วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หอยขม

Share |
หอยขม




ชื่อสามัญ POND SNAIL , RIVER SNAIL
ชื่อวิทยาศาสตร์ Filopaludina martensi

ลักษณะทั่วไป
หอยขมเป็นหอยฝาเดียวอาศัยในน้ำจืดมีขนาดเล็ก เปลือกเป็นเกลียวกลมยอดแหลม เปลือกหนาและแข็ง ผิวชั้นนอกเป็นสีเขียวแก่ ฝาปิดเปลือกเป็นแผ่นกลม ตีนใหญ่ จะงอยปากสั้นทู่ ตามีสีดำอยู่ตรงกลางระหว่างโคนหนวด ตัวผู้มีหนวดเส้นข้างขวาพองโตกว่าเส้นข้างซ้าย ลักษณะพิเศษของหอยชนิดนี้ จะมีอวัยวะเพศทั้งเพศผู้และเพศเมียอยู่ในตัวเดียวกัน ออกลูกเป็นตัว และผสมพันธุ์ได้ด้วยตัวของมันเองเมื่ออายุได้ 60 วัน หอยขมออกลูกเป็นตัวครั้งละประมาณ 40-50 ตัว ลูกหอยขมที่ออกมาใหม่ๆมีวุ้นหุ้มอยู่ แม่หอยขมจะใช้หนวดแทงวุ้นจนแตก เพื่อให้ลูกหอยหลุดออกจากวุ้น ลูกหอยขมสามารถเคลื่อนไหวได้ทันทีเมื่อออกจากตัวแม่ จะพบเห็นชุกชุมอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-พฤษภาคม หอยขมชอบอาศัยในแหล่งน้ำจืด เช่นในคู คลอง หนอง บึง ที่น้ำไม่ไหลแรงและเป็นน้ำนิ่ง มีระดับความลึกตั้งแต่ 10 เซนติเมตร ถึง 2 เมตร มักเกาะอยู่กับพันธุ์ไม้น้ำ เสาหลัก ตอไม้ หรือตามพื้น กินอาหารพวกสาหร่าย และอินทรีย์สาร ใบไม้ใบหญ้าผุๆในน้ำ รวมทั้งซากอินทรีย์ที่เน่าเปื่อยและผงตะกอนที่จมอยู่ตามผิวดิน หอยขมเป็นสัตว์น้ำที่ให้คุณค่าทางอาหาร มีโปรตีน 12 เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรต 4 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 2 เปอร์เซ็นต์ และความชื้น 78 เปอร์เซ็นต์ จึงเหมาะสำหรับนำมาประกอบอาหารแต่ก่อนรับประทานควรทำให้หอยขมสุกเต็มที่ เนื่องจากหอยขมมีตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ในลำไส้ เมื่อเข้าสู่คนแล้วสามารถเจริญเติบโตในคนได้

การเลี้ยงหอยขม
วิธีที่หนึ่ง คือการเลี้ยงในกระชัง โดยใช้กระชังไนล่อนชนิดตาถี่ทำเป็นรูปกระชัง ขนาด 3 คูณ 6 เมตร สูง 120 เซนติเมตร นำกระะชังไปผูกในแหล่งน้ำด้วยการให้มุมล่างและมุมบนของกระชังทั้งสี่ด้านยึดติดกับเสา 4 ต้น หรือเพิ่มตรงกลางความยาวของกระชังอีกด้านละต้นรวมเป็น 6 ต้น ขอบบนของกระชังอยู่เหนือระดับน้ำ 20-30 เซนติเมตร อย่าให้ก้นกระชังติดพื้นดิน เพราะจะทำให้ก้นกระชังจมโคลน เมื่อผูกกระชังเรียบร้อยแล้วใส่ทางมะพร้าวสดขนาดยาว 1 เมตร ลงไป 2-3 ทางพยายามอย่าให้ทางมะพร้าวทับกัน และควรผูกไว้เพื่อไม่ให้ทางมะพร้าวทับก้นกระชังอาจทำให้เกิดการฉีดขาดของกระะชังได้ จากนั้นจึงใส่หอยขมขนาดใหญ่ หรือขนาดโตที่ใช้รับประทานโดยทั่วไป ลงไป 2 กิโลกรัมต่อกระชัง โดยคัดเลือกหอยขมที่ยังสด ซึ่งสังเกตได้จากการนำหอยขมไปแช่น้ำทิ้งไว้ ถ้าหอยขมคว่ำตัวติดกับภาชนะแสดงว่าหอยขมยังมีชีวิตอยู่ หลังจากใส่หอยขมแล้ว วันที่สองยกทางมะพร้าวขึ้นดูจะพบหอยขมเล็กๆ เกาะอยู่ตามทางมะพร้าว ทางมะพร้าวที่แช่อยู่ในน้ำนานๆจะเน่าเปื่อยผุพัง จึงควรเปลี่ยนทางมะพร้าวใหม่เดือนละ 2 ครั้ง หอยขมที่เลี้ยงในกระชังจะเกาะกินตะไคร่น้ำและซากเน่าเปื่อยอยู่ตามทางมะพร้าว ตลอดจนบริเวณด้านข้างและก้นกระชัง โดยมิต้องให้อาหารเสริมแต่อย่างใด หลังจาก 2 เดือนจึงทยอยคัดเลือกเก็บตัวใหญ่ขึ้นมารับประทานหรือจำหน่ายเพื่อไม่ให้หอยขมอยู่กันหนาแน่นเกินไป จะทำให้หอยขมเจริญเติบโตช้า
วิธีที่สอง คือการเลี้ยงในร่องสวน เริ่มแรกปล่อยพันธุ์หอยขมขนาดประมาณ 60 ตัว ต่อกิโลกรัม จำนวน 2 กิโลกรัม โดยการตัดทางมะพร้าวขนาด 1-2 เมตรปักลงไปเป็นจุดๆให้ทั่วร่องสวน เมื่อทางมะพร้าวเน่าเปื่อยหรือมีตะไคร่จับ หอยก็จะเข้ามาเกาะและกินตะไคร่น้ำเป็นอาหาร โดยไม่จำเป็นต้องให้อาหารใดๆ ใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 6 เดือน จากจำนวนที่ปล่อย 2 กิโลกรัม ระยะเวลาการเลี้ยง 6 เดือน จะได้ผลผลิตหอยรวมทั้งหมดประมาณ 100 กิโลกรัม

การเก็บเกี่ยวผลผลิต
การเก็บเกี่ยวผลผลิตหอยขมสามารถกระทำได้ง่ายมาก โดยการยกทางมะพร้าวขึ้นมาหรือยกขอบกระชังขึ้นมาก็จะพบหอยขมเกาะอยู่ตามทางมะพร้าวหรือบริเวณด้านข้างกระชัง ซึ่งทำให้สามารถคัดเลือกเก็บหอยขมได้ตามขนาดและจำนวนที่ต้องการ


แกะ

Share |
แกะ




อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia

อันดับ Artiodactyla
วงศ์ Bovidae
วงศ์ย่อย Caprinae

สกุล Ovis
สปีชีส์ O. aries


1) แกะพันธุ์คาทาดิน

กรมปศุสัตว์ได้รับการสนับสนุนพ่อพันธุ์นี้จากสถาบันวินร็อค ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.2532 เป็นแกะเนื้อที่รัปบตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เลี้ยงปล่อยตามทุ่งหญ้าธรรมชาติได้โดยไม่ต้องเสิรมอาหารข้น ผลัดขนเองเมื่ออากาศร้อน ทนพยาธิภายในมากกว่าแกะพันธุ์อื่น เนื้อแกะคุณภาพดี ไม่มีกลิ่นสาบ น้ำหนักแรกเกิด 2.5-3.1 กก. น้ำหนักหย่านม 18-20 กก. โตเต็มที่ตัวผู้หนัก 90 กก. ตัวเมีย 55-60 กก.


2) แกะพันธุ์ซานตาอิเนส

เป็นแกะเนื้อ จำเข้าจากประเทศบราซิล ปี พ.ศ.2540 ขนาดใหญ่ใบหูยาวปรก หน้าโค้งนูน มีหลายสี น้ำหนักแรกเกิด 2.5-3.5 กก. น้ำหนักหย่านม 18-20 กก. โตเต็มที่ตัวผู้หนัก 80-90 กก. ตัวเมีย 60 กก.


3) แกะพันธุ์บาร์บาโดส แบล็คเบลลี

เป็นแกะเนื้อ มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะบาร์บาโดส แถบทะเลแคริบเบียน มีสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม และมีสีดำที่ใต้คาง ใต้ใบหู บอบตา และบิรเวณพื้นท้องลงมาถึงใต้ขา มีลักษณะพิเศษคือให้ลูกดก อัตราการเกิดลูกแฝดสูง 60.8% แม่แกะวัยเจริญพันธุ์หนัก 45 กก. ขนาดครอก 1.5-2.3 ตัวต่อครอก น้ำหนักแรกเกิดลูกเดี่ยว 3.0 กก. ลูกแฝด 2.8 กก. น้ำหนักหย่านมอายุ 4 เดือน ลูกเดี่ยว 1.7 กก. ลูกแฝด 13.4 กก. และน้ำหนักโตเต้ฒที่ เพศผู้ 68-90 กก. เพศเมีย 40-59 กก.


4) แกะเนื้อพันธุ์ดอร์เปอร์

มีลักษณะเนื้อที่มีคุณภาพสูง สามารปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี ทนแล้ง มีลำตัวสีขาว หัวสีดำ ไม่มีเขา
ช่วงวัยเจริญพันธุ์ (ระยะการเป็นสัด)
แกะเริ่มวัยเจริญพันธู์เมื่ออายุ 3-4 เดือน ตัวเมียจะเป็นสัดยอมให้ตัวผู้ขึ้นทับผสมพันธุ์ได้ ควรแยกลูกตัวเมียออกไปเลี้ยงเฉพาะในคอกตัวเมีย และจะให้ผสมพันธุ์กันเมื่ออายุ 8 เดือนขึ้นไป เพื่อให้พ่อแม่มีความสมบูรณ์พันธุ์ก่อน มิฉะนั้นอาจทำให้ตัวแม่ไม่พร้อมและเลี้ยงลูก น้ำนมน้อย ลูกที่เกิดอาจตัวเล็ก แคระแกรน และอ่อนแอตายได้

ลักษณะการเป็นสัดของแม่แกะ สังเกตดูได้จาก
อวัยวะเพศบวมแดง ชุ่มชื้น และอุ่น
กระดิกหางบ่อยขึ้น
จะยืนเงียบเมื่อตัวผู้หรือตัวอื่นมายืนประกบติด
ไม่ค่อยอยู่สุขกระวนกระวาย และไม่อยากอาหาร
แม่แกะมีวงรอบการเป็นสัดทุก 17 วัน ส่วนต่าง 2 วัน แม่แพะมีวงรอบการเป็นสัดทุก 21 วัน ส่วนต่าง 2 วัน

ช่วงการผสมพันธุ์
เมื่อเห็นแม่แกะเป็นสัดแล้ว ระยะที่เหมาะสมให้ตัวผู้ขึ้นทับคือ 12-18 ชั่วโมง หลังจากที่เห็นอาการการเป็นสัด
อัตราส่วนผสม
พ่อหนุ่ม 1 ตัว ต่อแม่ 10-15 ตัว
พ่ออายุ 2 ปีขึ้นไป 1 ตัว ต่อแม่ 20-30 ตัว

ข้อแนะนำ
1. ไม่ควรนำพ่อผสมกับลูกตัวเมีย หรือลูกตัวผู้ผสมกับแม่ เพราะอาจทำให้ลูกที่เกิดขึ้นตัวเล็กลง ไม่สมบูรณ์ หรือลักษณะที่ไม่ดี พิการออกมา
2. ควรสับเปลี่ยนหมุนเวียนพ่อพันธุ์ตัวใหม่ทุก 12 เดือน (แลกหรือขอยืมระหว่างฟาร์ม/หมู่บ้าน)
3. ควรคัดแม่ที่ผสมไม่ติด 2 ครั้งออกไป
4. ควรแยกเลี้ยงแม่ท้องแก่ และแม่เลี้ยงลูกไว้ในคอกต่างหาก เพื่อกันอันตรายจากตัวอื่น

ช่วงการอุ้มท้อง (ระยะอุ้มท้อง 150 วัน)
สังเกตดูว่าแม่แกะอุ้มท้อง หรือโดย
ไม่แสดงอาการเป็นสัดอีกหลังจากผสมพันธุ์ไปแล้ว 17-21 วัน
ท้องขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับ
เต้านมและหัวนมขยายใหญ่ขึ้นจากเดิม

ช่วงระยะอุ้มท้องน้ำหนักแม่จะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 5 กก. ดังนั้นควรเสริมหญ้า ถั่ว หรือพืชตระกูลถั่วต่างๆ และเสริมอาหาร รำข้าว กากถั่วเหลือง หรือวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เช่น แอ้ข้าวโพด และควรมีน้ำสะอาดวางให้กินเต็มที่ และคอกเลี้ยงควรแห้ง สะอาด พื้นคอกแข็งแรง ไม้ระแนงไม่ผุพัง เพื่อป้องกันการแท้งลูก

ช่วงการคลอดลูก
ลักษณะอาการใกล้คลอดลูกของแม่แกะ สังเกตจาก
ตะโพกเริ่มขยาย หลังแอ่นลง (เพราะท้องหนักขึ้น)
เต้านมขยายใหญ่มากขึ้นและหัวนมแต่ง
อวัยวะเพศบวมแดง และชุ่มชื้น
จะไม่นอน แต่ลุกขึ้น เอาเท้าตะกุยพื้นคอก
ความอยากอาหารลดลง

การเตรียมตัวก่อนแม่คลอดลูก
ควรหาคอกที่สะอาด และพื้นไม่ชื้นแฉะ
ควรมีฟางแห้งรองพื้นให้ความอบอุ่นลูก ช่วงกลางคืน หรือฤดูหนาว ควรมีไฟกกลูก
พื้นระแนงที่เลี้ยงลูกควรมีช่องห่างไม่เกิน 1.3 ซ.ม.
ควรมีทิงเจอร์ไอโอดีนทาแผลที่ตัดสายสะดือ
อาการใกล้คลอดลูก
ท่าคลอดปกติ ลูกจะเอาเท้าทั้ง 2 ข้างออก หรืออาจจะเอาเท้าหลังทั้ง 2 ข้าง

ท่าคลอดผิดปกติ เอาเท้าออกข้างเดียว อีกข้างพับอยู่ด้านใน อาจทำให้มีปัญหาการคลอดยาก

ปกติลูกควรจะออกจากท้องแม่ใน 5-15 นาที หรือภายใน 1 ชั่วโมง หลังจากที่ถุงน้ำคล่ำแตกแล้ว และรกควรออกมาภายใน 4-12 ชั่วโมง เมื่อลูกออกมาปล่อยให้แม่เลียลูกให้ตัวแห้งหรืออาจช่วยเช็ดตัวลูก และตัดสายสะดือ ทาทิงเจอร์

สาเหตุที่ทำให้เกิดการคลอดยาก เพราะ
ลูกคลอดท่าผิดปกติ
แม่มีกระดูกเชิงกรานแคบเกินไป
ลูกตัวใหญ่เกินไป
ลูกตายในท้องแม่
แม่ไม่สมบูรณ์ อ่อนแอ

การช่วยการคลอด หากลูกคลอดผิดท่า หลังจากปล่อยให้แม่คลอดลูกเองแล้ว ใน 1 ชั่วโมง ลูกยังไม่คลอดออกมา ควรให้ความช่วยเหลือ โดย
ตัดเล็บมือให้สั้น ลับคมออก ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่
ล้างบริเวณอวัยวะเพศ/ด้านท้ายให้สะอาดด้วยสบู่
ให้ผู้ช่วยค่อยๆ จับแม่แกะวางนอนลงทางด้านขวาตัวแม่ทับพื้น จับบริเวณคอ
ค่อยๆ ใช้มือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศ
สัมผัสลูก ให้รู้ตำแหน่งหัวหรือเท้า แล้วจึงดึงเท้าให้ออกมาทั้ง2 ข้าง ในท่าที่ถูกต้องช้าๆ
เมื่อลูกออกมาแล้ว เช็ดเมือกบริเวณปากจมูกเพื่อกระตุ้นให้ลูกหายใจแล้วปล่อยให้แม่เลียตัวลูก
กรณีอื่น ที่ไม่สามารถช่วยคลอดได้ ควรปรึกษาสัตวแพทย์ทันที

แม่แกะจะเริ่มกลับเป็นสัดอีกครั้ง หลังจากที่คลอดลูกแล้วประมาณ 35-45 วัน ดังนั้น จึงควรระวังหากแม่ยังไม่สมบูรณ์พอ เช่น ต้องเลี้ยงลูกแฝด ควรให้ผสมใหม่เมื่อแม่หย่านมลูกแล้วและมีความพร้อมสมบูรณ์ ถ้าแม่ให้ลูกตัวเดียว สามารถผสมได้เลยเมื่อเป็นสัด


การเลี้ยงดูลูกช่วงแรกคลอด
ควรให้ลูกได้กินนมน้ำเหลืองจากแม่ทันที ถ้าหากลูกอ่อนแอ อาจรีดนมแม่ใส่ขวดหรือหลอดฉีดยาแล้วนำมาป้อนลูกด้วยตนเอง
หากแม่ไม่มีน้ำนมเลี้ยงลูก หรืแม่ตาย อาจใช้นมน้ำเหลืองเทียม ทำขึ้นเองโดยใช้ส่วนผสม ดังนี้
นมวัว หรือนมผง 0.25-0.5 ลิตร
น้ำนมตับปลา 1 ช้อนชา
ไข่ไก่ 1 ฟอง
น้ำตาล 1 ช้อนชา
ผสมละลายให้เข้ากันและอุ่นนมที่อุณหภูมิ 60 องศา ป้อนให้ลูกดูดกิน 3-4 วันๆ ละ 3-4 ครั้ง หลังจากนั้นฝากแม่ตัวอื่นเลี้ยง ซึ่งต้องคอยดูแม่ ยอมรับเลี้ยงรับเลี้ยงลูกกำพร้าหรือไม่ ถ้าไม่ยอมรับอาจใช้ยาหม่องหรือของที่มีกลิ่นฉุนป้ายจมูกแม่ หรือใช้เชื่อกผูกคอแม่เพื่อไม่ให้เห็นลูกกำลังดูดนม

การเลี้ยงดูลูกช่วงการหย่านม
ควรดูแลเรื่องความสะอาดทั้งอาหารและพื้นคอก ป้องกันลูกขี้ไหล
ควรให้ลูกได้หัดกินหญ้าและอาหารเสริมตั้งแต่อายุ 3-4 สัปดาห์
ลูกที่หย่านมแล้ว ลูกตัวเมียตวรเลี้นงแยกออกจากตัวผู้ เพื่อป้องกันการผสมกันเอง เนื่องจากแกะเป็นสัดเร็วในช่วง 4-6 เดือน หากปล่อยให้ผสมกันเองตั้งแต่เล็กจะทำให้แคระแกรนและลูกอ่อนแอตาย


การดูแลสุขภาพของแกะ
ผู้เลี้ยงอาจพบปัญหา แกะมีสุขภาพไม่ดี เจ็บป่วย จึงต้องหมั่นเอาใจใส่ดูแลในเรื่องสุขภาพ ดังนี้

1. กำจัดพยาธิภายนอก ได้แก่ เห็บ เหา ไร ซึ่งทำให้สัตว์รำคาญ และขนหลุดเป็นหย่อมๆ หรือเป็นขี้เรื้อนมีผลทำให้สุขภาพไม่ดี ผลผลิตลดลง การป้องกันแก้ไขโดยอาบน้ำและฉีดพ่นลำตัวด้วยยากำจัดพยาธิภายนอก

2. กำจัดพยาธิภายใน ได้แก่ พยาธิตัวกลม ตัวตืด และพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งพยาธินี้จะทำให้ซูบผอม เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ขนและผิวหนังหยาบกร้าน ท้องเสีย ผลผลิตลด ถ้าเป็นรุนแรงทำให้โลหิตจางและตาย การป้องกันปกติถ่ายพยาธิแกะทุก 3 เดือน แต่ถ้าพบว่าบริเวณที่เลี้ยงแกะมีพยาธิชุกชุม ให้ถ่ายพยาธิทุก 1 เดือน

3. การป้องกันโรคระบาด ได้แก่ โรคปากและเท้าเปื่อย โดยฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์กำหนด

แพะ

Share |
แพะ





อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia

อันดับ Artiodactyla
วงศ์ Bovidae
วงศ์ย่อย Caprinae

สกุล Capra
สปีชีส์ C. aegagrus
สปีชีส์ย่อย C. a. hircus


แพะ เป็นสัตว์เลี้ยงที่น่าส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงเช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่น เพราะแพะมีเลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ได้เร็ว และมีข้อดีอื่นๆ อีกมาก เช่น

1. แพะเป็นผลผลิตทั้งเนื้อและนม มีขนาดเล็ก ทำให้ผู้หญิงหรือเด็กสามารถให้การดูแลได้

2. แพะเป็นสัตว์ที่หาอาหารกินเองได้เก่ง กินอาหารได้หลายชนิด ดังนั้นถึงแม้ฤดูแล้ง แพะก็สามารถหาวัชพืชที่โค-กระบือกิน กินเป็นอาหาร

3. แพะมีการเจริญเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวได้เร็ว สามารถผสมพันธุ์แพะได้ตั้งแต่อายุเพียง 8 เดือน

4. แพะมีความสมบูรณ์พันธุ์สูง แม่แพะมักคลอดลูกแฝด และใช้ระยะเวลาเลี้ยงลูกสั้น จึงทำให้ตั้งท้องได้ใหม่

5. แพะเป็นสัตว์ที่ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงเพียงเล็กน้อย ทั้งพื้นที่โรงเรือนและพื้นที่สำหรับเพาะปลูกพืชอาหารสัตว์
สำหรับแพะ

6. แพะเป็นสัตว์ที่สามารถปรับเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ความทนต่อสภาพอากาศแล้ง และร้อนได้ดี

7. แพะเป็นสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารบริโภคสำหรับประชาชนของทุกศาสนาเพราะไม่มีศาสนาใดห้ามบริโภคเนื้อแพะ


ลักษณะและวิธีการเลี้ยงแพะโดยทั่วไปสามารถจัดแบ่งออกได้เป็น 4 แบบด้วยกัน คือ
1. การเลี้ยงแบบผูกล่าม การเลี้ยงแบบนี้ใช้เชือกผูกล่ามที่คอแพะแล้วนำไปผูกให้แพะหาหญ้ากินรอบบริเวณที่ผูก โดยปกติเชือกที่ใช้ผูกล่ามแพะมักมีความยาวประมาณ 5-10 เมตร การเลี้ยงแบบนี้ผู้เลี้ยงจะต้องมีน้ำและอาหารแร่ธาตุไว้ให้แพะกินเป็นประจำด้วย ในเวลากลางคืนก็ต้องนำแพะกลับไปเลี้ยงไว้ในคอกหรือเพิงที่มีที่หลบฝน การผูกล่ามแพะควรเลือกพื้นที่ที่มีร่มเงาที่แพะสามารถหลบแดดหรือฝนไว้บ้าง หากจะให้ดีเมื่อฝนตกควรได้นำแพะกลับเข้าเลี้ยงในคอก

2.การเลี้ยงแบบปล่อย การเลี้ยงแบบปล่อยนี้เกษตรกรมักปล่อยแพะให้ออกหากินอาหารใน เวลากลางวัน
โดยเจ้าของจะคอยดูแลตลอดเวลา หรือเป็นบางเวลาเท่านั้นลักษณะ การเลี้ยงแบบนี้ที่นิยมเลี้ยงกันมากในบ้านเรา
เพราะเป็นการเลี้ยงที่ประหยัด เกษตรกรไต้องตัดหญ้ามาเลี้ยงแพะ การปล่อยแพะหาอาหารกินอาจปล่อยในแปลงผัก
หลังการเก็บเกี่ยวหรือปล่อยให้กินหญ้าในสวนยาง แต่ต้องระมัดระวังอย่าให้แพะเที่ยวทำความเสียหายให้แก่
พืชเกษตรกรเพาะปลูก ทั้งนี้เพราะแพะกินพืชได้หลายชนิด การปล่อยแพะออกหากินอาหารกินไม่ควรปล่อยเวลาที่
แดดร้อนจัดหรือฝนตก เพราะแพะอาจจะเจ็บป่วยได้ โดยปกติเกษตรกรมักปล่อยแพะหากินอาหาร ตอนสายแล้ว
ไล่ต้อนกลับเข้าคอกตอนเที่ยง หรือปล่อยแพะออกหากินอาหารกินตอนบ่ายแล้วไล่ต้อนกลับเข้าคอกตอนเย็น หาก
พื้นที่มีหญ้าอุดมสมบูรณ์แพะจะกินอาหารเพียง 1-2 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว

3.การเลี้ยงแบบขังคอกการเลี้ยงแบบนี้เกษตรกรขังแพะไว้ในคอกรอบๆ คอกอาจมีแปลงหญ้าและรั้วรอบแปลงหญ้าเพื่อให้แพะได้อออกกินหญ้าในแปลง บางครั้งเกษตรกรต้องตัดหญ้าเนเปียร์หรือกินนีให้แพะกินบ้างนคอกต้องมีน้ำและอาหารข้นให้กิน การเลี้ยงวิธีนี้ประหยัดพื้นที่และแรงงานในการดูแลแพะ แต่ต้องลงทุนสูง เกษตรกรจึงไม่นิยมทำการเลี้ยงกัน

4. การเลี้ยงแบบผสมผสานกับการปลูกพืช การเลี้ยงแบบนี้ ทำการเลี้ยงได้ 3 ลักษณะ ที่กล่าวข้างต้น แต่การเลี้ยงลักษณะนี้เกษตรกร จะเลี้ยงแพะปะปนไปกับการปลูกพืช เช่น ปลูกยางพารา ปลูกปาล์มน้ำมันและปลุกมะพร้าว ในภาคใต้ของประเทศไทย มีเกษตรกรจำนวนมากที่ทำการเลี้ยงแพะควบคู่ไปกับการทำสวนยาง โดยให้แพะหากินหญ้าใต้ยางที่มีขนาดโตพอสมควร การเลี้ยงแบบนี้ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าการเพาะปลูกเพียงอย่างเดียว
1.แพะพื้นเมืองในประเทศไทย มีหลายพันธุ์ด้วยกัน แพะทางแถบตะวันตก เช่น ที่จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี เป็นแพะท่าจากประเทศอินเดีย หรือปากีสถานมีรูปร่างใหญ่กว่าแพะทางใต้ ส่วนแพะทางใต้ของประเทศไทย มีขนาดเล็กเข้าใจกันว่ามีสายพันธุ์เดียวกับแพะพื้นเมืองของมาเลเซีย คือพันธุ์แกมบิงกัตจัง แพะพื้นเมืองทางใต้มีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 20-25 กิโลกรัม ให้ผลผลิตทั้งเนื้อและนมต่ำ

2.แพะพันธุ์ต่างประเทศ เนื่องจากแพะพื้นเมืองของประเทศไทย มีขนาดเล็ก ให้ผลผลิตต่ำ กรมปศุสัตว์มีเป้าหมายที่จะปรับปรุงพันธุ์แพะของประเทศไทยให้มีคุณภาพสูงขึ้น ให้แพะเป็นสัตว์ที่ให้ทั้งผลผลิตทั้งเนื้อและนม ดังนั้น จึงได้นำแพะพันธุ์ต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงและขยายพันธุ์ให้เกษตรกรนำไปผสมพันธุ์กับแพะพื้นเมือง เพื่อให้คุณภาพของแพะดีขึ้น สำหรับแพะพันธุ์ต่างประเทศที่กรมปศุสัตว์นำเข้ามาขยายพันธุ์ ได้แก่

2.1 แพะพันธุ์ซาเนน เป็นแพะนมที่มีขนาดใหญ่ให้ผลผลิตนมสูงกว่าแพะพันธุ์อื่นๆ แพะพันธุ์นี้มีขนสั้น ดั้งจมูกและใบหน้ามีลักษณะตรง ใบหูเล็กและตั้งชี้ไปข้างหน้า ปกติจะไม่มีเขาทั้งในเพศผู้และเพศเมีย แต่เนื่องจากมีแพะกระเทยในแพะพันธุ์นี้มาก จึงควรคัดเฉพาะแพะที่มีเขาไว้เป็นพ่อพันธุ์ เพราะมีรายงานว่าลักษณะกระเทยมีความสัมพันธ์ทางพันธุ์กรรมอยู่กับลักษณะของการไม่มีเขา แพะพันธุ์นี้มีสีขาว สีครีม หรือสีน้ำตาลอ่อนๆน้ำหนักโตเต็มที่ประมาณ 60 กิโลกรัม สูงประมาณ 70-90 เซนติเมตร ให้น้ำนมประมาณวันละ 2 ลิตร ระยะเวลาการให้นมนานถึง 200 วัน มีหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เลี้ยงแพะพันธุ์นี้อยู่มาก เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และประเทศไทย แต่ก็มีปัญหาเพราะว่าแพะพันธุ์นี้ปรับตัวเข้ากับภูมิอากาศในแถบนี้ไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าหากเลี้ยงแพะพันธุ์นี้ไว้ในลักษณะขังคอกตลอดเวลา ก็จะทำให้ปัญหาเรื่องเจ็บป่วยลดลงให้ผลผลิตดี

2.2 แพะพันธุ์แองโกลนูเบียน กรมปศุสัตว์นำเข้ามาเลี้ยงขยายพันธุ์กว่า 20 ปีแล้ว เพื่อปรับปรุงพันธุ์แพะพื้นเมืองให้มีขนาดใหญ่ขึ้น แพะพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่ น้ำหนักตัว มีน้ำหนักแรกเกิด 2-5 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านม ( 3 เดือน ) 15 กิโลกรัม ดั้งจมูกมีลักษณะโด่งและงุ้ม ใบหูยาวและปรกลง ปกติแพะพันธุ์นี้จะไม่มีเขา แต่ถ้าหากมีเขาเขาจะสั้นและเอนแนบติดกับหนังหัว ขนสั้นละเอียดเป็นมัน มีขายาวซึ่งช่วยให้เต้านมอยู่สูงกว่า ระดับพื้นมากและทำให้ง่ายต่อการรีดนม และยังช่วยให้เต้านมไม่ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากหนามวัชพืชเกี่ยว แพะพันธุ์นี้มีหลายสี เช่น ดำ เทา ครีม น้ำตาล น้ำตาลแดง และมีจุดหรือด่างขนาดต่างๆได้ผลผลิตน้ำมันประมาณ 1.5 ลิตรต่อวัน ระยะเวลาให้น้ำนมประมาณ 165 วัน


2.3 แพะพันธุ์เบอร์ กรมปศุสัตว์นำเข้ามาจากประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อปี พ.ศ. 2539 เป็นแพะเนื้อขนาดใหญ่ ลักษณะเด่น คือมีลำตัวสีขาว หัวและคอจะมีสีแดง ใบหูยาวปรก มีน้ำหนักประมาณ 90 กิโลกรัม ตัวเมียหนักประมาณ 65 กิโลกรัม


การเลือกพันธุ์แพะ

การที่จะให้การเลี้ยงแพะประสบความสำเร็จ ปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่ง ก็คือพันธุ์แพะที่จะใช้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ เพราะพ่อ – แม่พันธุ์ ที่ดีหากเลี้ยงอย่างถูกวิธี จะให้ผลผลิตที่ดีด้วย

การเริ่มต้นในการเลี้ยงแพะ ควรเริ่มจากการเลี้ยงแพะเมืองหรือแพะลูกผสมระหว่างแพะพันธุ์พื้นเมือง กับแพะพันธุ์พื้นเมือง กับแพะพันธุ์ต่างประเทศที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์แล้ว เพราะนอกจากจะเลี้ยงดูง่ายแล้วยังลงทุนต่ำอีกด้วย เมื่อมีความรู้และประสบการณ์แล้วก็เริ่มเลี้ยงแพะพันธุ์แท้ ซึ่งอาจจะใช้แต่พ่อพันธุ์แพะที่ดี นำมาผสมพันธุ์กับแม่แพะหรือปรับปรุงพันธุ์แพะในฝูงให้ดีขึ้น

การเลือกพ่อ – แม่พันธุ์แพะ ที่จะทำการเลี้ยง นั้น พ่อพันธุ์ควร คัดเลือกแพะ ที่มีสายเลือดแพะพันธุ์แท้ รูปร่างสูงใหญ่ น้ำหนักตัวมากที่สุดในฝูงมีความแข็งแรง มีความสมบูรณ์พันธุ์โดยควรคัดพ่อพันธุ์แพะที่เกิดจากแม่แพะที่ให้ลุกแฝดสูง และที่สำคัญคือพ่อพันธุ์แพะควรมีความกระตือรือร้นที่จะทำการผสมพันธุ์กับแม่แพะที่เป็นสัด

แม่พันธุ์แพะที่จะเลือกควรเป็นแม่พันธุ์ที่มีรูปร่างลักษณะดี ลำตัวยาวเต้านมมีขนาดใหญ่ สมส่วน นิ่ม และหัวนมยาวสม่ำเสมอกัน ปริมาณน้ำนมมาก สามารถผสมติง่ายและให้ลูกแฝด

นกพิราบ

Share |
นกพิราบ



อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Aves

อันดับ Columbiformes
วงศ์ Columbidae


เป็นนกพื้นบ้าน ซึ่งได้รับการเพาะเลี้ยงด้วยจุดประสงค์ต่างๆกันมากว่า 3000 ปี สืบเชื้อสายมาจาก Rock dove หรือ Rock pigeon ซึ่งอาศัยอยู่ตามหน้าผาหินและแตกแขนงสายพันธุ์รูปลักษณ์ ไปตามท้องถิ่นต่างๆ ทั่วทั้งทวีปยุโรปและเอเชีย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ columba livia สำหรับในประเทศไทย นกพื้นบ้านเหล่านี้ ได้แก่นกพิราบตามท้องไร่ท้องนา ซึ่งต่อมาได้ปรับตัวเข้ามาอยู่ในเมือง ตามอาคารบ้านเรือน วัดวาอารามต่างๆ และอีกชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดีก็คือ นกเขาที่มีเสียงขันที่ไพเราะนั่นเอง

จุดประสงค์ในการเพาะเลี้ยงนกพิราบ มีอยู่ 4 ประการ

การเพาะเลี้ยงเพื่อคัดเอาความสามารถในการบิน ( flying ability ) เช่น การบินทน บินเร็ว บินฉวัดเฉวียน บินโฉบ และความสามารถในการบินกลับกรง (homing) ซึ่งได้แก่นกพิราบพันธุ์สื่อสาร หรือนกพิราบแข่งนั่นเอง
การเพาะเลี้ยงเพื่อคัดเลือกเสียงขันที่ไพเราะ ซึ่งได้แก่นกเขาชนิดต่างๆ นกTrumpeters นก laughers
การเพาะเลี้ยงเพื่อความสวยงามของรูปร่างหน้าตาและสีขน ( Fancy pigeon ) เช่น นกพิราบหางแพน ( fantail ) นก jacobin
การเพาะเลี้ยงเพื่อชำแหละเป็นนกเนื้อ เช่น พันธุ์ king พันธุ์ carneau พันธุ์ texan และที่มีขนาดใหญ่ที่สุดก็คือ พันธุ์ roman ซึ่งมีน้ำหนักตัวประมาณ 1.5-2.5 กก

สีของนกพิราบ

สีพื้นฐานของนกพิราบ มีอยู่ 5 สี คือ

-สีเทาฟ้าที่มีแถบดำ 2 เส้นพาดขวางบริเวณปีกทั้งสองข้าง (blue-bar) เป็นสีพื้นฐานที่พบมากที่สุด
-สีกระ (checker,check) ลักษณะพื้นฐานคล้ายสีเทาฟ้าแต่มีหย่อมสีดำกระจายทั่วปีก ถ้าหย่อมสีดำหนาแน่นเรียกว่าสีดำกระ (dark blue check) ถ้าไม่หนาแน่นเรียกว่าสีเทากระ (blue check)
-สีโกโก้ (ash red and brown) เป็นสีที่พบได้น้อย สำหรับนกสีโกโก้ที่มีแถบสีโกโก้เข้ม 2 เส้นพาดขวางบริเวณปีกทั้งสองข้างเราจะเรียกว่า red bar
-สีดำ (black) เป็นสีที่พบได้น้อยเช่นกัน ลักษณะสีดำสนิททั้งตัว
-สีขาว (white) เป็นสีที่พบได้น้อย เกิดจากการผ่าเหล่า (mutation) ของนกสีต่างๆที่กล่าวมาแล้ว เป็นนกเผือกคือสีขาวปลอดทั้งตัวและดวงตาจะมีสีไม่เหมือนนกพิราบปกติแต่จะเป็นสีดำทึบ (dark or bull's eye)

การขัน
ขันเสียงดังเมื่อพบตัวเมีย พร้อมๆกับผงกหัวขึ้นลง และแพนหางลง ไม่ขัน
สำหรับในเรื่องของการแยกเพศนกพิราบว่าตัวไหนเป็นตัวผู้ ตัวไหนเป็นตัวเมียนั้น ในคนที่เลี้ยงนกพิราบใหม่ๆ อาจจะยังไม่มีความชำนาญในการแยกเพศเท่าไรนัก แต่เดี๋ยวทำไปนานๆ ก็ชินไปเอง หลักการง่ายๆ ในการแยกเพศของนกพิราบก็คือ ตัวผู้นั้นจะมี่ร่างกายที่บึกบึนมากกว่า ตัวสูงกว่า และหัวกะโหลกมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย มีนิสัยชอบก่อการร้าวราญ หรือหาเรื่องทะเลากับตัวผู้ด้วยกันเอง จะไม่ค่อยรังแกนกตัวเมีย
ส่วนตัวเมียนั้น เมื่อยืนบนพื้นที่ราบเรียบในสภาพที่ปกติแล้ว เส้นหลังจะทอดเป็นระดับมากว่าตัวผู้ และไม่ค่อยทะเลาะกันเองเท่าไร นอกเสียจากจะแย่งรังกันวางไข่ เมื่อโตเต็มที่ถึงวัยผสมพันธุ์แล้วเท่านั้น

การเพาะเลี้ยง
นกพิราบสามารถจับคู่ผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 6-8 เดือน ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์และสภาพแวดล้อม สามารถออกไข่ฟักลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่เหมาะสมคือช่วงที่ไม่มีฝน นกพิราบไม่ชอบทำรังบนต้นไม้ เนื่องจากมันสืบสายพันธุ์มาจากนกที่อยู่ตามผาหิน ดังนั้น มันจึงชอบทำรังบนพื้นแข็งที่เป็นช่องหรือซอ? เช่น ใต้ชายคาบ้าน ใต้หลังคาหรือซอกอาคาร ของโบสถ์ วิหาร สำหรับผู้เพาะเลี้ยงสามารถหาจานไข่สำเร็จรูปที่ทำจากปูนปลาสเตอร์ แล้วใส่ใบไม้แห้ง เศษฟาง หรือ ทรายแห้ง เพื่อรองบริเวณก้นจาน ตัวเมียจะวางไข่หลังจากเข้าคู่แล้วประมาณ 10 วัน ไข่ใบแรกมักจะออกในช่วงเย็นประมาณ 17.00-18.00 น. ไข่ใบที่สองจะออก 2 วันต่อมา และมักจะออกในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 15.00-17.00 น. หลังจากไข่ครบ 2 ใบแล้ว ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะผลัดกันฟักไข่ โดยตัวผู้จะกกในช่วงเวลา 10.00-17.00 น. นอกนั้นตัวเมียจะกกเอง ประมาณ 18 วัน ลูกนกจะฟักออกจากไข่ทีละใบห่างกัน 1 วัน ทั้งพ่อนกและแม่นกจะช่วยกันป้อนอาหารให้แก่ลูกนก โดยในช่วงสัปดาห์แรก พ่อและแม่นกจะขย้อนสารอาหารที่มีโปรตีนสูง ลักษณะคล้ายน้ำนมที่เรียกว่า pigeon milk ให้กับลูกอ่อน และจะค่อยๆทดแทนด้วยเมล็ดธัญญาหารเมื่อลูกนกโตขึ้น ขนลำตัวและขนปีกจะงอกเต็มที่เมื่อลูกนกอายุได้ 35 วัน สำหรับนกเลี้ยง เรามักจะใส่ห่วงขานกในขณะที่เป็นลูกอ่อน หลังออกจากไข่ประมาณ 5-7 วัน ห่วงขาที่ใส่จะติดตัวนกไปตลอดชีวิตและไม่สามารถถอดหรือเปลี่ยนได้ ตัวห่วงจะบอกปี คศ. ที่นกเกิด ลำดับตัวเลขที่ไม่ซ้ำกัน และชื่อย่อสมาคมนกพิราบที่ผลิตห่วงออกจำหน่าย

อาหาร
นกพิราบเป็นนกที่กินเมล็ดธัญญพืช เช่น ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง เมล็ดทานตะวันดำ และกินกรวดหรือเศษอิฐเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร เปลือกหอยป่นก็เป็นสารอาหารที่จำเป็น โดยเฉพาะสำหรับลูกนกที่กำลังเจริญเติบโตและต้องการแคลเซี่ยมเพื่อการสร้างกระดูก การให้อาหาร ควรให้เป็นเวลา วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น น้ำดื่มที่สะอาดควรจัดเตรียมเอาไว้ในกรงให้นกได้ดื่มตลอดเวลา กรง ขนาดและรูปแบบของกรงจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของนกพิราบที่เลี้ยง แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ สภาพภายในกรงจะต้องแห้ง ไม่เปียกชื้น เพราะความเปียกชื้นเป็นบ่อเกิดของโรคชนิดต่างๆที่จะทำให้นกพิราบป่วยและตายได้ กรงควรจะโปร่งลมถ่ายเทได้สะดวก แดดสามารถส่องเข้าไปในกรงได้ในบางช่วงของวันและถ้าเป็นแดดในช่วงเช้าจะดีที่สุด

อุปกรณ์การเลี้ยง
นกพิราบนั้น ถึงแม้จะเป็นสัตว์จำพวกนก แต่การเลี้ยงดูก็แตกต่างกันไป ดังนั้นอุปกรณ์สำหรับนกพิราบก็ย่อมแตกต่างจากนกประเภทอื่นด้วย
สิ่งที่ควรจะเตรียมเอาไว้สำหรับนกพิราบได้แก่
หิ้งนอน เนื่องจากว่านกพิราบเป็นนกที่ไม่ชอบเกาะคอน แต่จะชอบนอนบนหิ้งนอนมากกว่า ฉะนั้นเราจึงควรทำหิ้งนอนเอาไว้สำหรับเค้า ขนาดที่เหมาะสมคือกว้างประมาณ 2 นิ้ว ยาวตอนละ 1 ฟุต มีผนังกั้นเป็นตอนๆ ถ้าเลี้ยงเอาไว้เป็นจำนวนมากก็ต้องทำหิ้งซ้อนๆ กัน เรียงไว้หลายแห่ง นกก็จะเลือกที่นอนของตัวเองและนอนอยู่อย่างนั้นไม่มีการเปลี่ยนที่ใหม่
รังหีบ อาจจะทำไว้ใต้ที่นอนติดเรียงไปตามผนังของสถานที่เลี้ยง โดยให้สูงจากพื้นมากที่สุด เพราะจะง่ายในการทำความสะอาด โดยที่เราไม่ต้องก้มๆ เงยๆ ขนาดที่เหมาะสมคือกว้าง 24 นิ้ว ลึก 18 นิ้ว เป็นอย่างต่ำ และควรจะมีกระจกกั้นเป็นฉาก เมื่อนำคู่ของนกที่จะผสมพันธุ์เข้าไปไว้ในการผสมพันธุ์ครั้งแรก และเมื่อให้นกคู่นี้ผสมเป็นครั้งที่ 2 อาจทำรังหีบขนาด 9 นิ้วไว้ใช้ข้างหลังรังหีบนี้ ส่วนลูกที่ฟักเป็นตัวในการผสมพันธุ์ครั้งแรกก็ให้ปล่อยไว้ในหีบตามเดิม
ภาชนะใส่อาหาร รางหรือภาชนะที่ใช้ใส่อาหารจะต้องจัดไว้ให้ทุกครั้งที่เลี้ยง ภาชนะที่ใส่ควรเป็นแบบเปิดก้นได้และต้องล้างทำความสะอาดทุกวัน
ภาชนะใส่น้ำ เราจะต้องจัดน้ำกินไว้ให้นกได้ดื่มอยู่เสมอและยิ่งเป็นฤดูร้อนควรดูแลมากหน่อย เพราะโดยธรรมชาติของนกพิราบนั้นชอบอาบน้ำเล่นน้ำตลอดทั้งปี เราจึงต้องมีภาชนะไว้ให้นกได้เล่นน้ำด้วย อาจจะเป็นวัตถุเคลือบหรืออ่างดินเผาและจะต้องสามารถเปิดก้นทิ้งน้ำได้ เพราะเมื่อนกเล่นน้ำแล้วจะสกปรกควรไขน้ำทิ้งเพื่อไม่ให้นกดื่มกิน นกพิราบขาวพันธุ์สื่อสาร
นกพิราบพันธ์สื่อสารที่มีสีขาวล้วน ดูสวยงามและโดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า ในวันที่ท้องฟ้าสดใส แสงแดดจะกระทบกับปีกที่กำลังกระพือเห็นเป็นสีขาวตัดกับสีท้องฟ้า หากบินเกาะกลุ่มกันเป็นฝูงก็ยิ่งทำให้ดูสวยงามยิ่งขึ้นไปอีก นกพิราบสีขาวเกิดจากการผ่าเหล่าและเป็นลักษณะด้อย ในที่นี้หมายความว่า หากทำการจับคู่นกพิราบสีขาวกับนกพิราบสีอื่นๆ จะไม่ได้ลูกนกพิราบสีขาวอีกเลย ฉะนั้น หากต้องการเพาะลูกนกให้มีสีขาว ต้องใช้พ่อนกและแม่นกที่มีสีขาวเท่านั้น แต่ในเชิงปฏิบัติมักจะไม่ได้ลูกนกสีขาวล้วน มักจะมีสีอื่นๆปนเปื้อนเป็นจุด เป็นแต้ม เป็นปื้นหรือเป็นแถบเสมอ ดังนั้นการจะสร้างสายพันธุ์นกพิราบสีขาวล้วนจึงเป็นงานที่ต้องใช้เวลาหลายปี ( 5-10 ปี ) กว่าจะได้เป็นสายพันธุ์แท้ที่ให้ลูกเป็นนกพิราบสีขาวล้วน ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในแถบยุโรป มีผู้เพาะเลี้ยงและปรับปรุงสายพันธุ์นกพิราบสีขาวล้วนหลายราย แต่ละรายจะมีนกพิราบขาวในสต๊อกตั้งแต่ 300-400 ตัวขึ้นไป โดยมีจุดประสงค์ในการเพาะเลี้ยง 2 ประการ คือ เพี่อการแข่งขันบินทางไกล และ เพี่อเป็นนกปล่อยในโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส พิธีเปิดการแข่งขันกีฬา เป็นต้น นกพิราบขาวพันธุ์สื่อสารที่เคยมีชื่อเสียงว่าสวยที่สุดในโลก คือสายพันธุ์ที่เรียกว่า pletinckx ซึ่งพัฒนาโดยผู้เพาะเลี้ยงในประเทศเบลเยี่ยม มีลักษณะสีขาวล้วน รูปทรงสวยงาม และบินเร็ว และมามีชื่อเสียงสูงสุดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ. 1960-1970 เมื่อ วอลท์ ดิสนีย์ นำมาแสดงในภาพยนตร์ เรื่อง " Pigeon Fly Home " ปัจจุบันยังมีนกพิราบสายพันธุ์นี้ได้รับการเลี้ยงดูและปล่อยบินอวดความสวยงามอยู่ในสวนพักผ่อนหย่อนใจของอาณาจักรดิสนีย์แลนด์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

โรคของนกพิราบสามารถแบ่งออกเป็นหลายๆชนิด ทั้งที่เกิดอยู่ภายในระบบทางเดินหายใจ เช่นในปากและลำคอ หรือที่เกิดอยู่ในระบบทางเดินอาหาร เช่นในลำใส้ เป็นต้น โรคต่างๆเหล่านี้ล้วนมีผลต่อสุขภาพของนกพิราบทั้งนั้น ตราบใดที่นกของเราต้องผจญกับภัยคุกคามเหล่านี้ ย่อมทำให้นกไม่สามารถแสดงออกความสามารถที่มันมีได้ และผลงานในการแข่งขันย่อมฟ้องตัวมันเองอย่างแน่นอน

โรคต่างๆของนกพิราบ
Trichomoniasis (Canker)
ไทรโคโมเนียซิส หรือ อีกชื่อที่เราเรียกกันว่าแคงเกอร์ เกิดจากเซลล์ชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็กมากซึ่งจะฝังตัวอยู่ในบริเวณลำคอของนก โดยปรกติ นกพิราบส่วนมากจะมีเชื้อนี้อยู่ในระบบทางเดินหายใจทั้งนั้น ซึ่งก็ไม่เป็นอันตรายต่อนกนักถ้ามีในปริมาณที่น้อย แต่ถ้ามีเยอะก็เป็นอันตรายถึงตายได้เช่นกัน เชื้อนี้จะแพร่โดยการแบ่งตัวของเซลล์ แต่ไม่สามารถรวมตัวกันโดยปราศจากพาหะได้ เพราะฉนั้นเชื้อจะตายลงอย่างรวดเร็วถ้ามันอยู่ภายนอกตัวนกพิราบเชื้อ Trichomoniasis สามารถเกิดขี้นได้กับนกทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกนกที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ลักษณะของเชื้อที่มองด้วยตาเปล่าเห็นจะเป็นก้อนเหลืองๆในช่องคอของนก ซึ่งอาจจะลามไปถึงตับได้ ซึ่งต้องใช้กล้องเพื่อส่องดู อาการของนกที่ติดเชื้อนี้ก็คือน้ำหนักตัวจะเบาลง ท้องเสีย มีขี้เหลวเป็นสีเขียวเข้ม ถึงแม้เราจะไม่สามารถมองเห็นจากในลำคอนกก็ตาม อย่างไรก็ดี นี่เป็นแค่อาการอย่างนึงที่เราควรสังเกตุเท่านั้น เพราะไม่ใช่การติดเชื้อนี้อย่างเดียวที่จะทำให้น้ำหนักนกเบาลง
ในกรณีที่นกติดเชื้อนี้ในปริมาณมากจนถึงตับแล้ว อีกอาการนอกเหนือจากน้ำหนักลดก็คือการบวมหรือพองออกของช่องท้อง บางทีจะสามารถสังเกตุเห็นถึงสีเหลืองในช่องลำคอและบริเวณตาขาวได้ ลูกนกที่ถูกป้อนอาหารจากพ่อแม่อยู่จะมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อนี้ โดยอาการก็คือมีขนที่ไม่เรียบและจะกินได้น้อย
การติดเชื้อเกิดได้จาก 3 วิธีคือ
1)เมื่อพ่อแม่นกที่มีเชื้อนี้อยู่แล้วป้อนอาหารให้กับลูกนก เชื้อนี้ก็จะถูกถ่ายไปยังลูกนกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2)เมื่อมีการดื่มน้ำหรือกินอาหารร่วมกันระหว่างนกที่ติดเชื้อกับนกปรกติ วิธีป้องกันก็คือเราควรทำความสะอาดภาชนะที่ใช้เลี้ยงนกให้ดี
3)เมื่อนกที่ติดเชื้อถูกกินโดยสัตว์อื่น ก็จะทำให้เชื้อนั้นเข้าสู่ร่างกายของสัตว์นั้นๆได้เช่นกัน

ยาที่นิยมใช้ในการรักษาโรคนี้คือ Emtryl (เอ็มทิล) เป็นยาแบบผงไว้สำหรับละลายในน้ำให้นกดื่ม ให้นกกินต่อเนื่องอย่างน้อย 5 วันแต่ไม่เกิน 7 วัน ในบางครั้งการให้ยานี้ก็ก่อให้เกิดผลร้ายได้ เนื่องจากนกได้รับปริมาณยาที่มากเกินไป ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ในฤดูร้อนหรือนกกำลังอยู่ในช่วงป้อนลูกนกอยู่ เพราะนกจะต้องดื่มน้ำมากนั่นเอง อาการของนกที่ได้รับตัวยามากเกินไปก็คือมันจะกลิ้งหรือนอนตีลังกาอยู่บนพื้นกรง เพราะตัวยาที่มากไปมีผลต่อระบบประสาทของนก วิธีรักษาก็คือให้นำน้ำที่ผสมยาออก แล้วให้น้ำเปล่าที่สะอาดแทน อาการก็จะหายไปในเวลาวันถึงสองวัน วิธีที่เหมาะสมก็คือในฤดูร้อนที่นกจะดื่มน้ำมากกว่าปรกติ ให้ลดปริมาณของยาที่ผสมน้ำลง แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการดื้อยาของเชื้อนี้เช่นกัน

ถ้าเป็นไปได้ก็ให้เลี่ยงการให้ยานี้ในฤดูร้อน หรือในช่วงที่พ่อแม่นกกำลังป้อนลูกนกอยู่ แต่ถ้านกเกิดมีอาการที่จะต้องเยียวยาทันที ก็ควรจะให้ยานะครับ เพราะไม่คุ้มที่เราจะรอ เพราะนกอาจจะป่วยจนยากที่จะเยียวยาทัน


ในฤดูการแข่งขัน คุณเคยสังเกตูเห็นนกที่ติดอันดับอยู่ดีๆ แล้วหล่นหายไปจากใบจัดอันดับเลยหรือเปล่า ทั้งๆที่นกก็ดูดีอยู่ สาเหตุก็คือว่าเมื่อนกต้องบินระยะไกลเป็นเวลานานๆ มันต้องใช้พลังงานที่สะสมมาก ความทรหดหรือความแข็งแรงย่อมน้อยลง นั่นเป็นโอกาสที่เชื้อโรคต่างๆจะโจมตีนกของเรา เชื้อแคงเกอร์ก็เช่นกัน มันสามารถทวีคูณจำนวนของมันได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเราสังเกตุดูในช่องปาก อาจจะเห็นการบวมแดงของลำคอได้ ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะทำให้เกิดการคันในช่องคอ โดยธรรมชาติต่อมในช่องคอของนกก็จะผลิตเมือกเหลวมาห่อหุ้มเชื้อเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เราเห็นเป็นก้อนสีเหลืองในภายหลัง

นอกจาก Emtryl แล้ว ยังมีตัวยาอื่นๆที่คุณสามารถเลือกได้ เช่น Ronidazole, Turbisole, Ridsol-S, Flagyl หรือ Spartrix จะเป็นการดีถ้าสามารถเปลี่ยนตัวยาอยู่เรื่อยๆ เช่นครั้งนี้รักษาด้วย Emtryl ครั้งหน้าก็เปลี่ยนเป็น Ronidazole เพราะจะช่วยป้องกันการดื้อยาของเชื้อได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือการให้ในปริมาณที่ทางผู้ผลิตยาแนะนำ

Pox
Pox หรือฝีเป็นอีกโรคที่นกพิราบมักจะเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งฤดูฝนที่ยุงชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกนก เมื่อยุงกัดบริเวณจมูก ขา หรือขอบตาของนก จะทำให้เกิดฝีเป็นเม็ดๆ บางทีมากซะจนนกไม่สามารถลืมตาได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านกที่โตแล้วจะไม่เป็น

โรคฝีในนกพิราบสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือแบบที่เกิดกับผิวหนังและแบบที่เกิดกับระบบทางเดินหายใจ

เชื้อไวรัสจะสามารถเข้าสู่ร่างกายนกได้จากผิวหนังที่เป็นสะเก็ดหรือแผลจากการกัดของยุง ทำให้เป็นตุ่มแข็งบริเวณนั้น อย่าพยายามตัดหรือแกะเพราะจะทำให้เลือดออกได้ ส่วนที่เกิดกับระบบหายใจก็จะเป็นภายในช่องปาก ซึ่งในกรณีนี้จะทำให้นกไม่สามารถกินอาหารหรือดื่มน้ำได้ตามปรกติ

ถ้านกของเรามีความเสี่ยงต่อการเกิดฝีสูงเช่นมียุงชุมบริเวณกรง การป้องกันทำได้โดยการติดมุ้งลวดไม่ให้ยุงสามารถเข้าไปกัดนกเราได้ อีกวิธีก็คือการให้วัคซีนป้องกัน ส่วนนกที่เป็นแล้วสามารถรักษาโดยการให้ยา Livimun เพื่อกระตุ้นให้เกิดการต้านทานเชื้อ ให้วิตามิน (Multivitamin EB12)ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้นกฟื้นตัวเร็วขึ้น ในระหว่างการรักษา

Paramyxo
Paramyxo เชื้อ Paramyxo เกิดขึ้นจากไวรัสชนิดหนึ่งเรียกว่า Paramyxovirus-1 (PMV-1) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคนิวคาสเซิลในไก่ เพราะมีสื่อตัวเดียวกันคือ PMV-1 เชื้อนี้ถูกพบครั้งแรกในอเมริกาเหนือ ก่อนที่จะลุกลามไปยังยุโรปจนถึงเอเซีย

การติดเชื้อนี้ของนกพิราบ มักแสดงออกให้เห็น 2 ทางคือทางระบบประสาทและระบบขับถ่าย ทางระบบประสาทก็คือ นกจะมีอาการเหมือนไม่สามารถพยุงตัวเองได้ คล้ายๆคนเมานั่นแหละครับ คอเอียง บางทีจะมีอาการอัมพาติของปีกและขา ไม่สามารถจิกกินอาหารที่อยู่บนพื้นได้ โดยมันจะจิกอยู่ข้างๆเมล็ดถั่ว ทั้งนี้เนื่องจากระบบประสาทของสายตากับร่างกายทำงานไม่สัมพันธ์กันนั่นเอง อย่างไรก็ดี นกที่ติดเชื้อไวรัสนี้สามารถรักษาให้หายได้ ถ้ามันยังสามารถกินอาหารและดื่มน้ำได้ตามปรกติ

ส่วนทางระบบขับถ่ายนั้นหมายถึงน้ำหรือของเหลวได้ไหลผ่านไตโดยมิผ่านกระบวนการทำงานของไตได้อย่างปรกติ นั่นเป็นเพราะว่าเชื้อไวรัสได้ทำลายไตของนกที่ติดเชื้อนั่นเอง เราจะสังเกตุได้ง่ายจากพื้นกรงที่จะเต็มไปด้วยขี้ที่มีลักษณะเหลวเป็นเมือก ซึ่งอันนี้จะแตกต่างจากโรคท้องร่วง เนื่องจากของเหลวนี้จะมาจากไต ไม่เหมือนกับท้องร่วงที่มาจากลำไส้

วิธีป้องกันก็คือการฉีดวัคซีนให้แก่นกพิราบ โดยมีทั้งวิธีให้วัคซีนชนิดเชื้อเป็นคือ LaSota โดยการหยอดเข้าจมูก หรือเชื้อตาย Colombovac หรือ Newcavac โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง

วัคซีนเชื้อเป็น LaSota มีคุณสมบัติกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้รวดเร็ว แต่ภูมิคุ้มกันคงอยู่ได้ในช่วงเวลาสั้น จึงต้องให้ซ้ำบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเขตที่มีการระบาดของโรค อาจให้ซ้ำทุก 2-3 เดือน โปรแกรมการให้วัคซีนเชื้อเป็น คือให้ครั้งแรกที่ลูกนกอายุ 3 สัปดาห์ ครั้งที่สองที่อายุ 6 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้ซ้ำทุก 2-3 เดือน วิธีการให้โดยการหยอดจมูกหรือหยอดตา

ส่วนวัคซีนเชื้อตาย (Colombovac, Newcavac) จะกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ช้า แต่ภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้นาน ถ้าผู้ฉีดไม่มีความชำนาญ อาจจะทำให้นกช๊อคหรือตายได้ เนื่องจากการดิ้นรนของนกระหว่างการทำวัคซีน ปฏิกิริยาที่พบหลังจากฉีดวัคซีนคือ เกิดเป็นเม็ดตุ่มเล็กๆขึ้น ทั้งนี้เป็นการตอบสนองของร่างกายเมื่อได้รับวัคซีน เราจะพบเม็ดตุ่มเหล่านี้เป็นเวลา 10-14 วันและจะหายไปเองภายใน 2-4 สัปดาห์ เม็ดตุ่มนี้อาจจะมีผลทำให้นกบินไม่ได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งถ้าหากเกิดเม็ดตุ่มที่บริเวณปีก

วัคซีนเชื้อตายสำหรับนกพิราบจะมีสื่อพิเศษเฉพาะ ไม่ใช่เป็นสื่อน้ำมันเช่นเดียวกับวัคซีนเชื้อตายสำหรับป้องกันโรคนิวคาสเซิลในไก่ โดยพบว่าหากนำวัคซีนเชื้อตายที่ใช้สำหรับไก่มาฉีดให้กับนกพิราบแล้ว จะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นมาก ดังนั้นจึงมีการแนะนำให้ใช้วัคซีนเชื้อตายสำหรับนกพิราบเท่านั้น ซึ่งจะให้ผลที่ดีและปลอดภัยกว่า โปรแกรมการให้วัคซีนเชื้อตาย คือให้ครั้งแรกที่อายุ 6-8 สัปดาห์ และให้ซ้ำทุกปีๆละครั้ง โดยวัคซีนจะให้ความคุ้มครองนาน 1 ปี วิธีการให้วัคซีน ทำได้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณกลางคอด้านหลังของนกพิราบ ตัวละ 0.2 ซีซี โดยใช้เข็มและไซริงค์ที่สะอาดปราศจากเชื้อ อย่าปล่อยให้บินออกกำลังและอย่าให้นกอาบน้ำ

Coccidiosis
ค็อกซิดิโอสิส (Coccidiosis) เป็นโรคนกพิราบชนิดหนึ่งที่มักเกิดกับลูกนกที่เราเพิ่งแยกออกจากพ่อแม่ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่

เหมือนนกที่โตแล้ว เช่นเดียวกันกับไข่พยาธิ เชื้อ coccidiosis ซึ่งเราเรียกว่าอูซิส (oocyst) จะอยู่ในอุจจาระของนก ซึ่งจะยังไม่มีอันตรายมากนัก แต่ถ้าอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นใจ เช่นมีความเย็นอับชื้น เชื้อก็จะสามารถพัฒนาสู่ขั้นอันตรายได้

เชื้อนี้สามารถแพร่สู่นกตัวอื่นๆได้ดังนี้ นกพิราบที่จิกกินอาหารจากพื้นที่สกปรกหรือจากน้ำที่ไม่ได้เปลี่ยนทุกวัน จะกลืน oocyst เข้าไป ในระหว่างนั้นเชื้อพยาธิก็จะเพิ่มและฝังตัวอยู่ในผนังลำไส้ ซึ่งจะทำให้เกิดการบวมของลำไส้ และท้องเสีย น้ำหนักลด และไม่ว่าจะให้อาหารมากแค่ไหน ก็ดูเหมือนว่าจะไม่หนักขึ้นซักเท่าไหร่ เราสามารถสังเกตุว่านกเรามีการเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือเปล่าได้ตั้งแต่ยังอยู่ในชามฟัก ถ้าลูกนกมีการถ่ายเหลวมากๆ ซึ่งเราดูได้จากบริเวณขอบชาม เราควรจะตั้งสมมติฐานว่าเป็นเชื้อนี้ได้ ถ้าเราไม่ทำการให้ยารักษาทันที ลูกนกตัวนั้นก็จะเติบโตขึ้นมาอย่างไม่สมบูรณ์ มีขนไม่เรียบเงา กระดูกที่ไม่แข็งแรงและลำไส้ที่ไม่ดี นกจะไม่สามารถสร้างพลังงานสะสมได้อย่างนกปรกติ

การรักษาดูแลกรงนกให้มีความสะอาดอยู่เสมอจะช่วยป้องกันการฟักตัวหรือการแพร่ขยายของเชื้อได้มากกว่า 90% แต่ก็จะไม่กำจัดได้อย่างสิ้นซาก ยกเว้นการรมไฟที่มีความร้อนสูงถึง 400-500 องศาเซลเซียส ในกรณีที่ต้องมีการให้ยารักษา เราสามารถให้ยาประเภท sulphamides แก่นกเราได้ หรือ ยา Vetisulid (sodium sulphachlorpyridazine) หรือ Amprol และ Baycox

อีกสิ่งที่จะช่วยป้องกันการแพร่เชื้อนี้ ก็คือระบบการถ่ายเทที่ดี ถ้าแสงแดดสามารถส่องถึงภายในกรงนกได้ มีอากาศถ่ายเทดี ก็จะสามารถช่วยป้องกันได้เช่นกัน

เราจะมาสรุปถึงวงจรชีวิตของ coccidiosis กันอีกทีนะครับ นกพิราบจะกลืน oocyst เข้าไป --> เมื่อเข้าไปในลำไส้ เชื้อก็จะฝังตัวเข้าไปในผนังลำไส้ -->เชื้อจะพัฒนาและแบ่งตัวออกหลายเท่าเป็น schizonts --> Schizonts จะผลิต merozoites ซึ่งจะฝังลึกเข้าไปในผนังลำไส้เช่นกัน --> Merozoites เหล่านี้จะก่อให้เกิด schizon 2 ซึ่งจะผลิตเชื้อผู้และเมียของ gametocysts ซึ่งทำให้เกิด oocyst ที่มีอยู่ในมูลของนก


นกพิราบขาวสยาม
เป็นนกพิราบพันธุ์สื่อสารสีขาวล้วนที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาใหม่โดยคนไทย จากจุดอ่อนของนกพิราบขาวที่มีดวงตาเป็นสีดำทึบ ได้รับการปรับปรุงลักษณะสีของดวงตาให้มีสีสดใสและหลากหลาย เช่น สีแดง สีชมพู สีเงิน สีส้ม และสีเหลือง ทำให้นกพิราบขาวสยามสวยเด่นกว่านกพิราบขาวทั่วๆไป และขณะนี้เป็นที่ยอมรับของผู้เพาะเลี้ยงนกพิราบจากทั่วทุกมุมโลกแล้วว่า นกพิราบขาวสยามเป็นนกพิราบขาวพันธุ์สื่อสารที่สวยที่สุดในโลก



ประกายความคิด
จากการสังเกตุคนผิวขาวชาวเอเชียที่มีดวงตาสีดำน้ำตาลเหมือนกันหมด เปรียบเทียบกับคนผิวขาวที่มีเชื้อสายคอเคเชี่ยนซึ่งมีสีของดวงตาเป็นสีสดใสและหลากหลาย ทำให้เกิดแนวคิดที่จะพัฒนานกพิราบสีขาวให้มีสีของดวงตาหลากหลายขึ้นมาบ้าง

จุดเริ่มต้น
ประมาณ 20 ปีย้อนหลัง ได้ทำการเสาะหานกพิราบสีขาวพันธุ์สื่อสารทุกรูปแบบเท่าที่จะหาได้เพื่อนำมาปรับปรุงสายพันธุ์ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มได้เป็น 4 ชนิด คือ

นกพิราบสีขาวล้วน ดวงตามีสีดำทึบ (Albino)
นกพิราบสีขาวที่มีสีอื่นๆปนเป็นปื้นหรือเป็นแถบ (Splash) ดวงตาอาจจะมีสีหลากหลายหรือสีดำทึบ
นกพิราบสีขาวที่มีแต้มสีดำกระจายทั่วตัว (Grizzle) ดวงตามักจะเป็นสีหลากหลาย
นกพิราบขาวที่เกิดจากนกสีโกโก้ที่มีความผิดปกติในการสร้างสี ( Dilution ) สีโกโก้จะจางลงมากจนสีพื้นเกือบเป็นสีขาวและมีลายสีโกโก้เข้มหรืออ่อนแซมอยู่ แต่ลักษณะที่เด่นที่สุดคือ ดวงตาจะมีสีสดใส

จากการทดลองผสมนกพิราบสีขาวทั้ง 4 ชนิดสลับไปมา พบว่าลูกนกที่ได้จากการผสมของสายพันธุ์ที่ 1 และสายพันธุ์ที่ 4 มีแนวโน้มที่จะได้เป็นนกพิราบสีขาวที่มีดวงตาหลากสี จึงได้ทำการผสมลงลึกและคัดสายพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดได้นกพิราบสีขาวล้วนที่มีดวงเป็นสีหลากสี เป้าหมายต่อไปคือการพัฒนารูปร่างให้ได้สัดส่วนและสวยงาม ขั้นตอนสุดท้ายคือการพัฒนาศักยภาพในการบินเร็ว เพื่อใช้แข่งขันในกีฬานกแข่ง


คุณสมบัติ พิราบขาวสยาม เป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่ง ที่สามารถเลี้ยงให้เชื่องกรงได้ เวลาปล่อยออกจากกรง จะบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความปราดเปรียว ขณะบินเดี่ยว ชอบบินฉวัดเฉวียน บินดิ่ง และบินทะยาน ถ้ามีหลายตัว ชอบบินเกาะกลุ่มไปพร้อมๆกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ท้องฟ้ามีอากาศแจ่มใส พิราบขาวสยามจะบินเล่นไต่ระดับขึ้นไปสูงถึงตึก 20-30 ชั้น แสงแดดจะสะท้อนกับปีกที่ขยับบิน เห็นเป็นแสงระยิบระยับ เป็นธรรมชาติที่ดูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง เมื่อบินเล่นจนพอใจแล้ว จะบินกลับและเข้ากรงได้เอง เหมาะสำหรับผู้เลี้ยงนกพิราบแข่งที่จะเลี้ยงนกพิราบขาวสยามไว้ดูเพลิดเพลินและคลายเครียดจากการแข่งขัน สำหรับผู้รักสัตว์เลี้ยงทั่วๆไป นกพิราบขาวสยามก็เป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่งที่น่าสนใจและมีอนาคต จากคุณสมบัติที่สวยงามและหายาก หากได้มีการเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว น่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงอีกชนิดหนึ่ง ที่มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจสำหรับประเทศไทย

คุณประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ
เนื่องจากเป็นนกพิราบพันธุ์สื่อสารที่มีความสวยงาม ดังนั้น ตลาดโดยตรงของนกพิราบสายพันธุ์นี้ คือ ผู้เพาะเลี้ยงนกพิราบพันธุ์สื่อสารและพันธุ์สวยงาม ซึ่งมีจำนวนนับล้านคนทั่วโลก ที่ต้องการสะสมนกที่สวยงามและหายากเอาไว้ในสต๊อกของตนเอง นอกจากนี้หากทำการโปรโมทเข้าไปในตลาดผู้รักสัตว์เลี้ยงทั่วๆไปด้วยแล้ว ก็จะสามารถขายนำเงินตราเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมหาศาล เนื่องจากพิราบขาวสยามเป็นนกพิราบสายพันธุ์ใหม่ จึงสามารถกำหนดราคาได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องการแข่งขันตัดราคา และคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีหลังการเปิดตัวของนกพิราบขาวสยามในตลาดโลก คู่แข่งขันจึงจะสามารถพัฒนาขึ้นมาทัดเทียม ซึ่งก็จะส่งผลดีกลับมาอีกครั้ง เพราะตลาดจะกว้างออกไป ขณะที่ผู้ริเริ่มยังคงความได้เปรียบในด้านความหลากหลายของสายพันธุกรรมที่มีอยู่ในสต๊อก

แนวทางการพัฒนาสายพันธุ์ในอนาคต
ลักษณะภายนอกสีขาวล้วน ช่วงปีกและลำตัวยาวสมส่วน ยืนสง่า ดวงตามีสีสดใสและหลากหลาย ความท้าทายข้างหน้าคือการทำสีตาให้เป็นสีเขียวและสีฟ้า

จากเวป
http://www.vet.ku.ac.th/library-homepage/db_directory/poultry/bird/pigeon/pigeon_1.htm>

นกยูง

Share |
นกยูง




การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Aves

อันดับ Galliformes
วงศ์ Phasianidae

สกุล Pavo
Linnaeus, 1758

ลักษณะทั่วไป
รูปร่างและขนาดเหมือนนกยูงไทย ต่างกันตรงที่ขนพู่บนหัวของนกยูงไทยมีลักษณะเป็นจุก แต่ของนกยูงอินเดียแผ่กางออกเหมือนพัด และสีของขนตามตัวของนกยูงไทยสีเขียวใบไม้ แต่ของนกยูงอินเดียสีน้ำเงิน มีสีขาวจากจมูกถึงขอบตาด้านบนนัยน์ตา และข้างใต้ขอบตา


ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบในอินเดีย ศรีลังกา
นกยูงอินเดียกินเมล็ดพืช ผลไม้ แมลง และสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
นกยูงอาศัยอยู่ในป่าดงดิบทึบ อยู่เป็นฝูง ตัวผู้ชอบทำลานเอาไว้รำแพนหาง มันจะรักษาความสะอาดลานอย่างดี นกยูงเป็นนกที่ระวังตัวมากและสายตาไวมาก ยากที่จะเข้าใกล้ตัวมันได้ มันจะบินหนีก่อน นกยูงเป็นนกที่บินเก่ง ชอบนอนที่สูงและชอบร้องเวลาเช้าและเย็น ไม่ดุร้ายและจำที่อยู่ได้ดี
นกชนิดนี้วางไข่ ครั้งละ 5-8 ฟอง ระยะฟักไข่นาน 28 วัน

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นกกระจอกเทศ

Share |
นกกระจอกเทศ





อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Aves

อันดับ Struthioniformes
วงศ์ Struthionidae
Vigors, 1825

สกุล Struthio
Linnaeus, 1758
สปีชีส์ S. camelus


นกกระจอกเทศ (Ostrich) จัดอยู่ในประเภทสัตว์มีกระดูกสันหลัง

นกกระจอกเทศ จัดว่าเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกขนาดโตเต็มที่สูงประมาณ 2 – 2.5 เมตร น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่จะหนักประมาณ 160 กิโลกรัม มีอายุยืนได้ถึง 65 – 75 ปี ตัวผู้มีขนาดโตกว่าตัวเมีย ตัวผู้เมื่อโตเต็มวัยขนตามลำตัวจะเปลี่ยนไปเป็นสีดำ ส่วนขนปีกและขนหางจะเป็นสีขาวสวยงามมาก

สำหรับตัวเมียจะมีขนตามตัวสีน้ำตาลเทาอ่อน ปากมีลักษณะแบนและกว้างมาก ดวงตากลมโต หัวเล็ก ศีรษะล้าน มีขนอ่อนบางสีเทา น้ำตาลอ่อนคล้ายสีครีมหรือผลมะอึก คอยาวและมีขนอ่อนเช่นเดียวกับหัว ปีกเล็กไม่สมตัว ขนที่ปีกยาวพอสมควรแต่ก็ไม่ใช่ขนสำหรับการบิน ซึ่งขนปีกมีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น ขาและโคนขาเป็นขาเกลี้ยง ๆ ไม่มีขน

ลักษณะเท้าของนกกระจอกเทศจะพบว่ามีนิ้วเท้าข้างละ 2 นิ้ว ใต้นิ้วเป็นเนื้ออ่อน ๆ ปลายนิ้วทู่ ๆ ใหญ่ ๆ นิ้วทั้งสองจัดเป็นนิ้วกลางและนิ้วนางเท่านั้น นิ้วที่ใหญ่มากคือนิ้วกลาง ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์โลกอย่างหนึ่งคือ สัตว์ที่ไม่ใช้ความเร็วของฝีเท้าจะมีนิ้วครบชุดมือ – เท้าข้างละ 5 นิ้ว หากสัตว์นั้นต้องการความเร็วของฝีเท้าเพื่อวิ่งหนีศัตรู ธรรมชาติก็จะวิวัฒนาการให้นิ้วหายไปทีละนิ้วสองนิ้วจนเหลือแต่เพียงนิ้วเดียว เช่นเท้าของม้า มีเพียงนิ้วเดียวที่เรียกว่ากีบเท้าม้า

มีถิ่นกำเนิดในทวีปอัฟริกา สำหรับคนไทยแล้วจะพบเห็นนกกระจอกเทศก็เฉพาะตามสวนสัตว์เท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนกกระจอกเทศเป็นสัตว์ที่ให้ผลตอบแทนหลายอย่างที่มีประโยชน์ เช่น หนังคุณภาพเยี่ยมดีกว่าหนังจระเข้เสียอีก เนื้อรสชาดอร่อยเหมือนเนื้อวัว แต่ไขมันและโคเลสเตอรอลต่ำกว่ามาก ขนทำเครื่องประดับ แถมไข่ยังใช้แกะสลัก หรือวาดลวดลายเป็นเครื่องประดับอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ดังกล่าวเป็นคุณลักษณะของสัตว์เศรษฐกิจอย่างแท้จริง อาจจะเป็นของแปลก ถ้าเมืองไทยจะตั้งฟาร์มเลี้ยงนกกระจากเทศแต่โดยความเป็นจริงแล้วในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ อิสราเอล ออสเตรเลีย เป็นต้น มีฟาร์มเลี้ยงนกกระจอกเทศมากมาย อย่างในอเมริกามีถึง 3,000 กว่าฟาร์ม แล้วยังตั้งเป็นสมาคมผู้เลี้ยงนกกระเทศอีกด้วย หนังของนกกระจอกเทศเป็นที่นิยมของผู้ผลิตชั้นนำ เช่น คริสเตียนดิออร์ เทสท์โตนี ฯลฯ เพื่อใช้ผลิตรองเท้าบู๊ต เข็มขัด กระเป๋าถือ กระเป๋าเดินทาง เป็นต้น ซึ่งประเทศที่นิยมสินค้าจากหนังนกกระจอกเทศ คือ ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อเมริกา และอิตาลี สำหรับเนื้อนกกระจอกเทศก็มีแนวโน้มที่จะทดแทนเนื้อวัว เพราะเนื้อมีสีแดง เหมือนเนื้อวัว โดยเฉพาะในกลุ่มชนที่ไม่นิยมบริโภคเนื้อวัว เพราะรสชาดเหมือนเนื้อวัวแต่โปรตีนสูงกว่าและโคเลสเตอรอลต่ำกว่า ดังนั้น เพื่อเป็นข้อมูลแก่เกษตรกรไทยหรือผู้ที่สนใจเกี่ยวกับ การเลี้ยงนกกระจอกเทศ กลุ่มงานสัตว์ปีก กองบำรุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ จึงได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากหนังสือของต่างประเทศมาเพื่อให้ท่านได้ศึกษาเป็นข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งหวังว่าเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านบ้าง

การเลี้ยงนกกระจอกเทศ ก็เหมือนกับการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น โค สุกร เป็ด ไก่ ฯลฯ ย่อมจะต้องมีโรงเรือน อาหาร การจัดการเลี้ยงดู เป็นต้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลิตที่ผู้เลี้ยงจะต้องให้ความสนใจและศึกษาเพื่อจะได้จัดให้เหมาะสมกับพันธุ์สัตว์ ดังนี้

ลักษณะของโรงเรือน

เนื่องจากนกกระจอกเทศเป็นสัตว์ป่ามาก่อน กินหญ้าและแมลงหรือสัตว์เล็ก ๆ เป็นอาหาร ดังนั้น โรงเรือนของนกกระจอกเทศ จึงมี 2 ส่วน คือ


1. ส่วนที่เป็นบริเวณโรงเรือน (Shed) โดยจะต้องกั้นเป็นห้องมีประตูปิดเปิด สำหรับขังนกกระจอกเทศเพื่อการรักษา หรือกั้นไม่ให้นกกระจอกเทศรบกวนขณะที่เข้าไปเก็บไข่ออกไปฟัก เพราะช่วงผสมพันธุ์และออกไข่ นกกระจอกเทศ ค่อนข้างจะดุ ตลอดจนเป็นที่วางภาชนะให้น้ำและอาหาร

2. ส่วนที่เป็นบริเวณสำหรับวิ่งเล่น หรือออกกำลังกาย ซึ่งควรจะปลูกหญ้าไว้ให้นกได้จิกกินด้วย

พื้นที่ที่ใช้เลี้ยงนกกระจอกเทศ จะไม่สมารถระบุตายตัวแน่นอนว่าจะต้องเป็นเท่าไร ทั้งนี้ขึ้นกับความสมบูรณ์ของพืชหรือหญ้าเล็ก ๆ และพื้นที่เหลือใช้ด้วย

รั้ว

ควรสูง 1.50-2.00 เมตร โดยใช้ลวดที่ไม่มีหนามแหลมคม เพราะจะทำให้นกกระจอกเทศได้รับอันตรายได้ อาจใช้เป็นตาข่ายถัก หรือลวดกั้นเป็นช่วง ๆ ก็ได้ เพราะปกตินกกระจอกเทศจะไม่บินหนีอยู่แล้ว การจะใช้วัสดุอะไรจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนกกระจอกเทศ และทุนทรัพย์ของผู้เลี้ยงด้วย


อาหารนกกระจอกเทศ

นกกระจอกเทศเป็นสัตว์กินพืช (Herbivorous) กระเพาะจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นกระเพาะบด (Gizzard) เหมือนไก่แต่ไม่มี Crop และกระเพาะพัก (Proventriculus) เหมือนสัตว์เคี้ยวเอื้อง (Ruminant) เช่น โค กระบือ ดังนั้น อาหารของนกกระจอกเทศ จึงเป็นพืช ผัก หญ้า และสัตว์เล็ก ๆ เช่น ลูกกบ จิ้งจก หรือ แมลงต่าง ๆ นอกจากนี้ยังจิกกินก้อนหิน หรือหินเกล็ดเล็ก ๆ เพื่อช่วยในการบดย่อยอาหารที่บริเวณกระเพาะบด สำหรับการเลี้ยงในระบบฟาร์ม อาหารของนกกระจอกเทศมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งจะต้องคำนวณให้ตรงตามความต้องการของนกกระจอกเทศอายุต่าง ๆ กันโดยจะต้องมีแร่ธาตุอาหารครบถ้วย และเพียงพอโดยเฉพาะแคลเซียม

นอกจากนี้จะต้องมีหญ้าแห้งหรือหญ้าสดและหินเกล็ดตั้งไว้ให้นกกระจอกเทศจิกกินด้วย

การฟักไข่นกกระจอกเทศ

นกกระจอกเทศถ้าผล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ (Wild Ostrich) จะถึงอายุผสมพันธุ์เมื่อเพศผู้อายุ 3-4 ปีขึ้นไป ส่วนเพศเมีย 2.5 ปีขึ้นไป แต่นกกระจอกเทศที่เลี้ยงในระบบฟาร์ม (Intensive) จะใช้ผสมพันธุ์ได้เมื่อเพศผู้อายุ 2.5 ปี ขึ้นไป ส่วนเพศเมียอายุ 2 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาหารและการจัดการเป็นหลัก อัตราส่วนที่ใช้ผสมพันธุ์เพศผู้ 1 ตัวต่อเพศเมีย 1-3 ตัว นกกระจอกเทศจะผสมพันธุ์ในช่วงที่มีอากาศเย็นและแห้ง ซึ่งที่เลี้ยงอยู่ที่กรมปศุสัตว์จะออกไข่ในเดือนตุลาคมถึงเมษายน และจะออกไข่ปีละไม่เกิน 6 เดือน โดยออกไข่ทุก 2 วันต่อ 1 ฟอง ไข่หนักฟองละ 900-1,650 กรัม และมีความยาว 6-8 นิ้ว เปลือกไข่สีขาวครีม จนไข่ได้ 12-16 ฟอง ก็จะหยุดฟักไข่ (Clutch) โดยตัวเมียจะฟักไข่ในตอนกลางวัน ตัวผู้จะช่วยฟักในตอนกลางคือ ซึ่งจะใช้เวลาฟักไข่ 42 วัน ในแต่ละปีแม่นกกระจอกเทศจะให้ไข่ประมาณ 36-42 ฟอง แต่ถ้าเก็บไข่ออกจะทำให้แม่นกกระจอกเทศออกไข่ได้มากขึ้น ซึ่งบางตัวให้ไข่ถึง 90 ฟอง สำหรับการเลี้ยงในระบบฟาร์ม จะไม่ปล่อยให้นกกระจอกเทศฟักไข่เอง แต่จะนำไข่ไปฟักด้วยเครื่องฟักไข่ ซึ่งมีวิธีการคล้ายการฟักไข่เป็ด ไข่ไก่ ดังนี้

การดูแลไข่ฟัก

ไข่ที่จะใช้สำหรับฟักหลังจากเก็บจากรังไข่แล้ว จะต้องทำการรมควันฆ่าเชื้อด้วยก๊าซฟลอมาดิไฮด์ก่อนนำไปไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิ 20 ํC - 22 ํC และเก็บนานไม่เกิน 7 วัน ใสระหว่างที่เก็บจะต้องทำการกลับไข่อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
ก่อนที่จะนำไข่เข้าตู้ฟักจะต้องนำไข่ฟักออกจากห้องควบคุมอุณหภูมิมาไว้ที่ห้องที่อุณหภูมิมาไว้ที่ห้องที่อุณหภูมิปกติ (preheat) เสียก่อนประมาณ 8-10 ชั่ว โมง เพื่อหรับความเย็นของไข่สู่อุณหภูมิปกติ (ประมาณ 35 ํC) ถ้านำไข่เข้าตู้ฟักทันทีจะทำให้เชื้อตาย(Embryonic shock) เนื่องจากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเย็นไปร้อน

อุณหภูมิและความชื้น

อุณหภูมิที่ใช้ในการฟักไข่ คือ 36.2 ํC มีความชื้น 40% จะใช้เวลาฟักไข่นาน 41-43 วัน แต่ถ้าอุณหภูมิ 35 ํC ความชื้น 40% จะใช้เวลาฟักไข่ 43-47 วัน หากเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นจะทำให้อัตราการตายของลูกนกกระจอกเทศระยะแรกเพิ่มสูงขึ้น

การส่องไข่

ส่องไข่ 2 ครั้ง เพื่อคัดเลือกไข่ที่ไม่มีเชื้อหรือเชื้อตายออกโดยครั้งแรกจะทำการส่องไข่หลังจากฟักไปแล้ว 2 สัปดาห์ หรือหากชำนาญอาจส่องได้เมื่อฟักไข่ไปแล้ว 7-10 วัน ส่วนครั้งที่สองจะส่องก่อนย้ายจากตู้ฟัก (Setter) ไปตู้เกิด (Hatcher) หรือเมื่อฟักไข่ไปแล้ว 35 วัน

การกลับไข่

การกลับไข่มีความสำคัญต่อการพัฒนาและเจริญเติบโตของตัวอ่อนเป็นอย่างยิ่ง จำนวนครั้งของการกลับให้ขึ้นกับองศาของไข่ คือ

กลับไข่ 2(ครั้ง) กลับไข่ทำมุม 90 (องศา)
กลับไข่ 6(ครั้ง) กลับไข่ทำมุม 45 (องศา)
ทุกชั่วโมง 45

เมื่อย้ายไปตู้เกิดแล้วไม่จำเป็นต้องกลับไข่อีก

การเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสุกร โค กระบือ ไก่ และอื่น ๆ ย่อมต้องการอาหารและวิธีการเลี้ยงดูที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุของสัตว์ การเลี้ยงนกกระจอกเทศก็เช่นเดียวกันวิธีการเลี้ยงดูในแต่ละช่วงอายุก็จะแตกต่างกันด้วย ดังนี้
การเลี้ยงลูกนกกระจอกเทศอายุ 0-4 สัปดาห์

อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงลูกนกกระจอกเทศระยะนี้คือ อุปกรณ์สำหรับให้น้ำ ให้อาหาร เครื่องกกลูกนก วัสดุรองพื้น เป็นต้น ซึ่งผู้เลี้ยงจะต้องเตรียมไว้ให้พร้อมก่อนที่จะทำการกกนอกจากนี้อุปกรณ์ดังกล่าวจะต้องสะอาด และผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้วสำหรับเครื่องกกลูกนกก็จะต้องตรวจสอบการทำงานให้เรียบร้อยเสียก่อนลูกนกมาถึงอย่างน้อย 24 ชั่วโมง สำหรับข้อความปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการและเลี้ยงดูลูกนกกระจอกเทศระยะนี้ มีดังนี้
1. ติดไฟเครื่องกกก่อนที่ลูกนกกระจอกเทศมาถึง 3-4 ชั่วโมง โดยตั้งไว้ที่อุณหภูมิ 90-95 ํF
2. เติมวิตามินในน้ำสำหรับเลี้ยงลูกนกกระจอกเทศ ก่อนลูกนกมาถึง 1-2 ชั่วโมง เพื่อปรับให้อุณหภูมิของน้ำ มีความแตกต่างจากสภาพแวดล้อมไม่มากนัก และให้กินน้ำผสมวิตามิน 10-14 วัน
3. ลูกนกกระจอกเทศ อายุ 2-3 วันแรก อาจจะไม่จำเป็นต้องให้อาหาร เพื่อให้ลูกนกกระจอกเทศดูดซึมและย่อยไข่แดงให้หมดเสียก่อน จากนั้นให้อาหารข้นที่มีโปรตีน 20-22% พลังงาน 2,700 กิโลแคลอรี่ แคลเซี่ยม 1.4 % ฟอสฟอรัส 0.7% หลังจาก 7-10 วัน อาจให้หญ้าสดที่สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แก่ลูกนกกระจอกเทศเพิ่มขึ้น และควรตั้งหินเกล็ดไว้ให้กินตลอดเวลา
4. ระยะแรกลูกนกกระจอกเทศจะยังไม่รู้จักที่ให้น้ำที่ให้อาหารโดยนำลูกนกไปที่ที่ให้น้ำแล้วจับปากจุ่มน้ำ 2-3 ครั้ง
เนื่องจากนกกระจอกเทศเป็นสัตว์ชอบเล่น ดังนั้น ในภาชนะให้อาหารอาจจะใส่ลูกบอลพลาสติก ลูกปิงปิง หรือลูกกอล์ฟ เพื่อให้ลูกนกเล่นไปด้วยจิกกินอาหารไปด้วย ซึ่งจะทำให้ลูกนกกระจอกเทศกินอาหารได้มากยิ่งขึ้น
5. ควรขยายวงล้อมกกออกทุก ๆ 3-4 วัน การขยายกกออกมากหรือน้อยขึ้นกับสภาพอากาศและควรลดอุณหภูมิในการกกลงครั้งละ 5 ํF โดยจะใช้เวลากกลูกนกกระจอกเทศนานประมาณ 8 สัปดาห์ทั้งนี้ให้สังเกตความสมบูรณ์ของลูกนกด้วย
6. อัตราส่วนของรางอาหารและรางน้ำ 4 เซนติเมตรต่อลูกนกกระจอกเทศหนัก 1 กิโลกรัม
7. อัตราการเจริญเติบโตระยะแรกประมาณเดือนละ 1 ฟุต จนนกกระจอกเทศสูงถึง 5-6 ฟุต อัตราการเจริญเติบโตจะน้อยกว่าเดือนละ 1 ฟุต
8. ให้แสงสว่างในโรงเรือนตลอด 24 ชั่วโมงในระยะ 4 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นให้แสงสว่างลดลงเหลือ 20-23 ชั่วโมง
9. ควรตรวจดูวัสดุรองพื้น จะต้องไม่ชื้นแฉะหรือแข็งเป็นแผ่นหรือมีกลิ่นของก๊าซแอมโมเนีย ถ้ามีต้องรีบแก้ไขทันที
10. ควรสังเกตุอุจจาระของนกกระจอกเทศตลอดเวลา นกกระจอกเทศที่ปกติจะถ่ายอุจจาระอ่อน ไม่เข็งแห้งหรือเป็นเมล็ดเหมือนแพะ ปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำใสไม่เหนียวหรือขุ่นข้น
11. ควรเข้มงวดเรื่องสุขาภิบาล เมื่อนกกระจอกเทศแสดงอาการผิดปกติจะต้องรีบหาสาเหตุ เพื่อหาทางแก้ไขโดยด่วนต่อไป

การเลี้ยงนกกระจอกเทศเล็ก (อายุ 1-3 เดือน)


เมื่อครบกำหนดกกนกลูกนกกระจอกเทศหรือเห็นว่าลูกนกแข็งแรงดีแล้วให้ยกเครื่องกกออก แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้ตื่นตกใจ โดยมีการจัดการ ดังนี้
1. ยกเครื่องกกออก และสังเกตอาการของลูกนกกระจอกเทศหากพบอาการผิดปกติให้รีบหาสาเหตุและแก้ไขโดยทันที
2. ภาชนะที่ให้อาหารควรทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และให้อาหารนกกระจอกเทศเล็กครั้งละน้อย ๆ วันละ 4-5 ครั้ง ส่วนภาชนะที่ให้น้ำควรทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั่ง และมีน้ำให้นกกระจอกเทศกินตลอดเวลาด้วย
3. เมื่อลูกนกกระจอกเทศสมบูรณ์และแข็งแรงดีแล้ว ควรปล่อยให้ลูกนก ออกไปเดินเล่นด้วย ซึ่งจะทำให้ลูกนกแข็งแรงมากยิ่งขึ้น
4. ตรวจสุขภาพของลูกนกกระจอกเทศเป็นประจำทุกวันตลอดจนสภาพแวดล้อม การระบายอากาศและสภาพของวัสดุรองพื้นให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม
5. บันทึกอัตราการตาย การกินอาหาร การให้ยกหรือวัคซีนการเจริญเติบโต ตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาขึ้น


การเลี้ยงนกกระจอกเทศรุ่น (อายุ 4-23 เดือน)

การเลี้ยงและการจัดการในระยะนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่นกกระจอกเทศมีการเจริญเติบโตเร็วมาก ซึ่งมีน้ำหนักตัวไม่สอดคล้องกับขานกที่มีขนาดเล็ก จึงมักจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับขารับน้ำหนักไม่ไหว หรือขาผิดปกติ ดังนั้นเพื่อให้ได้นกกระจอกเทศที่ดีจึงต้องเอาใจใส่เป็นอย่างมาก ซึ่งมีแนวทางการเลี้ยงดู ดังนี้
1. ใช้อาหารสำหรับนกกระจอกเทศรุ่นที่ประกอบด้วยพลังงาน 2,400 กิโลแคลลอรี่ โปรตีน 18% แคลเซียม 1.6% ฟอสฟอรัส 0.8% และเสริมด้วยหญ้าแห้งหรือหญ้าสด นอกจากนี้ควรควบคุมน้ำหนักตัวนกกระจอกเทศ อย่างให้น้ำหนักเพิ่มเร็วเกินไปเพราะขายังพัฒนาไม่เต็มที่ที่จะรับน้ำหนักตัวนกกระจอกเทศที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว
2. ควบคุมการระบายอากาศภายในโรงเรือน ส่วนบริเวณภายนอกสำหรับให้นกกระจอกเทศเดินเล่น จะต้องระมัดระวังอย่าให้มีเศษวัสดุ เช่น เศษผ้า เหล็ก ตะปู ฯลฯ ตกหล่นอยู่ เพราะนกจะจิกกินซึ่งอาจจะทำให้นกกระจอกเทศตายได้ (Hardware Disease)
3. จัดอัตราส่วนพื้นที่ให้เหมาะสมกับจำนวนนกกระจอกเทศซึ่งกำหนดพื้นที่ให้ตัวละ 1.5 ตารางเมตร สำหรับในบริเวณที่เป็นโรงเรือนและบริเวณด้านนอกที่วิ่งเล่นตัวละอย่างน้อย 200 ตารางเมตร และไม่ควรเลี้ยงรวมเป็นฝูงเดียวกันมากกว่า 40 ตัว
4. เพิ่มภาชนะให้น้ำและอาหารให้เหมาะสมกับจำนวนนกกระจอกเทศ ที่เลี้ยงในแต่ละฝูง และควรทำความสะอาดภาชนะที่ให้น้ำและอาหารเป็นประจำทุกวัน
5. ไม่จำเป็นต้องให้แสงไฟในเวลากลางคืน นกกระจอกเทศจะได้รับแสงสว่างตามธรรมชาติก็เพียงพอแล้ว
6. จดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้อาหาร อัตราการตาย การเจริญโตและอาการผิดปกติต่าง ๆ

การเลี้ยงนกกระจอกเทศพ่อ-แม่พันธุ์ (อายุ 2 ปีขึ้นไป)

นกกระจอกเทศที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง จะเริ่มให้ผลผลิตและผสมพันธุ์ได้ เมื่อเพศเมียอายุ 2 ปีขึ้นไป และเพศผู้ 2.5 ปีขึ้นไป และจะให้ผลผลิตติดต่อกันนานถึง 40 ปี ดังนั้น เพื่อให้ได้รับผลผลิตอย่างสม่ำเสมอ จึงควรพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
1. ให้อาหารที่ประกอบด้วยโปรตีน 15-17% พลังงาน 2,300-2,600 กิโลแคลลอรี่ แคลเซี่ยม 18% ฟอสฟอรัส 0.9% ให้อาหารวันละ 1-3 กิโลกรัมต่อตัว และควรเสริมด้วยหญ้า นอกจากนี้จะต้องมีหินเกล็ดตั้งไว้ให้นกจิกกินด้วย เพื่อจะช่วยในการย่อยที่กระเพาะบด
2. ภาชนะที่ให้น้ำและอาหาร ควรทำความสะอาดทุกวัน และมีน้ำตั้งให้เกิดตลอดเวลา
3. อัตราส่วนที่ใช้ผสมพันธุ์ คือ เพศผู้ 1 ตัว ต่อเพศเมีย 1-3 ตัว
4. จัดพื้นที่ให้เหมาะสม โดยใช้พื้นที่ด้านภายในโรงเรือนตัวละ 5-8 ตารางเมตร และบริเวณลานตัวละ 400-500 ตารางเมตร และควรเลี้ยงฝูงละ 2-4 ตัว (เพศผู้ 1 ตัว เพศเมีย 1-3ตัว) เท่านั้น
5. เก็บไข่ออกทุกวัน และนำไปรวบรวมไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรอการเข้าตู้ฟัก แต่จะต้องมีไข่ปลอมวางไว้เพื่อให้แม่นกกระจอกเทศไข่ติดต่อไปเรื่อย ๆ และควรจะขังนกกระจอกเทศไว้ด้านนอกโรงเรียนก่อนที่จะเก็บไข่ออก เพราะนกกระจอกเทศช่วงผสมพันธุ์จะดุร้าย อาจทำอันตรายได้
6. ตรวจสุขภาพนกกระจอกเทศทุกวัน หากมีปัญหาหรือผิดปกติต้องรีบแก้ไขโดยทันที
7. ตรวจดูสุขภาพภายในโรงเรือนเป็นประจำทุกวัน หากอุปกรณ์ใดชำรุดจะต้องรีบซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ทันทีหรือแก้ไขให้เหมาะสมที่จะใช้งานได้ต่อไป
8. จดบันทึกการให้ผลผลิต การตาย การกินอาหาร การให้ยา และวัคซีน และอื่น ๆ เป็นประจำทุกวัน
นกกระจอกเทศจะส่งเข้าโรงงานแปรรูปเมื่ออายุ 12-14 เดือน ซึ่งจะมีน้ำหนักประมาณ 85-110 กิโลกรัม ผลผลิตที่สำคัญคือ
1. หนัง ประมาณตัวละ 1.2-1.4 ตารางเมตร ซึ่งหนังของนกกระจอกเทศมีคุณภาพดีและราคาสูงมาก แพงกว่าหนังจระเข้ นิยมนำไปทำรองเท้าบู๊ต กระเป๋า เข็มขัด เสื้อแจ็คเก๊ต ส่วนประกอบของฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
2. เนื้อ มีสีแดงและรสชาดคล้ายเนื้อวัว แต่ไขมันและโคเสลเตอรอลต่ำกว่าเนื้อวัวมาก ซึ่งจะเหมาะสมสำหรับผู้มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ และผู้ไม่นิยมรับประทานเนื้อวัว ซึ่งราคาในต่างประเทศประมาณกิโลกรัมละ 500-800 บาท
3. ขน นกกระจอกเทศสามารถให้ขนได้ปีละ 2 ครั้ง ประมาณ 1.5-2 กิโลกรัม ซึ่งนำไปใช้ทำเครื่องประดับ ตบแต่งเสื้อผ้า ดอกไม้ และที่สำคัญคือ ใช้ทำไม้ปัดฝุ่น ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องอิเล็คโทรนิคที่บอบบาง
4. ไข่ เนื่องจาดไข่นกกระจอกเทศมีขนาดใหญ่หนักประมาณฟองละ 900-1,650 กรัม และเปลือกมีสีสวยจึงนิยมนำไข่ที่ไม่ใช้ฟักหรือไข่เชื้อตายมาแก้สลักหรือวาดลวดลายบนเปลือกไข่ ขายได้ถึงฟองละ 1,000-3,000 บาท

จากเวป วิกิพีเดียและhttp://web.ku.ac.th/agri/ostrich/ost-3.htm

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...