเพาะน้ำเขียวไว้บนปากบ่อส่วนแรก ซึ่งมีระดับสูงกว่าส่วนปลายเล็กน้อย เพื่อจัดเตรียมน้ำและหัวเชื้อน้ำเขียว พร้อมทั้งปุ๋ยเรียบร้อย เตรียมการเพิ่มอากาศให้พอเหมาะ เมื่อน้ำเขียวเจริญได้ดีแล้ว จึงสูบลงมาบริเวณส่วนแรกให้ค่อย ๆ ไหลลงมาส่วนปลาย
ในการอนุบาลลูกปูระยะโซเอีย จะให้โรติเฟอร์เป็นอาหารและลูกปูในระยะเมกาโลปากับวัยรุ่นจะให้โรติเฟอร์และอาร์ทีเมียวัยอ่อนเป็น

อาหาร
พัฒนาการของลูกปูม้า ตั้งแต่ระยะฟักเป็นตัวอ่อนโซเอีย จะมีการพัฒนาโดยการลอกคราบ 1 ครั้ง เข้าสู่ระยะเมกาโลปา เมกาโลปาลอกคราบอีก 1 ครั้ง เข้าระยะลูกปูวัยรุ่นในขนาดความยาวเฉลี่ยประมาณ 4.4 ซม. ใช้เวลาในการพัฒนาทั้งสิ้นประมาณ 20 วัน จากนั้นจึงรวบรวมลูกปูวัยรุ่น โดยการปล่อยน้ำออกจากบ่ออนุบาล โดยจัดเตรียมตะกร้าอวนวางบนพื้นรองรับลูกปูขณะเปิดประตูน้ำจากบ่ออนุบาลบนพื้นรองรับตะกร้ามีระดับน้ำเค็มประมาณ 15 ซม.

การเลี้ยงในบ่อดิน
ปูม้าสามารถเลี้ยงได้ในบ่อดิน เช่นเดียวกับปูทะเล กุ้งกุลาดำ ปูม้ามีคุณสมบัติพิเศษที่เหนือกว่ากุ้งกุลาดำที่มีความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำในบ่อ สามารถมีชีวิตและเจริญเติบโตได้ดีในบ่อดิน แม้จะเป็นบ่อกุ้งที่ทิ้งร้าง ที่มีระดับน้ำเพียง 0.50-1.00 ม. มีศัตรูน้อยกว่ากุ้งและปูม้าไม่ทำลายก้นบ่อ

ลักษณะนิสัย
ปูม้าจะมีนิสัยกินกันเอง โดยเฉพาะตอนที่มีการลอกคราบ
ปูม้าสามารถนำมาเลี้ยงเป็นปูไข่ เป็นปูนิ่ม หรือขุนปูโพรกให้เป็นปูแน่น ซึ่งใช้เวลาประมาณ 20-30 วัน ถ้าเป็นการเลี้ยงปูเล็กให้เป็นปูที่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ ปูม้าจะใช้เวลาการเลี้ยงใกล้เคียงกับกุ้งกุลาดำ จากการศึกษาค้นคว้าในบ่อดินขนาด 0.8 ไร่ ระดับน้ำลึกประมาณ 1.20 เมตร ถ้าเลี้ยงด้วยความหนาแน่นระหว่าง 0.5-1.5 ตัว/ตรม. จะสามารถเลี้ยงปูขนาด 0.78 - 1.16 กรัม ให้โตได้ขนาด 90 - 140 กรัม ในระยะ 4 เดือน ซึ่งเป็นขนาดโตได้ราคา

พฤติกรรมการกินอาหาร
ปูม้ากินอาหารได้หลายรูปแบบ นอกจากเนื้อปลาแล้วยังสามารถกินอาหารเปียกที่เกษตรกรสามารถจัดทำขึ้นเองหรืออาหารเม็ดสำเร็จรูป สำหรับกุ้งกุลาดำหรือกุ้งก้ามกรามที่มีขายตามท้องตลาดก็ได้

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ปลาเข็ม

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Actinopterygii

อันดับ Beloniformes
อันดับย่อย Belonoidei
วงศ์ใหญ่ Exocoetoidea
วงศ์ Hemiramphidae
Gill, 1859

ลักษณะทั่วไป
เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็ก ลำตัวเรียวยาว คล้ายเข็มเย็บผ้า ด้านข้างแบน ปากยาวแหลม ขากรรไกรล่างคือส่วนที่ยื่นออกมขากรรไกรบนมีขนาดเล็กเป็นรูสามเหลี่ยมใช้ในการจับเหยื่อและต่อสู้ป้องกันตัวระหว่างปลาพวกเดียวกันปลาเข็มมีครีบหูใหญ่และแข็งแรง ทำให้มันสามารถกระโดดจับแมลงตัวเล็กๆที่อยู่บนผิวน้ำกินเป็นอาหารได้นอกจากนี้ยังมีสายตาที่แหลมคมสามารถมองวัตถุที่อยู่เหนือน้ำได้ดีกว่าปลาชนิดอื่น อยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆละ 8-10 ตัวและจะมีปลาตัวผู้ทำหน้าที่เป็นที่คุมฝูงอยู่เพียงตัวเดียว ปลาเข็มออกลูกเป็นตัวครั้งละไม่เกิน 30 ตัว

ถิ่นอาศัย
พบตามแหล่งน้ำจืดทั่วไป

อาหาร
กินตัวอ่อนของแมลงน้ำ ลูกน้ำ และสัตว์น้ำขนาดเล็กที่อาศัยอยู่บริเวณผิวน้ำ

ขนาด
ความยาวประมาณ 3-6 ซม.

ประโยชน์
เลี้ยงเป็นปลาสวยงามและกัดพนันเอาเดิมพัน

ปลาตะเพียน

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

ชื่อวิทยาศาสตร์ Barbodes gonionotus,Puntius gonionotus

ชื่อสามัญ Common silver barb

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Actinopterygii

อันดับ Cypriniformes
วงศ์ Cyprinidae

สกุล Barbonymus
Kottelat, ค.ศ. 1999
สปีชีส์ B. gonionotus

ตะเพียน เป็นชื่อปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Barbonymus gonionotus (เดิม Puntius หรือ Barbodes gonionotus) อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) วงศ์ย่อย Cyprininae - Poropunti มีรูปร่างเหมือนปลาในตระกูลปลาตะเพียนทั่วไป ตัวมีสีเงินแวววาว ด้านหลังมีสีคล้ำเล็กน้อย ด้านท้องสีจาง ครีบอื่น ๆ มีสีเหลืองอ่อน

ปลาตะเพียนชนิดนี้นับเป็นปลาน้ำจืดที่คนไทยรู้จักดี และอยู่ในวิถีชีวิตความเป็นอยู่มาแต่โบราณ เช่น ปลาตะเพียนใบลาน มีการเลี้ยงปลาชนิดนี้ในประเทศมานานกว่า 30 ปี และถูกนำพันธุ์ไปเลี้ยงยังต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย บอร์เนียว อินโดนีเซีย แม้ว่าในประเทศเหล่านี้จะมีปลาชนิดนี้อยู่ในธรรมชาติแล้วก็ตาม ขนาดโดยเฉลี่ย 36 ซ.ม.

พบชุกชุมในทุกแหล่งน้ำทุกภาคของไทย ยกเว้นแม่น้ำสาละวิน อยู่กันเป็นฝูง ชอบที่น้ำไหลเป็นพิเศษ เป็นปลากินพืช แมลง สัตว์หน้าดิน บริโภคโดยการปรุงสด โดยเฉพาะตะเพียนต้มเค็ม หรือปลาส้ม นับว่าเป็นตำรับที่มีชื่อมากของปลาชนิดนี้ แต่เป็นปลาที่มีก้างมาก นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย โดยเฉพาะเลี้ยงเพื่อใช้ประโยชน์เก็บกินเศษอาหารที่ปลาใหญ่กินเหลือหรือเก็บตะไคร่น้ำและปรสิตในตู้

ปลาตะเพียนชนิดนี้มีชื่อเรียกอื่นอีกเช่น "ตะเพียนขาว" หรือ "ตะเพียนเงิน" ภาคอีสานเรียกว่า "ปาก"

ปลาหมอ

Share |


ชื่อไทย
หมอไทย, หมอ, สะเด็ด, เข็ง

ชื่อสามัญ
COMMON CLIMBING PERCH

ชื่อวิทยาศาสตร์
Anabas testudineus

ถิ่นอาศัย
แพร่กระจายทั่วทุกภาคของประเทศ ภาคเหนือเรียกปลาสะเด็ด ภาคอีสานเรียกปลาเข็ง

อาหาร
กินลูกปลา ลูกกุ้ง แมลง ซากสัตว์และพืชที่เน่าเปื่อย

ขนาด
ความยาวประมาณ 7-23 เซนติเมตร

ประโยชน์
เนื้อมีรสอร่อยมีก้างแข็งแทรกปะปนอยู่กับเนื้อ ควรระมัดระวังในการรับประทาน

ปลาหลด

Share |

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Actinopterygii

อันดับ Synbranchiformes
วงศ์ Mastacembelidae

สกุล Macrognathus
สปีชีส์ M. siamensis

ชื่อวิทยาศาสตร์ Macrognathus siamensis Günther, ค.ศ. 1861


หลด ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrognathus siamensis อยู่ในวงศ์ปลากระทิง (Mastacembelidae) มีรูปร่างเรียวยาว ลำตัวแบนข้างเล็กน้อย จะงอยปากยื่นแหลมยาว ครีบหางเล็กปลายมนแยกจากครีบหลังและครีบก้นที่ยาว ครีบอกเล็กกลม ตัวมีสีเทาอ่อน ด้านบนมีสีคล้ำ ด้านท้องสีจาง ครีบหลังคล้ำมีจุดเล็กสีจางประและมีดวงสีดำขอบขาวแบบดวงตา 4 - 5 ดวงตลอดความยาวลำตัว โคนครีบหางมีอีก 1 ดวง มีความยาวประมาณ 12 - 15 ซ.ม. ใหญ่สุดพบ 25 ซ.ม.

อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนิ่งทั่วไป และแม่น้ำลำคลองของทุกภาค บริโภคโดยปรุงสด ทำปลาแห้ง และรมควัน นอกจากนี้ยังจับขายเป็นปลาสวยงามด้วย

การเพาะเลี้ยงปลาหลด

ปลาหลด เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านของไทยที่อาศัยอยู่ในห้วย หนอง คลอง บึง ตาม แหล่งน้ำธรรมชาติ และอยู่ตามพื้นน้ำ ฝังตัวอยู่ในทรายตอนกลางวัน หากินอาหาร ในเวลากลางคืน ชอบกินตัวอ่อนของแมลง หนอน ไส้เดือน สัตว์เล็กๆ และเศษเนื้อ เน่าเปื่อยเป็นอาหาร ปลาชนิดนี้เดิมที่ชุกชุมมากช่วงฤดูฝน ยกยอครั้งใดมัก จะติดขึ้นมาด้วยเสมอ ปัจจุบันนี้หารับประทานกันได้ยากยิ่งขึ้น เนื่องมาจาก แหล่งน้ำมีสารพิษและการเน่าเสีย สภาพแวดล้อมไม่สมดุลทำให้การวางไข่ลด ลง จำนวนปลาจึงน้อยลงและมีให้เห็นแต่เพียงตัวเล็กๆ ถ้าปลาหลดตัวใหญ่นั้น เป็นปลาที่มาจากประเทศกัมพูชา ไม่แปลกราคาปลาหลดที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด ค่อนข้างสูง อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 120-200 บาท

ลักษณะของปลาหลด
ลักษณะที่โดดเด่นของปลาหลดคือ เป็นปลาที่อดทนสูง อาศัยอยู่ในโคลนตมได้ นาน รูปร่างคล้ายปลาไหล ปลายปากยื่นยาวสามารถยืดหดได้ ลำตัวยาวเรียว ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ตัวปลากลมมน หัวเล็ก จะงอยปากเรียวแหลม ปากและตา เล็ก ครีบหลังและครีบก้นยาว ครีบหางเล็ก ไม่มีครีบท้อง หลังสีน้ำตาลท้องมี สีอ่อนปนเหลือง มีจุดสีดำที่ครีบหลัง 3-5 จุด เกล็ดเล็กมาก จนมองดูเหมือน ไม่มี อยู่ในวงศ์เดียวกับปลากระทิง แต่ขนาดเล็กกว่า

เพาะเลี้ยงปลาหลด
ในการเลี้ยงปลาหลดเพื่อการค้าอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากการหาพ่อแม่พันธุ์ ปลาหลดยังต้องหาตามแหล่งน้ำจากธรรมชาติ ทำให้ปลามีความบอบซ้ำและปริมาณก็ ไม่มากพอ แหล่งที่มีการรวบรวมพันธุ์ที่สำคัญคือ ตลาดโรงเกลือ อำเภอ อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
คณะวิชาประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ได้ เห็นความสำคัญ จึงได้ศึกษาวิจัยและทดลองการเพาะเลี้ยงปลาหลดอย่างเอาจริง เอาจัง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงปลาชนิดนี้ในเชิงธุรกิจ ซึ่งจะ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี
ผ.ศ.หทัยรัตน์ เสาวกุล หัวหน้าคณะวิชาประมง หนึ่งในคณะผู้ วิจัย กล่าวว่า คณะผู้วิจัยการเพาะเลี้ยงปลาหลดได้ศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยง หรือขยายพันธุ์ปลาหลด เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรกรให้มีรายได้จากการ เลี้ยงปลาเพิ่มขึ้น

การเพาะพันธุ์ปลาหลด
เราจะคัดปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์ คือเพศเมีย ลำตัวอ้วน ป้อม จากนั้นก็ฉีดฮอร์โมนเพศเมีย ทำการฉีด 2 ครั้ง ซึ่งครั้งที่ 2 พัก ห่างจากครั้งที่ 1 ประมาณ 6 ชั่วโมง เพศผู้ ทำการฉีดเพียงครั้งเดียว โดย ฉีดพร้อมเพศเมีย เข็มที่ 2 แล้วก็นำพ่อแม่พันธุ์ที่ฉีดฮอร์โมนเรียบ ร้อย ปล่อยลงในถังเดียวกันเพื่อให้ผสมกันเองตามธรรมชาติ
ปลาหลดเพศเย 1 ตัว จะให้ไข่ได้ถึง 3,000 - 5,000 ฟอง ซึ่งจมติดวัตถุใน น้ำและฟักตัวในอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส ใช้ระยะเวลา ประมาณ 48-60 ชั่วโมง หลังจากไข่ถูกฟักออกมาเป็นตัวแล้ว อาหารที่ให้ในระยะ การอนุบาลควรเป็นไรแดง เพราะมีการเจริญเติบโตและมีอัตราการรอดดีที่ สุด แล้วค่อยให้หนอนแดงหรือไส้เดือนเป็นอาหาร
ผ.ศ.หทัยรัตน์ กล่าวว่า ปลาหลดสามารถเลี้ยงได้ทั้งบ่อดินและบ่อ ซีเมนต์ ลักษณะของบ่อซีเมนต์ควรมีขนาด 4x4 เมตร หรือ 2x4 เมตร ความสูง ประมาณ 70 เซนติเมตร หรือเพียง 50 เซนติเมตร เพาะปลาหลดจะไม่กระโดด แต่ ถ้าสูงก็สามารถป้องกันงูและศัตรูอื่นๆ ได้ดี
ผิวบ่อฉาบเรียบ อาจทำให้ลาดเอียงประมาณครึ่งบ่อเพื่อใส่ทรายปนดินเหนียว ไว้ที่ก้นบ่อ ข้อดีของบ่อซีเมนต์คือสามารถควบคุมไม่ให้ปลาหนีได้ ซึ่งบ่อ ดินจะทำให้ปลาหลดหลบซ่อนตัวอยู่ในโคลน การจับขายค่อนข้างลำบาก ลูกปลา อายุ 2 สัปดาห์ ขึ้นไป หรือความยาว ประมาณ 3-4 นิ้ว จำนวน 2,000 - 2,500 ตัว สามารถปล่อยลงบ่อเพาะเลี้ยง ได้ แต่ถ้าจะให้ดีต้องอายุ 1 เดือน
"ในการเลี้ยงปลานั้น เราต้องมีการจัดการน้ำที่ดี ตรวจสอบคุณภาพ ของอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นปลากินเนื้อ น้ำจะเสียได้ง่าย ใช้วิธีเพิ่ม น้ำเข้าไปแล้วไหลออกอีกทางหนึ่ง ปลาจะมีความรู้สึกว่าน้ำไหลเวียน พื้นบ่อ ควรจะหากระบอกไม้ไผ่หรือท่อน้ำเก่าๆ ให้ปลาหลดชอบหลบอาศัยอยู่ในโพรงหรือ กระบอก ใส่ผักบุ้งไว้ส่วนหนึ่งไม่ต้องมากนัก ระดับความสูงของน้ำให้ท่วม บริเวณพื้นดินประมาณ 40 เซนติเมตร" ปลาหลดจะโตเร็ว ใช้เวลา เพียง 6-7 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้แล้ว ซึ่งมีขนาดประมาณ 30-40 ตัว ต่อ กิโลกรัม หากเลี้ยงจนได้อายุ 1 ปี ก็สามารถใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้
สำหรับอาหารที่ใช้ในเลี้ยงปลาหลดนั้น เหมือนกันกับเหยื่อของปลาไหล โดยมี หลักๆ ดังนี้ หอยเชอร์รี่ นำมาทุบแยกเปลือกและเนื้อออกจากกัน แล้วสับเนื้อ หอยให้ละเอียด นำไปวางไว้บริเวณชายพื้นรอยต่อระหว่างทรายกับผิวปูน ซีเมนต์ กองไว้ เมื่อเหยื่อเริ่มเน่าปลาหลดจะเข้ามากินหรืออาจกินตั้งแต่สดๆ
"เราจะต้องคอยดูว่า ปลาหลดจะกินหมดในเวลา 2-3 วัน หรือไม่ ถ้าหมดควร เพิ่มให้อีก แต่ถ้าเหลือควรลดลง เวลาการให้อาหารควรระวัง คือต้องอย่าให้ เกิดการกระเทือน เพราะจะทำให้ปลาตกใจหนี"
"ในการประกอบอาชีพเลี้ยงปลาชนิดทั่วๆ ไปนั้น ต้องมีต้นทุนในการซื้อ อาหารเม็ดสำเร็จรูป ในขณะที่อาหารปลาหลดเราหาได้เองตามธรรมชาติ เช่น หอยเชอ รี่ ซึ่งเป็นศัตรูทำลายต้นข้าวมีจำนวนมาก หากนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ยัง ช่วยทำลายหอยเชอรี่โดยไม่ต้องใช้สารเคมีในการกำจัด อีกอย่างไส้เดือนก็หาได้ ทั่วไปได้เช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบแล้วปลาชนิดอื่นขายขายได้ในราคาที่ ถูกกว่า ปลาหลดขายได้แพงกว่า แต่ต้นทุนต่ำกว่า เกษตรกรสามารถประกอบเป็น อาชีพเสริมได้อย่างดี " ผศ.หทัยรัตน์ กล่าว

เลี้ยงไส้เดือนเป็นอาหารปลาหลด
ดังที่บอกแล้วว่า ปลาชนิดนี้ กินอาหารได้หลายชนิด ทำให้ ผศ.หทัย รัตน์ เกิดความคิดที่จะเพาะไส้เดือนมาให้ปลากิน จึงได้ไปอบรมการเพาะเลี้ยง ไส้เดือนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
"ไส้เดือน น่าจะเป็นอาหารที่ดีสำหรับการนำมาเลี้ยงปลาหลด เพราะตาม ธรรมชาติแล้วช่วงฤดูฝนเวลาเราจับปลาหลดได้ พอผ่าท้องออกมาก็จะพบไส้เดือน จำนวนมาก แสดงว่าไส้เดือนเป็นอาหารที่ปลาหลดชอบกิน"
ผศ.หทัยรัตน์ กล่าวว่า ไส้เดือนนั้นเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง ถึง 60% ของน้ำหนักตัว จะทำให้ปลาโตเร็ว สุขภาพแข็งแรง เกล็ดเป็นเงา งาม สามารถผลิตปลาหลดได้ทันต่อความต้องการในปัจจุบัน ซึ่งการเลี้ยง ไส้เดือนเพื่อเป็นอาหารของปลาหลดนั้น ข้อดีคือ ต้นทุนในการเลี้ยงน้อย มาก เพราะการเลี้ยงไส้เดือนใช้เพียง มูลช้าง วัว ควาย ขุย มะพร้าว กระดาษ เศษอาหาร ผลไม้เน่าเสีย เลี้ยงใน ภาชนะ เช่น ถัง กะละมัง ซึ่งอยู่ในที่ร่มและมีความชื้น ก็ทำให้ไส้เดือน สามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว

ข้อดีของการเลี้ยงปลาหลดด้วยไส้เดือน
1. ไส้เดือนสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ปริมาณที่เพียงพอ ลงทุนต่ำ
2. ไส้เดือนเมื่องลงบ่อ จะอยู่ได้ถึง 1 วัน ไม่ตาย ปลาหลดจะจับกินได้อย่างต่อเนื่อง
3. ปลาหลด ชอบกินเหยื่อไส้เดือน

ปลาหลด เอาไปทำอาหารอะไรได้บ้าง
ปลาหลด ปลาที่มีความอร่อยอยู่ในตัว เมื่อถูกปรุงเป็นอาหารจึงสร้างความ โอชะได้มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญต้องเลือกปลาสด จึงจะไม่มีกลิ่นคาวมาก เนื้อ มีรสหวาน สังเกตตาต้องใส ตัวปลามีเมื่อกลื่นมือ ถ้าปลาไม่สดเมือกจะขุ่น ขาว จับตัวปลาแล้วไม่ลื่น มีกลิ่นคาวแรง

ปลาตัวเล็กนิยมเอามาเคล้าเกลือตากแห้ง เป็นปลาแดดเดียว นำมาทอดกรอบได้ อร่อยนัก ถ้าได้ปลามาสดๆ เอามาทำต้มโคล้งต้องใส่เครื่องสมุนไพรสด พวก ข่า ตะไคร้เยอะๆ น้ำต้องเดือดจัดก่อนจึงใส่ปลา ต้มจึงจะไม่มีกลิ่นคาว อีก วิธีเมื่อล้างปลาแล้วเคล้าด้วยเกลือหมักไว้สักครู่ ล้างน้ำย่างไฟ พอหนัง ปลาเหลืองก็จะช่วยดับกลิ่นคาวได้ หรือนำปลาสดมาเคล้าเกลือ หรือแช่น้ำปลา แล้วนำไปทอดกินกับข้าวสวยร้อนๆ กับพริกน้ำปลาบีบมะนาวก็อร่อยเช่นกัน
นอกจากจะใช้ปรุงเป็นอาหารแล้ว ยังมีการนำไปเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม โชว์เป็น ปลาตู้อีก ขณะที่ปลาหลดว่ายจะดูสง่างาม ราคาจะยิ่งสูงขึ้นโดยเฉพาะตัวที่มี จุด จะตกอยู่ตัวละ 20-30 บาท และอีกอย่างการเอาไปทำเป็นเหยื่อล่อปลา จะ ใช้ปลาหลด ขนาด 3-4 นิ้ว ราคาตัวละ 3-4 บาท สามารถใช้เป็นเหยื่อล่อปลา ชะโด ปลาช่อน


แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

ตั๊กแตนตำข้าว Praying Mantis

Share |

ชื่อวิทยาศาสตร์ -
อันดับ ORTHOPTERA
วงศ์ Mantidae
ชื่อสามัญ Mantid
ชื่อพื้นบ้าน ตั๊กแตนตำข้าว , ตั๊กแตนต่อยมวย


ลักษณะทั่วไป
ตั๊กแตนตำข้าวมีลำตัวยาว ขาคู่แรกขยายใหญ่เป็นกล้ามสับ และมีหนามสำหรับหนีบจับเหยื่อเป็นอาหาร อกปล้องแรกยาวมากขณะทำการจับเหยื่อตั๊กแตนจะทำท่ายกขาหน้าและโยกไปมาคล้ายจะต่อยมวย ขณะทำการผสมพันธุ์ตัวเมียอาจจะจับตัวผู้กินเป็นอาหาร

แหล่งที่พบ
พบได้ตามต้นไม้และกอหญ้า

อาหารธรรมชาติ
ชอบกินแมลงชนิดอื่นเป็นอาหาร

ประโยชน์และความสำคัญ
ตั๊กแตนตำข้าวเป็นตั๊กแตนที่มีประโยชน์ต่อการเกษตร เพราะเป็นแมลงที่กินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ปลาบู่

Share |



ปลาบู่ หรือ บู่ทราย บู่จาก บู่ทอง บู่เอื้อย บู่สิงโต

มีชื่อสามัญว่า Sand Gody, Marbled Sleepy Gody

ชื่อวิทยาศาสตร์ Oxyeleotoris marmoratus Bleeker

ปลาบู่เป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ สามารถทำรายได้เข้าประเทศแต่ละปีมีมูลค่าหลายสิบล้านบาท ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ฯลฯ เนื่องจากความต้องการบู่ทรายจากต่างประเทศมีเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นผลให้ปลาบู่ทรายมีราคาแพงขึ้น ในอดีตการเลี้ยงปลาบู่ทรายนิยมเลี้ยงกันมากในกระชังแถบลุ่มน้ำและลำน้ำสาขาบริเวณภาคกลาง ตั้งแต่นครสวรรค์ อุทัยธานี เรื่อยมาจนถึงจังหวัด ปทุมธานี โดยมีจังหวัดนครสวรรค์ เป็นแหล่งเลี้ยงส่งออกที่ใหญ่ที่สุด สำหรับปัญหาการเลี้ยงปลาบู่ทรายขณะนี้มี 3 ประการ คือ

1.พันธุ์ปลาที่นับวันจะหายาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
2.ผู้เลี้ยงขาดความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการเพาะเลี้ยง
3.สภาพสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ไม่เอื้ออำนวยต่อการเพาะเลี้ยงปลา

รูปร่างลักษณะ

ปลาบู่ทราย มีลักษณะลำตัวกลมยาว ความลึกลำตัวประมาณ 1 ใน 3.5 ของความยาวมาตรฐานลำตัว ส่วนหัวยาวเป็น 1 ใน 2.8 ของความยาวมาตรฐานของลำตัว หัวค่อนข้างโต และด้านบนของหัวแบนราบ หัวมีจุดสีดำประปราย ปากกว้างใหญ่เปิด ทางด้านบนตอนมุมปากเฉียงลงและยาวถึงระดับกึ่งกลางตา ขากรรไกรล่างยื่นยาวกว่าขากรรไกรบน ทั้งขากรรไกรบนและล่างมีฟันแหลมซี่เล็กๆ ลักษณะฟันเป็นฟันแถวเดียว ลูกตาลักษณะโปนกลมอยู่บนหัวถัดจากริมฝีปากบนเล็กน้อย รูจมูกคู่หน้าเป็นหลอดยื่นขึ้นมาอยู่ติดกับร่องที่แบ่งจงอยปากกับริมฝีปากบน ครีบหูและครีบหางมีลักษณะกลมมนใหญ่ มีลวดลายดำและสลับขาว มีก้านอ่อนอยู่ 15-16 ก้าน ครีบหลัง 2 ครีบ ครีบอันหน้าสั้นเป็นหนาม 6 ก้าน เป็นก้านครีบสั้นและเป็นหนาม ครีบอันหลังเป็นก้านครีบอ่อน 11 ก้าน ครีบท้องหรือครีบอกอยู่แนวเดียวกับครีบหูและมีก้านครีบอ่อน 5 ก้าน ครีบอกของปลาบู่ใน Subfamily Eleotrinae แยกจากกันอย่างสมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างจากปลาบู่ชนิดอื่นในครอบครัว Gobiidae ซึ่งมีครีบท้องติดกันเป็นรูปจาน ครีบก้นอยู่ในแนวเดียวกับครีบหลังอันที่ 2 มีก้านครีบอ่อน 7 ก้าน และมีอยู่ในแนวเดียวกับครีบหลังอันที่ 2 และมีความยาวเท่ากับครีบหลังอันที่ 2 ส่วนของครีบมีลายสีน้ำตาลดำแดงสลับขาวเป็นแถบๆ และมีจุดสีดำกระจายอยู่ทั่วไป ลำตัวมีเกล็ดแบบหนามคล้ายซี่หวีและมีแถบสีดำขวางลำตัว 4 แถบ ด้านท้องมีสีอ่อน สีตัวของปลาบู่ทรายแตกต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่อาศัย

ปลาบู่ทรายจัดเป็นปลาขนาดกลาง และเป็นปลาชนิดเดียวในครอบครัวนี้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ปกติมีขนาดประมาณ 30 เซนติเมตร เคยพบยาวถึง 60 เซนติเมตร

การแพร่กระจาย

ปลาบู่ทราย เป็นปลาที่เราสามารถพบได้ทั่วไปในน้ำจืดและน้ำกร่อยเล็กน้อย ในหลายประเทศโดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะมลายู ได้แก บอร์เนียว เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย มาเลเซีย จีน ไทย สำหรับในประเทศไทยพบปลาบู่ขยายพันธุ์ทั่วไปตามแม่น้ำลำคลอง และสาขาทั่วทุกภาคตามหนอง บึง และอ่างเก็บน้ำต่างๆ

แหล่งที่อยู่อาศัย

ปลาบู่ทราย เป็นปลากินเนื้อ ที่ชอบอยู่นิ่งๆตามดินอ่อน พื้นทรายและหลบซ่อนตามก้อนหิน ตอไม้ เสาไม้ รากหญ้าหนาๆ เพื่อรอให้เหยื่อผ่านมาแล้วเข้าโจมตีทันทีด้วยความรวดเร็ว ปลาบู่ทรายพบทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อยเล็กน้อย ลูกปลาบู่ทรายชอบซ่อนตัวบริเวณราก พืชพันธุ์ไม้น้ำพวกรากจอก รากผัก

การสืบพันธุ์

-ความแตกต่างลักษณะเพศ การสังเกตลักษณะความแตกต่างระหว่างปลาบู่เพศผู้และเมีย ดูได้จากอวัยวะเพศที่อยู่ใกล้รูทวาร ปลาเพศผู้มีอวัยวะเพศเป็นแผ่นเนื้อขนาดเล็กสามเหลี่ยมปลายแหลม ส่วนตัวเมียมีอวัยวะเพศเป็นแผ่นเนื้อขนาดใหญ่และป้านตอนปลายไม่แหลมแต่เป็นรูขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายถ้วยน้ำชาขนาดเล็ก เมื่อพร้อมผสมพันธุ์ ปลายอวัยวะเพศทั้งตัวผู้และตัวเมียมีสีแดง บางครั้งเห็นเส้นเลือดฝอยสีแดงที่มาเลี้ยงอวัยวะเพศได้ชัดเจน
-การเจริญพันธุ์และฤดูการวางไข่ ปลาบู่โตเต็มวัยเมื่อมีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตรขึ้นไป ปลาบู่ที่สามารถขยายพันธุ์ได้มีขนาดตั้งแต่ 8 เซนติเมตรขึ้นไป ปลาบู่สามารถวางไข่ได้เกือบตลอดทั้งปียกเว้นในช่วงฤดูหนาว ตลอดฤดูกาลการวางไข่สามารถวางไข่ได้ประมาณ 3 ครั้งต่อปี
-พฤติกรรมการผสมพันธุ์และวางไข่ การผสมพันธุ์ปลาบู่ในธรรมชาติพบว่า ปลาบู่ตัวผู้จะหาสถานที่ในการวางไข่ ได้แก่ ตอไม้ เสาไม้ ทางมะพร้าว ฯลฯ แล้วทำความสะอาดวัสดุดังกล่าว หลังจากนั้นตัวผุจะเข้าเกี้ยวพาราสี พร้อมไล่ต้อนตัวเมียไปที่รังที่เตรียมไว้ การผสมพันธุ์เริ่มตั้งแต่ตอนหัวค่ำจนถึงเช้ามืด โดยผสมพันธุ์แบบภายนอกตัวปลา

การเพาะพันธุ์ปลาบู่
มี 2 วิธี คือ

1.วิธีการฉีดฮอร์โมน
2.วิธีการเลียนแบบธรรมชาติ

สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดปทุมธานีได้พัฒนาการเพาะพันธุ์ปลาบู่เป็นเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ โดยเน้นการเพาะพันธุ์วิธีเลียนแบบธรรมชาติซึ่งให้จำนวนรังไข่ได้มากกว่าวิธีฉีดฮอร์โมนและผสมเทียม และสามารถอนุบาลลูกปลาบู่โดยการให้อาหารธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีวิธีการดำเนินการดังนี้

1.การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่ดีมีผลทำให้อัตราการฟักและอัตรารอดสูง และได้ลูกปลาที่แข็งแรง พ่อแม่พันธุ์ปลา

ปลาบู่ที่ดีควรมีลักษณะ

-ควรเป็นปลาวัยเจริญพันธุ์ เพราะไข่ที่ได้มีอัตราการฟักและรอดสูง
-พ่อแม่พันธุ์ควรมีน้ำหนักอยู่ในช่วง 300-500 กรัม แต่ไม่ควรเกิน 1 กิโลกรัม และไม่ควรเป็นปลาที่อ้วนหรือผอมเกินไป
-เมื่อจับพ่อแม่พันธุ์ขึ้นมาจากที่กักขังใหม่ๆ ควรรีบคัดปลาที่มีสีนวลดูปราดเปรียว และควรเป็นปลาที่ปรับสีสู่สภาพเดิมได้เร็วเมื่อหายตกใจ ไม่ควรคัดพ่อแม่พันธุ์ที่มีสีเหลืองซีดผิดปกติ
-เมื่อลูบตามตัวปลาจากหัวไปหางแล้วรู้สึกปลาลื่น แสดงว่าเป็นปลาที่มีคุณภาพดี
-บริเวณนัยน์ตาไม่ขุ่นขาว
-ไม่ใช่ปลาที่จับได้ โดยการใช้ไฟฟ้าชอร์ตเพราะเมื่อเลี้ยงไปสักระยะหนึ่งแล้ว ปลาจะตายมากหรือตายหมดทั้งกระชัง
-ไม่มีพยาธิภายนอกหรือเชื้อราเกาะตามลำตัว ถ้ามีปริมาณไม่มากควรกำจัด รักษา และป้องกันก่อนนำไปทำเป็นพ่อแม่พันธุ์
-บริเวณครีบอก ครีบหู ครีบหางและครีบท้องไม่ควรมีบาดแผลฉีกลึกถึงโคนครีบ
ตามลำตัวไม่ควรมีบาดแผล ถึงแม้จะเป็นบาดแผลเล็กๆก็ตามเพราะจะทำให้ติดเชื้อโรคและลุกลามตายในที่สุด ถ้าจำเป็นควรรักษาให้หายก่อนนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์

2.การเตรียมบ่อพ่อแม่พันธุ์ การเตรียมบ่อพ่อแม่พันธุ์โดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ ขนาดของบ่อเพาะพันธุ์ไม่ควรใหญ่หรือเล็กจนเกินไปเพื่อสะดวกต่อการดูแลและจัดการกับพ่อแม่พันธุ์ สำหรับบ่อขนาด 800 ตารางเมตร ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ 150 คู่ ให้ได้ผลผลิตดีที่สุด
การเตรียมบ่อควรวิดให้แห้งพร้อมกำจัดศัตรูปลาออกให้หมด และที่สำคัญควรเก็บวัสดุปลาที่สามารถใช้เป็นที่วางไข่ได้ออกให้หมด เช่น พวกรากไม้ ตอไม้ หิน พืชน้ำ ทางมะพร้าว หรือวัสดุอื่น เนื่องจากปลาจะวางไข่ที่วัสดุที่ไม่ได้จัดเตรียมไว้ ซึ่งยุ่งยากต่อการรวบรวมรังไข่ปลาบู่และการฟักไข่อีกด้วยควรตากบ่อทิ้งไว้ 2-3 วัน แล้วใส่ปูนขาว ในอัตรา 50-100 กิโลกรัม ต่อไร่ จากนั้นเปิดน้ำเข้าบ่อและควรกรองน้ำด้วยตะแกรงตาถี่ เพื่อป้องกันไข่ปลาและลูกปลาชนิดอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นศัตรูโดยตรงต่อไข่ปลาบู่ ถึงแม้ว่าพ่อแม่พันธุ์ปลาบู่จะคอยเฝ้าอยู่ก็ตาม อีกทั้งยังเป็นศัตรูทางอ้อม คือไปแย่งอาหารปลาบู่อีกด้วย

สำหรับระดับน้ำในบ่อ ควรให้อยู่ในช่วง 1.00-1.10 เมตร แล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน เพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติขึ้นในบ่อและควรวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำก่อนปล่อยปลา เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำนั้นมีความเหมาะสมแล้วจึงปล่อยพ่อแม่พันธุ์

การเลี้ยงปลาบู่

ปลาบู่มีราคาแพงจึงเป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้มีผู้สนใจเลี้ยงปลาบู่อย่างกว้างขวาง การเลี้ยงปลาบู่มีเลี้ยงกันใน บ่อซีเมนต์ บ่อดิน และกระชัง แต่ที่นิยมเลี้ยงกันมากเป็นการเลี้ยงในกระชัง ส่วนบ่อดินก็มีผู้เลี้ยงกันอยู่บ้างทั้งในรูปแบบการเลี้ยงแบบเดี่ยว แบบรวม และแบบผสมผสาน สำหรับการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ มีการเลี้ยงอยู่น้อยมาก เพราะลงทุนสูงและต้องการน้ำสะอาดในการเลี้ยง

รูปแบบการเลี้ยงปลาบู่

1.การเลี้ยงปลาบู่ในบ่อดิน ส่วนใหญ่เลี้ยงร่วมกับปลาชนิดอื่น เช่น เลี้ยงร่วมกับปลานิลเพื่อไว้คุมจำนวนประชากรของลูกปลานิลไม่ให้แน่นบ่อเช่นเดียวกับปลาช่อน นอกจากนี้ ยังมีการเลี้ยงร่วมกับปลาชนิดอื่นใต้เล้าไก่หรือเล้าหมูโดยปล่อยอัตราส่วนปลาบู่ต่ำซึ่งขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงจะหาซื้อพันธุ์ได้มากน้อยเท่าใด เมื่อเลี้ยงปลามีน้ำหนัก 400-800 กรัมขึ้นไป จึงจับจำหน่าย แล้วหาพันธุ์ปลามาปล่อยชดเชย อาหารที่ให้เป็นพวกปลาเป็ดบดปั้นเป็นก้อนๆใส่ลงในเรือแจวให้อาหารเป็นจุดๆ รอบบ่อ จุดที่ให้อาหารมีกระบะไม้ปักอยู่เหนือก้นบ่อเล็กน้อย ในช่วงตอนเย็นปริมาณอาหารที่ให้ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักปลา ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 8-12 เดือน จับจำหน่าย น้ำหนักปลาที่นิยมรับซื้อตั้งแต่ 400-800 กรัม ไม่เกิน 1 กิโลกรัม
2.การลี้ยงปลาบู่ในกระชัง ปลาบู่เป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่นิยมเลี้ยงในกระชัง เนื่องจากสามารถเลี้ยงได้หนาแน่นในที่แคบได้ และเป็นปลากินเนื้อจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารธรรมชาติมากนัก ถึงแม้ว่าปลาบู่มีนิสัยชอบอยู่นิ่งเป็นส่วนใหญ่ แต่ชอบที่ที่มีน้ำไหลผ่านโดยเฉพาะน้ำที่มีความขุ่นยิ่งดีเพราะปลาบู่ตกใจง่ายเมื่อเลี้ยงในน้ำใส ปลาบู่เป็นปลาที่มีราคาแพง ที่ปากกระชังราคากิโลกรัมละ 320 บาท(ราคาปี 2541) การเลี้ยงปลาบู่ในกระชัง เลือกสถานที่ การเลือกที่ที่เหมาะสมในการวางกระชังปลาบู่นับเป็นจุดเริ่มต้นการเลี้ยงที่สำคัญที่สุด ถ้าเลือกสถานที่เลี้ยงได้ดี ทำให้ปลาบู่เจริญเติบโตเร็ว อัตรารอดสูง ทุนค่าใช้จ่ายในการจัดการ

สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงปลาบู่ในกระชัง คือ

-คุณสมบัติของน้ำดีและมีปริมาณเพียงพอตลอดปี
-ใกล้แหล่งหาพันธุ์ปลาและอาหารปลาหาได้ง่ายราคาถูก
-การคมนาคมสะดวกต่อการลำเลียงพันธุ์ปลาและอาหารปลา
-ไม่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรมและพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีสำหรับการเกษตรมากนักเพื่อหลีกเลี่ยงสารพิษที่ปนมากับน้ำ
-น้ำมีความขุ่นพอสมควรเพราะปลาบู่ชอบที่มืด ช่วยให้ปลากินอาหารได้ดีและไม่ตกใจง่าย
-ความลึกของน้ำไม่ควรต่ำกว่า 2 เมตร
-มีกระแสน้ำที่ไหลแรงพอควร
-ปลอดภัยจากการถูกลักขโมย
-ปราศจากศัตรูและภัยธรรมชาติ
-ไม่กีดขวางการสัญจรทางน้ำ และไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...