วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

นกกระทุง

Share |
นกกระทุง




อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Aves

อันดับ Pelecaniformes
วงศ์ Pelecanidae
Rafinesque, 1815

สกุล Pelecanus
Linnaeus, 1758


ลักษณะทั่วไป

เป็นนกขนาดใหญ่ มีความยาวจากปากถึงปลายหางประมาณ 52 - 60 นิ้ว เป็นนกน้ำ ขาสั้นใหญ่ ปากยาวแบนข้างใต้มีถุงสีออกม่วงขนาดใหญ่ บริเวณขอบปากบนมีจุดสีน้ำเงินเข้มอยู่เป็นระยะตามความยาวของจงอยปาก ตีนมีพังผืดสีเหลืองขึงเต็มระหว่างนิ้วทุกนิ้วคล้ายเป็ด ม่านตาสีแดง แข้งและเท้าสีเนื้อ สามารถว่ายน้ำได้ดี บินได้สูง ในฤดูผสมพันธุ์ ขนจะเปลี่ยนเป็นสีเทาเงินในช่วงบนของลำตัว ส่วนช่วงล่างจะเป็นสีขาว แต่ถ้าไม่ใช่ฤดูผสมพันธุ์ ปีก หางและส่วนใต้ลำตัว จะมีสีน้ำตาลเช่นเดียวกับนกกระทุงที่ยังไม่โตเต็มที่ ทั้งตัวผู้และตัวเมียรูปร่างและสีสันเหมือนกัน นกกระทุงชอบอยู่เป็นฝูง กินปลา กุ้ง กบ สัตว์เลื้อยคลานเล็กๆเป็นอาหารและหาอาหารด้วยกัน ถ้าตัวใดตัวหนึ่งทำอะไรตัวอื่นจะทำตาม เวลาที่มันอยู่เฉยๆจะหันหน้าไปทางเดียวกันหมด เวลาบินจะหดคอเข้ามา บินกันเป็นแถวเรียงหนึ่ง บางครั้งบินเป็นรูปตัว "วี" (V) ส่วนใหญ่จะบินเป็นรูปขั้นบันไดกว้างๆ รังสร้างด้วยกิ่งไม้ใหญ่ๆวางสานกันบนต้นไม้สูงๆ ขนาดของรังมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ฟุต วางไข่ครั้งละประมาณ 3 ฟอง ไข่มีสีขาว ทั้งตัวผู้และตัวเมียช่วยกันกกไข่ประมาณ 4 - 5 อาทิตย์ จึงฟักเป็นตัว คนยุโรปในยุคกลางเชื่อกันว่านกกระทุงเลี้ยงลูกอ่อนด้วยเลือดของมันเอง โดยใช้ปากเจาะเลือดจากอกของมัน





ถิ่นอาศัย, อาหาร
ในประเทศไทยพบตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และชายทะเลภาคกลางและภาคใต้ นอกจากนี้ยังพบในแถบอินโดแปซิฟิก อินเดีย พม่า อินโดจีน และชวา
อาหารได้แก่ ปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
ชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงทั้งช่วงเวลาหากินและทำรัง ขณะหาอาหารจะใช้ถุงใต้คอทำหน้าที่คล้ายสวิงช้อนปลาลงในลำคอ
นกกระทุงทำรังอยู่บนต้นไม้รวมกันเป็นฝูง วางไข่คราวละ 1-5 ฟอง และใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 30 วัน โดยทั้งตัวผู้และตัวเมียผลัดกันทำหน้าที่

สถานภาพปัจจุบัน
ใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

กิ้งก่าหัวสีเขียว,กะปอมก่า,

Share |
กิ้งก่าหัวสีฟ้า



กิ้งก่าหัวสีฟ้า
BLUE-CRESTED LIZARD
Calotes mystaceus

สถานภาพตามกฎหมายไทย สัตว์ป่าคุ้มครอง
CITES(2004) (-)IUCN(2004) (-)


ลักษณะ: ขนาดวัดจากปลายปากถึงก้น 110-130 มม. หางยาว 225-268 มม. มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีหัวโต มีหนามสั้นๆตามแนวกึ่งกลางหลังจนตลอดสันหาง ขาทั้งสองคู่เรียวและมีนิ้วเรียวยาวมาก หางมีความยาวประมาณสองเท่าของความยาวหัวกับลำตัว เกล็ดบนลำตัวยื่นไปทางด่านหลังและชี้ขึ้นด้านบน ที่หัวไหล่มีร่องเป็นรอยพับสีคล้ำ

ในฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้หัวมีสีออกฟ้าคราม ตัดกับริมฝีปากสีขาว แถบขาวนี้ต่อเนื่องไปทางด้านข้างหัว และไปเชื่อมกับลายจุดสีน้ำตาลแดง เป็นรูปปื้นกลมๆข้างละ 3 ปื้น บริเวณโคนขาหลังและโคนหางสีออกขาว ตัวเมียมีสีออกน้ำตาลคล้ำทั่วทั้งตัว ใต้คางและคอสีคล้ำเกือบดำ ใต้ท้องสีออกเขียวจางๆ และใต้หางตอนโคนสีออกขาว

เขตแพร่กระจาย: มีเขตแพร่กระจายแคบในเขตประเทศพม่าตอนกลางลงไปถึงตอนใต้ ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา

ที่อยู่อาศัย: โดยธรรมชาติเกาะอยู่บนกิ่งไม้ มีร่มเงาอยู่โดยรอบและได้รับแสงแดดทั้งในตอนเช้าและตอนบ่าย ตากแดดโดยมักเกาะเอาหัวห้อยลงตรงลำต้นด้านที่มีแสงแดดส่องมากกระทบไม่ค่อยลงมาพื้นดิน ยกเว้นพวกตัวเมียลงมาขุดหลุมวางไข่ ตัวผู้มีขอบเขตอาศัยบนต้นไม้ต้นหนึ่ง และอาจแผ่คลุมถึงต้นไม้อีก 2-3 ต้น ในบริเวณเดียวกันตัวเมียอยู่ตามขอบเขตของอาณาเขตตัวผู้ หรืออยู่ในบริเวณเดียวกับตัวผู้

ลูกๆอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ทึบๆหรือในดงหญ้า เมื่อมีอายุมากขึ้นจึงมาเกาะอยู่ตามลำต้นของต้นไม้ขนาดกลาง ห่างจากต้นใหญ่ที่มีตัวผู้เฝ้าระวังอยู่



อุปนิสัย:
ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไต่ไปมาขึ้นลงลำต้นไม้ หากินแมลงหรือสัตว์เล็กๆที่มาเกาะบนเปลือกหรือไต่ขึ้นมาจากพื้นดิน ตัวผู้จะผงกหัวขึ้นลงเป้นครั้งคราว ตัวเมียขุดหลุมวางไข่บนถนนลูกรังของแนวกันไฟ หลังจากวางไข่เสร็จแล้ว ตัวเมียจะคอยเฝ้าอยู่ใกล้ๆหลุมไข่

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

กิ้งก่าหัวสีแดง,กิ้งก่ารั้ว,กะปอมไหม,กะปอมแดง

Share |
กิ้งก่าหัวแดง





กิ้งก่าหัวสีแดง
GARDEN FENCE LIZARD, CHANGEABLE LIZARD
Calotes versiclolr

สถานภาพตามกฎหมายไทย สัตว์ป่าคุ้มครอง
CITES(2004) (-)IUCN(2004) (-)


ลักษณะ :ขนาดวัดจากปลายปากถึงก้น 80–95 มม. หางยาว 172–260 มม. ขนาดกลางถึงขนาดค่อนข้างใหญ่หัวโต หางยาวมากกว่า สองเท่า ของความยาวหัวและลำตัว เกล็ดบนลำตัวชี้ไปทางด้านหลังและด้านบน บริเวณหัวไหล่ไม่พบมีรอยพับ ขาทั้งสองคู่ยาวเรียวและนิ้วยาวเรียวมากลำตัวมีสีได้หลากหลายและแตกต่างกันไปตามอายุ ลูกกิ้งก่าลำตัวสีน้ำตาลคล้ำ หรือสีน้ำตาลอ่อนมากเมื่อโตขึ้นเป็น กิ้งก่วัยรุ่น สีจะค่อยๆคล้ำขึ้นมีแถบสีขาวพาดตามแนวข้างลำตัวสองข้างเมื่อโตเต็มวัยตัวผู้มีีสีออกน้ำตาลเหลืองสีคล้ำบนหัวบนลำตัวและหางมีลายพาดขวางสีคล้ำๆโดยตลอด เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ในราวช่วงฤดูฝน ตัวผู้จะมีสีแดงส้ม สดบนส่วนหัวและส่วนหน้าของลำตัวโดยสีแดงจะคลุมไปจนถึงประมาณเลยช่วงไหล่ไปเล็กน้อยลำตัวที่เหลือและหางสีน้ำตาลเหลือง ตัวเมียสีออกน้ำตาลคล้ำ หรือสีน้ำตาลเหลืองตลอดปี





เขตแพร่กระจาย : มีเขตการกระจายตั้งแต่ทางทิศตะวันตกในอัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย ศรีลังกา ไปทางทิศตะวัน ออกจนทั่วไปถึงฮ่องกง ตลอดเวียดนามลาว กัมพูชา ไทย ลงไปถึงมาเลเซียและเกาะสุมาตราในบริเวณพื้นที่ป่า สะแกราช พบกิ้งก่า หัวแดงได้ในทุก สภาพป่า และในบริเวณสถานีวิจัยฯ ในฤดูแล้งจะพบชุกชุม ในป่าเต็งรังและบางส่วนในป่าดิบแล้ง และตรงรอยต่อระหว่างป่าดิบแล้งกับป่าเต็งรังส่วนในฤดูฝนจะขยายพื้นที่หากินและอาศัยเข้าไปในป่า ดิบแล้งและป่าปลูกพบมีจำนวนชุกชุมกระจายไปทั่วเมื่อเข้าฤดูแล้งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในป่าเต็งรังและบริเวณรอยต่อ ดังเดิม




ที่อยู่อาศัย :ในฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้แต่ละตัวจะมีจุดที่คอยเฝ้าจับ ตาดูตัวผู้ตัวอื่น ๆ ไม่ให้เข้ามาในอาณาเขตที่มันยึดครองอยู่มีพฤติกรรมการผงกหัวขึ้นลง เปล่งสีแดงบนหัวและลำตัวตอนหน้าให้ชัดขึ้นและอ้าปากงับไปมา แล้วคอยวิ่งไล่ตัวเมียที่เข้ามาในบริเวณทุกเช้าลูกกิ้งก่าจะขึ้นมาเกาะบนยอดต้นเพ็กช่วงที่มีแสงแดดอ่อนๆ ตั้งแต่เวลา7:30–9:00 น. ตัวกิ้งก่าวัยรุ่นขึ้นมาในราว 8:30–9:45 น. ส่วน กิ้งก่าโตเต็มวัยจะสังเกตเห็นตั้งแต่เวลา 10.00 น.ป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาแดดจัด และลูกกิ้งก่ากับกิ้งก่าวัยรุ่นลงไปหากินแล้ว

อุปนิสัย:มีฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงฤดูฝน โดยตัวเมียที่มีไข่พร้อมวาง จะไต่ลงมาอาศัยอยู่ที่บริเวณโคนต้นไม้ เวลาตกใจจะไต่ขึ้นไปเพียงเล็กน้อย ความสูงไม่เกิน 1 ม. ขุดหลุมวางไข่บนพื้นดินคล้ายๆกับการวางไข่ของกิ้งก่าหัวสีฟ้า จำนวนและขนาดของไข่คล้ายคลึงกัน



แมลงปอ

Share |
แมลงปอ






อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Arthropoda
ชั้น Insecta

อันดับ Odonata
อันดับย่อย Epiprocta
อันดับฐาน Anisoptera
Selys, 1854



ประวัติการศึกษาแมลงปอในไทย

แมลงปอชนิดแรกและเป็นชนิดเดียวจากไทยที่ได้รับการตั้งชื่อในปี ค.ศ. 1877 คือเมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีมานี่เอง เป็นแมลงปอเข็มชนิดหนึ่งที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Stenobasis oscillansแต่ชื่อของแมลงปอชนิดนี้ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็น Arcbibasis oscillans (Selys) ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของแมลงปอที่เก่าแก่ที่สุด ที่พบได้ในประเทศไทย แต่ได้รับการตั้งชื่อมาก่อนจากประเทศอื่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1770 คือนานกว่าสองร้อยปีมาแล้ว ได้แก่ Libellula servilia และ Libellula sabina แมลงปอทั้ง 2 ชนิดนี้ปัจจุบันได้แก้ไขชื่อเป็นแมลงปอบ้านบ่อ Crocothemis servilia servilia- (Drury) และแมลงปอบ้านเสือลาย Orthetrum sabina sabina (Drury) จัดเป็นแมลงปอบ้านที่หาง่ายมากและมีทั่วไปแทบทุกหนทุกแห่งอย่างกว้างขวางในหลายส่วนของโลก





ประวัติแมลงปอในประเทศไทย


ในปี ค.ศ. 1904 มาร์ติน(Martin) ชาวฝรั่งเศส ได้รายงานแมลงปอที่จับจากเขตอินโดจีน โดยมีหลายสิบชนิดถูกระบุว่าพบจากไทยและมีแมลงปอเสือ 1 ชนิดคือ Heterogomphus-unicolor เป็นแมลงปอชนิดใหม่ที่พบและอาจเป็นตัวที่ 2 ที่ได้รับการตั้งชื่อจากไทย แมลงปอทั้งหมดนี้ได้จากคณะสำรวจมิชชั่นพาวี (Mission Pavie) ระหว่างปี ค.ศ. 1879-1895 ต่อมาเซอร์วิลเลียมสัน(Sir W. Williamson) ชาวอังกฤษได้รวบรวมแมลงปอจากไทยที่จับในปี ค.ศ.1923-1924 ส่งไปให้เฟรเซอร์ (Fraser) เขียนเป็นรายงานออกมาในปี ค.ศ.1927 ซึ่งเป็นแมลงปอที่ มากถึง 2,890 ตัว ในปีเดียวกันนั้นเอง เลดลอว์ (Laidlaw) ได้พบแมลงปอบ้านชนิดใหม่จากไทยและตั้งชื่อไว้ว่า Urothemis abbotti เลดลอว์ได้สำรวจแมลงปอ ในเขตภาคใต้ของไทย ได้เขียนเป็นรายงานออกมาในปี ค.ศ1931 อีก 1 ปี ถัดมา เฟรเซอร์ได้รายงานแมลงปอที่ ดร.เคอร์ (Dr. kerr) จับได้จากอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีแมลงปอชนิดใหม่ถึง 3 ชนิดต่อมาในปี ค.ศ. 1933,1934 และ1936 เฟรเซอร์ได้พิมพ์ตารางเกี่ยวกับแมลงปอจากเขตอินเดีย(รวมถึงอินโดจีนและไทยด้วย) มีทั้งหมด 3 เล่มใหญ่ (Fauna of British India Vol. 1-3) จัดเป็นตำราที่ทรงคุณค่าและยังใช้ได้ดีมากจนถึงปัจจุบัน ลิฟทิ้งค์ (Lieftinck) เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านแมลงปออีกท่านหนึ่ง ที่ทำการสำรวจและรายงานแมลงปอจากมาเลเซียและภาคใต้ของไทยได้พิมพ์ผลงานไว้ในปี ค.ศ. 1954 ซึ่งค่อนข้างจะก้าวเข้าสู่ยุคปัจจุบันมากขึ้น

แมลงปอ คือ แมลงที่มีตัวอ่อนอาศัยอยู่ในน้ำ ตัวเต็มวัยมีชีวิตอยู่บนบกมีปีกบินได้ แมลงปอมีการเจริญเติบโตแบบเป็นขั้นตอนประเภทไม่สมบูรณ์แบบ คือ มีระยะไข่ ตัวอ่อน และตัวเต็มวัย ไม่มีระยะดักแด้ โดยระยะไข่และตัวอ่อนมีชีวิตอยู่ในน้ำ ตัวอ่อนที่อยู่ในน้ำมีรูปร่างแตกต่างจากตัวเต็มวัยมาก เมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะลอกคราบครั้งสุดท้าย กลายเป็นตัวเต็มวัยที่มีปีกและจะใช้ชีวิตบนบกได้ต่อไป




ลักษณะภายนอก


คนและสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังทุกชนิดมีกระดูกเป็นโครงสร้างส่วนที่แข็งที่ทำหน้าที่ในการพยุงร่างกายอยู่ภายใน(endoskeleton) แมลงปอ ,แมลงอื่นๆและสัตว์ที่มีลำตัวและขาเป็นข้อปล้อง (arthropods) มีผนังของร่างกายเป็นส่วนที่แข็งที่ช่วยพยุงร่างกายอยู่ภายนอก (exoskeleton) ผนังของร่างกายประกอบไปด้วยสารประกอบทางเคมีที่สำคัญได้แก่ ไคติน (chitin) โปรตีนหลายชนิดและเม็ดสีต่างๆ เป็นต้น โครงสร้างของร่างกายแมลงปอแบ่งออกได้ 3 ส่วน คือ ส่วนหัว อกและท้อง มีขา 3 คู่และมีปีก 2 คู่ติดตั้งอยู่ที่อก



ระบบภายใน

แมลงปอเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดหนึ่งซึ่งมีระบบการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายหลายระบบเช่นเดียวกับสัตว์อื่นโดยทั่วไป เช่นระบบการย่อยอาหารและการขับถ่ายของเสีย ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบหายใจ ระบบประสาท และระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น ถ้าคุณผู้อ่านที่สนใจอยากทราบว่าระบบภายในของแมลงปอเป็นอย่างไรบ้าง ก็ลองคลิกเข้าไปชมหน้าถัดๆไปนะคะ

ลักษณะตัวอ่อน

ตัวอ่อนของแมลงปอมีลำตัวป้อมยาว มีขา 3 คู่ ในแมลงปอแดมเซ้ลฟลาย (แมลงปอเข็ม, แมลงปอเข็มป่าและแมลงปอน้ำตก) ที่ปลายหางมีแผ่นคล้ายใบพัด 3 แผ่น ทำหน้าที่ในการหายใจและเคลื่อนไหว ส่วนในแมลงปอดราก้อนฟลาย (แมลงปอยักษ์, แมลงปอเสือและแมลงปอบ้าน) ตัวอ่อนมีลักษณะป้อม ตัวค่อนข้างใหญ่ แต่ไม่มีหางเป็นแผ่น 3 แผ่นแบบนั้น แมลงปอพวกนี้หายใจโดยใช้อวัยวะพิเศษ ซึ่งอยู่ในช่องท้อง เวลาหายใจมันจะดูดเอาน้ำซึ่งมีออกซิเจนอยู่ด้วยเข้าไปทางปลายท้อง จากนั้นมันจะพ่นน้ำออกทิ้งทางเดิม การพ่นน้ำออกนี้มีส่วนช่วยในการเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วในน้ำ


การใช้ชีวิตในการบิน

แมลงปอใช้ชีวิตในการบินพอๆกับการเกาะ การบินของแมลงปอมีจุดประสงค์ในการเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง บางทีก็เป็นการอพยพเพื่อเคลื่อน ย้ายที่อยู่ (migration) เป็นฝูงๆ โดยมากพบในแมลงปอที่ตัวโต ค่อนข้างแข็งแรง แต่แมลงปอที่มีขนาดเล็กบางชนิดก็อาจมีการอพยพเคลื่อนย้ายที่อยู่ได้โดยอาศัยกระแส ลมหรือเมื่อเกิดลมพายุ แมลงปอมีการบินลาดตระเวน สำรวจสถานที่พร้อมกับการพเนจรท่องเที่ยว การบินของแมลงปอในตอนสายๆมักเป็นการบินเพื่อรับแสงแดด เป็นการเพิ่มพลังงาน ในขณะเดียวกันก็เป็นการบินหาอาหารซึ่งเป็นแมลงตัวเล็กๆ ที่บินอยู่ในอากาศ แมลงปอขนาดใหญ่บางชนิด มีนิสัยเกเร ชอบบินไล่แมลงปอตัวอื่นๆ ที่บินผ่านมา ในบริเวณนั้นหรือแม้แต่ผีเสื้อก็อาจถูกแมลงปอตัวใหญ่บินไล่ด้วยเช่นเดียวกัน การผสมพันธุ์เหนือแหล่งน้ำมักเกิดในขณะกำลังบิน ซึ่งบ่อยครั้งที่เกิดการต่อสู้ขึ้นกลางอากาศ เพื่อแย่งคู่กัน




ประโยชน์ของแมลปอ


แมลงปอเป็นแมลงที่มีประโยชน์ โดยมีบทบาทที่สำคัญในการควบคุมแมลงศัตรูพืชและแมลงที่สร้างความรำคาญหรือนำโรคมาสู่คนและสัตว์-เลี้ยงอื่นๆ เช่น ยุง ริ้น แมลงหวี่ และแมลงวัน เป็นต้น แมลงปอเป็นแมลงสวยงามประเภทหนึ่งที่มีเกือบทุกสี เช่น เหลือง แดง ม่วง ฟ้า เทา สีตะกั่วและสีโลหะสะท้อนแสง แม้ว่าโดยส่วนรวมแมลงปอจะมีความสวยงามเป็นรองผีเสื้ออยู่มากก็ตาม แต่แมลงปอหาง่ายกว่าและมีอยู่เกือบทุกหนทุกแห่ง ตลอดทุกฤดูกาลบ่อยครั้งที่พบในปริมาณมากๆ สามารถสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้พบเห็นได้ไม่น้อยเลย

แมลง จั๊กจั่น

Share |
จั๊กจั่น







เรื่องราวของจั๊กจั่น แมลงที่กำเนิดบนโลกเมื่อ 230-295 ล้านปีก่อน Mar 11, '09 3:45 AM
for everyone

ชื่อภาษาไทย : จักจั่น
ชื่อภาษาอีสาน : จักจั่น, เร่อย (เขมร)
ชื่อภาษาอังกฤษ : Cicada
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Meimuna opalifera Walker, Pompania sp.
Order : Homoptera
Family : Cicadidae




ลักษณะทางกายภาพ

จักจั่นถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้เมื่อราว 230-295 ล้านปีก่อน ในยุคไทรแอสสิก (Triassic) นักวิทยาศาสตร์ได้จัดให้จักจั่นเป็นแมลงอยู่ในอันดับ (Order) Homoptera ซึ่งเป็นกลุ่มของแมลงที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชเป็นอาหาร เช่นเพลี้ยชนิดต่างๆ ครั่ง แมลงหวี่ขาว

ลักษณะที่เด่นชัดของแมลงในอันดับนี้ก็คือ ปีกคู่หน้ามีลักษณะและขนาดความหนาของเนื้อปีกเท่ากันตลอดทั้งแผ่นปีก ชื่ออันดับที่มาจากลักษณะเด่นที่ว่านี้ คือ homo แปลว่า เหมือนกัน, เท่ากัน ส่วน ptera แปลว่า ปีก ซึ่งจะหนาทึบหรือบางใสก็ได้แล้วแต่ชนิดของแมลง ปีกของจักจั่นจะบางใสเหมือนกันทั้งแผ่นปีก

จักจั่นเป็นแมลงที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในบรรดาแมลงอันดับนี้ทั้งหมด คือมีขนาดตั้งแต่ 1 เซนติเมตรขึ้นไป จนถึงบางชนิดที่ มีขนาดตัวยาวกว่า 10 เซนติเมตร มีหนวดสั้นๆ (หนวดแบบขน-setaceoux) จนเกือบจะมองไม่เห็นดูคล้ายปุ่มเล็กๆ มากกว่าที่จะเป็นหนวด มีตาเดี่ยวสามตา ส่วนหัว ลำตัว ท้อง จะเชื่อมต่อกลมกลืนเป็นส่วนเดียวกัน ปีกคู่หน้าจะบางใส

วงจรชีวิตของจักจั่น


ช่วงชีวิตของจักจั่นเป็นดังนี้

ไข่ (4 เดือน) - วางไข่ใต้เปลือกไม้
ตัวอ่อน (4-6ปี) - ใช้ชีวิตอยู่ใต้ดิน ดูดกินน้ำเลี้ยงจากรากไม้เป็นอาหาร
ตัวเต็มวัย (1-2 เดือน) - อาศัยอยู่ตามต้นไม้ดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นไม้เป็นอาหาร
ตัวผู้ทำเสียงได้ดังมาก ประมาณ 200 เดซิเบล
ตัวเมียไม่สามารถทำเสียงได้

เสียงร้องของจักจั่น

ลักษณะเด่นของจักจั่น คือเพศผู้สามารถทำเสียงได้ แหล่งกำเนิดเสียงมาจากบริเวณด้านใต้ลำตัวของท้องปล้องแรกต่อกับส่วนอก จักจั่นแต่ละชนิดมีเสียงเฉพาะในแต่ละตัว ทำให้สามารถแยกประเภทของจักจั่นได้จากเสียงร้อง
ทำนองของเสียงร้องอาจบ่งบอกได้ถึงการป้องกันตัว ตกใจเมื่อถูกรบกวน หรือร้องเรียกเพื่อหาคู่ จักจั่นมีส่วนหัวและส่วนอก กว้างเรียวมาทางหาง มีตาเดี่ยว 3 ตาเรียงกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม อยู่ใกล้กับด้านสันหลัง ของศีรษะ หนวดสั้นเป็นรูปขน ปากเป็นแบบเจาะดูด มีปีกบางใสและยาวกว่าลำตัว เวลาเกาะอยู่กับที่ ปีกจะหุบชิดกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม มองคล้ายหลังคา ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อนสลับกับสีน้ำตาลเข้ม ตัวอ่อนมีสีน้ำตาลอ่อน ตาโต ขาหน้ามีขนาดใหญ่ไว้สำหรับขุดดิน ตัวเต็มวัยมีขนาดลำตัวตั้งแต่หัวจรดปีกประมาณ 30 – 40 มิลลิเมตร

ในการศึกษาเรื่องเสียงของจักจั่นพบว่า ส่วนใหญ่การทำเสียงของจักจั่นจะเป็นไปเพื่อการหาคู่ครอง สำหรับจักจั่น "เสียง" ก็ไม่ ต่างไปจาก "รูปร่างหน้าตาและความสามารถ" ของคนเรา คุณภาพของเสียงบ่งบอกถึงคุณภาพของร่างกาย และดุจเดียวกัน พลังเสียง ท่วงทำนอง ความไพเราะ คือลีลา เฉพาะของจักจั่นตัวผู้แต่ละตัว ที่จะประกาศหรือโชว์ให้ตัวเมียได้เห็น (ได้ยิน) ศักยภาพและพึงพอใจในที่สุด

แหล่งที่อยู่อาศัย

ตัวเต็มวัยเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ ถ้าในประเทศไทยจะพบมากที่ต้นกุง หรือกอหน่อไม้ ตัวเมียจะเจาะต้นไม้ให้เป็นรูเล็ก ๆ เพื่อวางไข่เมื่อไข่ฟักกลายเป็นตัวอ่อนแล้ว ตัวอ่อนจะร่วงลงสู่พื้นดิน ใช้ขาหน้าขุดฝังตัวอยู่ในดิน เมื่อเจริญเต็มที่จะไต่ขึ้นมาบนต้นไม้ ลอกคราบ กลายเป็นตัวเต็มวัยอาศัยอยู่บนต้นไม้ ระยะที่เป็นตัวเต็มวัยนี้สั้นมาก คือเมื่อผสมพันธุ์และวางไข่จะตายลง

รูปแบบการไล่ล่า

จักจั่นเป็นแมลงที่ชาวบ้านนิยมบริโภค วิธีการไล่ล่าสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

1. ใช้ยางพันไม้แล้วติดที่ปีกของจักจั่น วิธีนี้ชาวบ้านเรียกว่า "ติดจักจั่น" จะเริ่มจากนำยางที่เรียกว่า "ตัง" ซึ่งได้จากต้นไฮ้ มาผสมกับยางของต้นกุง คนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันชาวบ้านใช้ไม้ไผ่ มาจุ่มลงแล้วพันยางตังให้ติดบริเวณปลายของไม้ นำไปแตะที่ปีกจักจั่นที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ เมื่อปีกติดยางตังจักจั่นจะบินไม่ได้ ชาวบ้านใช้มือดึงจักจั่นออกจากตัง

วิธีนี้ทำให้ปีกของจักจั่นฉีกขาด ชาวบ้านนิยมหาจักจั่นด้วยวิธีนี้ เพราะเห็นตัวจักจั่นได้ไม่ชัดเจนเท่าใดนัก ข้อควรระวังในการไล่ล่าด้วยวิธีนี้ คือ ต้องระวังไม่ให้ยางตังติดเสื้อ หรือผมของผู้ไล่ล่า เพราะยางตังไม่สามารถซักหรือล้างออกได้

2. ใช้วิธีการเขย่าต้นไม้ วิธีการนี้ชาวบ้านใช้เมื่อไล่ล่าจักจั่นตอนกลางคืน ชาวบ้านสังเกตตัวจักจั่นจากต้นกุงเป็นหลัก การหาจะไปพร้อมกับไฟฉายหรือโคมไฟแบตเตอรี่ บางคนก็ยังใช้เทคโนโลยีพื้นบ้าน คือใช้การ "กระบอง" เมื่อพบก็เขย่าต้นกุงให้ตัวจักจั่นหล่นลงมา ชาวบ้านอธิบายว่า ตอนกลางคืนจักจั่นจะมองไม่เห็น และไม่สามารถบินได้ เมื่อตัวหล่นลงมาจึงใช้มือเปล่าตะครุบได้อย่างง่ายดาย

นอกจากสังเกตจากต้นกุงแล้ว ชาวบ้านยังสังเกตจากต้นไม้อื่นๆ อีก โดยชาวบ้านไปยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ถ้าต้นใดมีจักจั่นก็จะมีละอองน้ำคล้ายฝนตกปรอยๆ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "เยี่ยวจักจั่น" ถ้าต้นใดมีละอองน้ำมาก ก็แสดงว่ามีจักจั่นอยู่มาก ก็ลงมือเขย่าต้นไม้ หรือใช้ไม้ตีตามกิ่งเพื่อให้ตัวจักจั่นล่วงลงสู่พื้น และเก็บด้วยมือเปล่า

ปูนา

Share |
ปูนา



ปูนาเป็นปูน้ำจืดที่พบมีอยู่ทั่วไปตามทุ่งนาและในที่ลุ่มของประเทศไทย เป็นกลุ่มปูที่มีวิถีชีวิต มีระบบนิเวศน์และถิ่นที่อยู่อาศัย แตกต่างไปจากปูลำห้วย (creek crab) ปูน้ำตก (waterfall crab หรือ stream crab) และปูป่า (land crab) ด้วยเหตุนี้นักอนุกรมวิธานจึงได้แยกปูนาออกจากปู 3 กลุ่มข้างต้น และจัดให้อยู่ในวงค์ Parathelphusidae ในประเทศไทยพบมี 8 ชนิด ในภาคต่าง ๆ ดังนี้ :

1. Somanniathelphusa germaini พบใน 27 จังหวัดคือ คือ ภาคกลาง 22 จังหวัด ภาคตะวันตก 2 จังหวัด ภาคตะวันออก1จังหวัด ภาคใต้1 จังหวัดและภาคเหนือ 1 จังหวัด
2. S. bangkokensis พบใน 18 จังหวัดคือ คือ ภาคกลาง 8 จังหวัด ภาคตะวันตก 4 จังหวัด ภาคตะวันออก 2 จังหวัด และภาคใต้ 13 จังหวัด
3. S. sexpunetata พบใน 19 จังหวัดคือ คือ ภาคกลาง 1 จังหวัด ภาคตะวันตก 1 จังหวัด ภาคตะวันออก 4 จังหวัด และภาคใต้ 13 จังหวัด
4. S. maehongsonensis เป็นปูชนิดใหม่ ที่พบในแห่งเดียวในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
5. S. fangensis เป็นปูชนิดใหม่ที่พบใน จังหวัดลำปางและเชียงใหม่
6. S. denchaii เป็นปูชนิดใหม่ที่พบใน จังหวัดแพร่
7. S. nani เป็นปูชนิดใหม่ล่าสุดที่พบใน จังหวัดน่าน


และ
8. S. dugasti (Esanthelphusa dugasti) พบใน ภาคกลาง 1
0 จังหวัด ภาคตะวันตก 3 จังหวัด ภาคตะวันออก 3 จังหวัด และภาคเหนือ 9 จังหวัด และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 จังหวัด


การแพร่กระจายของปูแต่ละชนิด

ปูนาบางชนิดเช่น S. dugasti มีอาณาเขตการแพร่กระจายกว้างมากถึง 40 จังหวัด ในภาคกลางมีปูอยู่ถึง 3 ชนิด ในภาคใต้พบมี 2 ชนิด ทางภาคเหนือบางจังหวัดพบมีชนิดเดียว ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดการแพร่กระจายของปูแต่ละชนิด เป็นเรื่องที่น่าสนใจและมีค่าควรแก่การศึกษา เช่นกรณีของปูนา S. denchaii ที่พบในอำเภอเด่นชัยจังหวัดแพร่ และปูนา S. nani ที่พบใน จังหวัดน่าน เป็นต้น จังหวัดทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก และพื้นที่ก็เป็นผืนแผ่นดินติดต่อกัน สภาพดินฟ้าอากาศ หรือปริมาณน้ำฝนก็ใกล้เคียงกัน

มรดกดินของชาวอีสาน




ปูนาชนิด S. dugasti แม้จะมีขอบเขตการแพร่กระจายคลอบคลุมถึง41 จังหวัดก็ตาม แต่ก็เป็นปูชนิดเดียวเท่านั้นที่พบมีในภาคอีสาน ด้วยเหตุผลอันนี้ปูชนิดนี้ ครั้งหนึ่งเคยใช้ชื่อว่า Esanthelphusa dugasti ซึ่งบ่งบอกถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของปูชนิดชนิดนี้เป็นอย่างดี ปูชนิดนี้ถ้าจะถือว่าเป็นมรดกดินของชนชาวอิสานก็คงไม่ผิด เพราะเป็นทรัพย์ติดแผ่นดินที่คนอีสานมีสิทธิที่จะเก็บเกี่ยวหรือนำมาใช้ประโยชน์ได้ แต่จะใช้ประโยชน์อย่างไรถึงจะคุ้มค่าและยั่งยืน ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตัวเองหรือผู้อื่นนั้นขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาของแต่ละท่าน

ปูนาแหล่งอาหารโปรตีนราคาถูก

ปูนาจัดได้ว่าเป็นแหล่งอาหารโปรตีนสัตว์ราคาถูกและหาได้ง่ายในธรรมชาติ เป็นปูที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ที่ประมงและเกษตรกรรายย่อยในภาคอีสานทุกคนรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเป็นปูที่มีความสำคัญต่อวิถีการดำรงชีวิตของคนเหล่านั้น

แหล่งที่อยู่อาศัย

ปูนาชอบขุดรูอาศัยอยู่ตามทุ่งนา คันนา บริเวณชายคลอง คันคู และคันคลองชลประทานต่าง ๆ โดยมีแหล่งอาหารและน้ำเป็นปัจจัยหลัก ลักษณะและตำแหน่งของรูปูนาจะแตกต่างกันตามสภาพของพื้นที่ ดินฟ้าอากาศและน้ำซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต บริเวณที่มีน้ำปูจะขุดรูในที่ ๆ น้ำท่วมไม่ถึง รูปูจะเอียงเล็กน้อยและไม่ลึกนัก ปากรูจะอยู่เหนือน้ำ หรือต่ำกว่าระดับน้ำเล็กน้อย เพื่อความสะดวกในการเข้าออก รูปูส่วนใหญ่จะเป็นแนวเอียง 30-60 องศากับแนวระดับ รูจะตรง ไม่คดเคี้ยว ในที่ ๆ มีความชื้นสูงหรือบริเวณที่มีระดับน้ำตื้นมากรูปูจะไม่ลึกและมีรูขนาดไปกับพื้นดิน

ตามทุ่งนาที่มีน้ำเฉอะแฉะ เช่นระยะหลังการเก็บเกี่ยว ปูจะขุดรูอาศัยอยู่ตามพื้นนามีความลึกประมาณ 1 เมตร ในฤดูแล้งช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม พื้นนาแห้ง ดินขาดน้ำ ระดับน้ำใต้ดินลึก ปูจะขุดรูทำมุมกับแนวระดับลึกมาก และจะลึกที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคมและใช้ดินปิดปากรูเพื่อรักษาความชุ่มชื้นภายในรู หรือไม่ก็อพยพจากท้องนาไปยังหนองน้ำใกล้เคียง ในกรณีที่เกิดฝนตก เกิดอุทกภัย น้ำท่วมคันนา ปูจะหลบอาศัยเกาะอยู่ตามกอหญ้าริม ๆ น้ำ โดยใช้ก้ามเกาะต้นหญ้าพยุงตัวลอยอยู่ในน้ำ

การผสมพันธุ์

เมื่อปูเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ขนาดประมาณ 20 มิลลิเมตร อายุ 90 วัน หรือลอกคราบประมาณ 7-9 ครั้ง ปูเพศผู้จะมีก้ามซ้ายซ้ายใหญ่กว่าก้ามขวาอย่างเห็นได้ชัด ส่วนท้องที่เรียกว่าจับปิ้งจะมีฐานกว้างปลายเรียวแหลมคล้ายตัวที ส่วนเพศเมียก้ามเล็ก ก้ามทั้งสองมีความแตกต่างกันไม่มาก จับปิ้งที่มีลักษณะเล็กเรียวในระยะที่ยังไม่สมบูรณ์เพศ (ที่เรียกว่าปูกะเทย) ก็จะขยายเป็นแผ่นกว้างครึ่งวงกลมเกือบเต็มส่วนท้อง ปลายมน ที่ขอบมีขนละเอียดเพื่อประโยชน์ในการอุ้มไข่ เมื่อเปรียบเทียบขนาด ถ้าอายุเท่ากันปูเพศผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าปูเพศเมียเสมอ

เมื่อเข้าฤดูฝนปูจะออกจากรูเพื่อหาอาหาร ตามแหล่งน้ำ และผสมพันธุ์ ในฤดูผสมพันธุ์ปูเพศเมียจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว ดุ เมื่อตัวผู้เข้าใกล้ ปูเพศผู้จะมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยแสดงอาการปกป้องตัวเอพร้อมกับไล่ปูเพศเมียเป็นระยะ ๆ เมื่อได้จังหวะ ปูเพศผู้ตัวจะขึ้นคร่อมและใช้ขาเดินคู่ที่ 2-4 พยุงปูเพศเมียไว้ข้างล่าง การจับคู่ในลักษณะนี้จะดำเนินต่อเนื่องกันประมาณ 3-4 วัน จนกระทั้งปูเพศเมียลอกคราบ ในช่วงที่ปูเพศเมียกระดองนิ่มนี้ ปูเพศผู้จะทำหน้าพะยุงปูเพศเมียไว้ เพื่อไม่ให้ปูเพศเมียที่ตัวนิ่มและบอบบางนั้นได้รับอันตราย ทำหน้าที่ปกป้องถ้ามีศัตรูเข้าใกล้ เมื่อจะผสมพันธุ์ ปูเพศผู้จะจับปูเพศเมียหงายกลับเอาด้านท้องขึ้น และสอดตัวเข้าไประหว่างจับปิ้งของปูเพศเมีย เพื่อสอดอวัยวะสืบพันธุ์ ที่อยู่บริเวณโคนขาคู่ที่4 ข้างละ1 คู่ คู่บนมีลักษณะ เรียวแหลมและ เล็ก ทำหน้าที่เป็นท่อทางเดินของน้ำเชื้อเพศผู้ ส่วนคู่ล่างหนามที่โคนจะทำหน้าที่ยึดให้หน้าท้องของปูเพศผู้ติดกับปูเพศเมีย และมีกลไกสำหรับฉีดน้ำเชื้อผ่านอวัยวะคู่บนเข้าสู่รูเปิดของปูเพศเมีย (gonopore) ที่บริเวณหน้าอก (ใกล้โคนขาคู่ที่สาม)ใต้จับปิ้งซึ่งมีสองรู เพื่อไปเก็บไว้ในถุงน้ำเชื้อ (spermatophore) ที่อยู่บริเวณปลายสุดของรูเปิดของปูเพศเมีย ขั้นตอนการผสมพันธุ์นี้จะกินเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง น้ำเชื้อของปูเพศผู้ที่เก็บไว้ในปูเพศมีนี้จะมีสามารถมีชีวิตประมาณ 3-4 เดือน

ปูเพศเมียเมื่อได้รับน้ำเชื้อเพศผู้เรียบแล้วก็จะกลับตัวอยู่ในท่าปกติ ปูเพศผู้ยังคงเกาะหลังปูเพศเมียต่อไปอีกประมาณ 2-3 วัน เพื่อให้ความคุ้มครองปูเพศเมียจนกว่าปูเพศเมียจะแข็งแร็งและสามารถดำรงชีวิตได้ตามปรกติ จึงละจากปูเพศเมียออกไปหากินตามแหล่งน้ำหาอาหาร เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ตัวเอง เพื่อเตรียมตัวพร้อมสำหรับเผชิญกับชีวิตในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคมซึ่งอากาศเย็นและมีอาหารจำกัด วิธีที่ปูนาใช้ปฏิบัติและได้ผลดีจนกลายเป็นกิจกรรมหนึ่งในวิถีชีวิตของปูนา คือการลงรูจำศีลในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม ในช่วงนี้ปูจะไม่กินอาหารและไม่เคลื่อนไหวถ้าไม่จำเป็นเพื่อประหยัดพลังงานที่มีอยู่จำกัด ปูจะขึ้นจากรูออกมาหากินอีกครั้งหนึ่งเมื่อ เมื่อระดับน้ำลดปู ซึ่งเป็นช่วงที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ วัชพืชต่าง ๆ งอกงาม และจะเริ่มผสมพันธุ์อีกครั้งหนึ่งในช่วงต้นฤดูฝนตามวิธีชีวิตปูนาต่อไป

ฤดูวางไข่

ปูนาจะวางไข่ปีละครั้งในช่วง เดือนกุมพาพันธุ์-กรกฎาคม โดยมีน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ว่าน้ำนั้นจะมาจากน้ำฝนหรือจากชลประทาน ปูเพศเมียเมื่อผสมพันธุ์แล้วจะขุดรูใหม่หรือซ่อมรูเก่าที่มีอยู่ตามคันนาสูงจากระดับน้ำ หรือตามทุ่งวนาที่น้ำไม่ขัง เพื่อเตรียมอุ้มไข่ และจะไม่ลอกคราบจนกว่าไข่จะฟักเป็นตัว

การพัฒนาของไข่

เมื่อได้รับการผสมจากปูเพศผู้แล้ว ไข่จะเริ่มพัฒนาอยู่ภายในช่องว่างภายในตัวระหว่างกระดอง การพัฒนาของไข่แบ่งได้เป็น สี่ ระยะดังนี้คือ

ระยะที่ 1 รังไข่ยังไม่พัฒนา มีลักษณะเป็นเส้นยาวแบน 2 เส้นแซกอยู่ระหว่างช่องว่างภายในลำตัว ตามขอบกระดองด้านหน้าบน
ระยะที่ 2 รังไข่ขยายใหญ่ คลุมช่องว่างภายในลำตัวประมาณร้อยละ 10-20 ไข่เริ่มมีสีครีม หรือเหลืองอ่อน
ระยะที่ 3 รังไข่เริ่มขยายตัว ขดไปตามช่องว่างภายในลำตัวคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 20-70 ไข่มีสีเหลืองอ่อน
ระยะที่4 รังไข่พัฒนาสมบูรณ์เต็มที่ แผ่เต็มช่องว่างภายในลำตัว ผิวมันวาว แยกเป็นเม็ดมีสีเหลืองแก่ หรือส้ม

ไข่เมื่อพัฒนาสมบูรณ์เต็มที่ เมื่อแยกเป็นเม็ดแล้วจะถูกส่งออกไปตามท่อนำไข่เพื่อผสมกับน้ำเชื้อเพศผ็ผู้ที่จะถูกขับออกมาจากถุงเก็บน้ำเชื้อ ไข่ที่ผสมแล้วจะถูกขับออกมาทางรูเปิดที่หน้าอก รยางค์ที่2-5 จะผลิตสารเหนียวออกมายึดไข่ติดไว้กับขนของรยางค์ทั้งสี่คู่ ที่มีลักษณะเป็นแผงคล้ายขนนก ที่จับปิ้งหน้าท้อง ปูแต่ละแม่จะมีไข่ประมาณ 65-2,440 ฟอง ขึ้นอยู่กับขนาดปู แม่ปูขนาดกระดองกว้างประมาณ 30-50 มิลลิเมตรจะมีไข่โดยเฉลี่ยประมาณ 700 ฟอง
ประมาณ 10-12 วัน ไข่ที่ผสมแล้วที่ติดกับจับปิ้งในบริเวณหน้าอกก็จะฟักเป็นลูกปูขนาดเล็ก (ภาพที่ 6) แต่ลูกปูเหล่านี้คงเกาะอาศัยอยู่กับจับปิ้งอยู่ โดยแม่ปูจะใช้รยางค์ที่บริเวณหน้าท้องโบกพัดกระแสน้ำมีอาหารและออกซิเจนมาเลี้ยงตัวอ่อน ประมาณ 20-23 วัน ลูกปูก็จะลอกคราบ เป็นลูกปูวัยอ่อนที่มีลักษณะครบถ้วนเหมือนพ่อและแม่ เมื่อแม่ปูเห็นว่าลูกปูแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตด้วยตัวเองแล้ว ก็จะใช้ก้ามเขี่ยลูกปูให้หลุดออกจากจับปิ้ง แต่ถ้าสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะ เช่นไม่มีน้ำ หรือแล้งเกินไป การพัฒนาของลูกปูในช่วงนี้อาจจะช้า บางครั้งอาจจะยึดเวลาอีก 1- 2 เดือน ถึงจะลอกคราบ แม่ปูถึงจะเขี่ยออกจากจับปิ้ง

การกินอาหาร

ปูนากินอาหารทุกชนิด ตั้งแต่สารอินทรีย์ในดินจนกระทั้งพืชหรือสัตว์ที่มีชีวิตและตายแล้ว ด้วยเหตุนี้ปราชญ์ชาวบ้านในภาคอีสานจึงมีความเชื่ออย่างสนิทใจว่า ปูนามีบทบาทสำคัญและมีส่วนช่วยทำให้ระบบนิเวศน์ในแผ่นดินอีสานเกิดความสมบูรณ์ เพราะปูนามีระบบย่อยอาหารที่สามารถดูดซึมสารอินทรีย์จากดินได้ ดังนั้นปูนาสามารถกินดินที่มีสารอินทรีย์ที่เน่าเปื่อยได้โดยตรง สัตว์ที่เป็นอาหารของปูนาในธรรมชาติได้ แก่ ไรน้ำ ลูกน้ำ กุ้งฝอย ลูกหอย ปลาขนาดเล็ก และตัวอ่อนของแมลงที่เจริญเติบโตในน้ำ รวมทั้งปูด้วยกันที่มีขนาดเล็กหรือที่กำลังลอกคราบ สำหรับพืชปูจะกินพืชที่มีลำตันอ่อน เช่นต้นข้าว หญ้าและวัชพืชน้ำต่าง ๆ ปูนาส่วนใหญ่จะออกหากินในเวลากลางคืน

ทำไมปูนาถึงกัดต้นกินข้าว : คำตอบที่ปราชญ์ชาวบ้านกำลังค้นหา

ยังไม่ทราบสามเหตุแน่ชัดว่าทำไมปูนาถึงชอบกัดต้นข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักให้แก่เกษตรกรในภาคอีสาน ปูตัวหนึ่งจะกัดกินต้นข้าวกี่ต้นในเวลาหนึ่งยังไม่มีคำตอบ แต่ที่ทราบแน่ชัดก็คือ ปูชอบกัดข้าวกล้าอ่อน ในช่วง 7-10 วันแรกหลังจากปักดำ หลังจากนั้นปูจะกัดต้นข้าวน้อยลง การที่ปูกัดกินต้นข้าวที่ปักดำใหม่ที่มีอายุน้อยและจะกัดกินฉะเพาะส่วนที่อ่อนและอวบน้ำเท่านั้น โดยเฉพาะเนื้อเยื่ออ่อนตรงกลางลำต้น สาเหตุที่ปูกัดกินต้นข้าวในช่วงนั้นก็เพราะปูเพิ่งพ้นช่วงการจำศีล ซึ่งกำลังหิวและต้องการอาหาร ในช่วงนั้นในนาไม่มีวัชพืชอื่น นอกจาก ต้นข้าวที่ชาวนาปักดำใหม่ และเป็นพืชชนิดเดียวที่มีอยู่ในผืนนา ขณะที่วัชพืชชนิดอื่น ๆ ยังไม่มีโอกาสเติบโตเจริญงอกงามให้ปูกัดกิน

การทำลายต้นข้าว

ความจริงแล้วปูนาไม่ได้ทำความเสียหายให้แก่ต้นข้าวเป็นไร่ ๆ หรือร้อยไร่อย่างแมลงหรือหนู ในเนื้อที่1 ไร่ ปูนา จะกัดกินต้นข้าวเพียง 1-3 ย่อม คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 2-3 ตารางเมตรเท่านั้น บริเวณที่ปูชอบกัดต้นข้าว คือบริเวณพื้นนาที่เป็นหลุมเป็นบ่อ มีน้ำลึกและขุ่นมากกว่าปกติ อาจเป็นมุมใด มุมหนึ่ง หรือตรงกลางผืนนาก็ได้ที่ปูสามารถใช้พรางตัวหรือหลบซ่อนตัวได้

ลักษณะการกัดกินต้นข้าว

ส่วนมากปูจะกัดต้นข้าวในระดับสูงจากพื้นดินประมาณ 2 ซม. โดยจะใช้ก้ามทำหน้าที่ยึดและโน้มต้นข้าวเข้าปาก และใช้ ขากรรไกร (mandible) กัดต้นข้าว ปูไม่กินต้นข้าวทุกต้นที่ปูกัด ปูขนาดเล็กที่กำลังเจริญเติบโตจะกัดต้นข้าวมากกว่าปูเต็มวัย ปูจะทำลายต้นข้าวได้ตลอดวัน ยกเว้นช่วงเวลาที่แดดร้อนจัด ปูชอบอากาศเย็น โดยเฉพาะตอนหัวค่ำที่ฝนตกพรำ ๆ ส่วนปูเพศไหนกัดทำลายต้นข้าวมากกว่ากันนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ก็เป็นคำถามที่ปราชญ์ชาวบ้านต้องการคำตอบเหมือนกัน

ในบรรดาระบบการทำนาของไทยในปัจจุบัน ปูจะทำความเสียหายให้แก่นาดำมากที่สุด และจะกัดกินต้นข้าวในช่วง 7 วันแรกหลังจากปักดำเท่านั้น เมื่อต้นข้าวตั้งตัวได้ ลำต้นแข็งแล้วปูนาก็จะหยุดกัดต้นข้าว ในนาหว่านพบว่าปูนาทำลายต้นข้าวน้อยมาก โดยเฉพาะข้าวที่งอกจากตอซังของการปลูกในระบบล้มตอซังจะมีขนาดใหญ่และต้นแข็ง ปูนาไม่ชอบและไม่กัดกินแต่งอย่างไร

เลี้ยงปูนาปลอดสารพิษ เพื่อการบริโภค

ปูนาเลี้ยงได้เช่นเดียวกับปูทะเลหรือปูม้า เทคนิคการเลี้ยงก็เรียบง่ายใช้เทคโนโลยีชาวบ้านเป็นพื้นฐาน บ่อที่ใช้เลี้ยงปูนา จะเป็นบ่อบ่อดิน หรือบ่อซีเมนต์ ก็ได้ ถ้าเป็นบ่อดินควรมีอวนมุ้งตาถี่ล้อมรอบบ่อเพื่อป้องกันปูหนี ถ้าเป็นบ่อซีเมนต์ก็สะดวกต่อการดูแล รักษาและการจัดการ บ่อเลี้ยงปูนาไม่ต้องสูงมาก เพื่อความสะดวกในการทำงานควรสูงไม่เกิน 60 ซม. ส่วนความกว้างยาวนั้นแล้วแต่ความเหมาะสม ข้อสำคัญของบ่อเลี้ยงปูนาคือ ประมาณ 3/4 ของพื้นที่บ่อควรเป็นดินสูงประมาณ 30 ซม. เพื่อให้ปูได้ขุดรูอยู่อาศัย ส่วนที่เป็นดินนี้จะลาดเข้าหา อีกส่วนหนึ่งที่เป็นน้ำ

การเพาะพันธุ์

ปูนาสามารถนำมาเพาะในโรงเพาะฟักเพื่อผลิตลูกปูวัยอ่อนได้เช่นเดียวกับปูม้าหรือปูทะเล บ่อที่ใช้จะเป็นบ่อซีเมนต์ ถังพลาสติก หรือ ตู้กระจก ก็ได้ ขนาดของบ่อก็ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการจัดการของแต่ละท่าน

พ่อแม่พันธุ์

พ่อแม่พันธุ์ ในระยะแรกก็คงต้องรวบรวมจากธรรมชาติ จะเริ่มเพาะจากพ่อแม่พันธุ์ก็ได้ หรือจะใช้แม่ปูที่มีไข่ที่จับปิ้งและมีลูกปูวัยอ่อนที่ติดกระดองอยู่แล้วมาอนุบาล ก็จะประหยัดเวลาและต้นทุนในการผลิตได้มาก

การอนุบาลลูกปู

ในช่วง15วันแรก ควรให้ ไรแดง หนอนแดง เทา หรือไข่ตุ๋น กินเป็นอาหาร หลังจากนั้นควรให้ปลาหรือกุ้งสับอาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงลูกปลาดุกก็ใช้ได้ เมื่อมีอายุประมาณ30วันก็สามารถนำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์เพื่อให้มีขนาดโตเต็มวัยได้

ความหนาแน่นที่ปล่อยเลี้ยง

ลูกปูในระยะนี้ควรปล่อยเลี้ยงในปริมาณ 10,000 ตัว/เนื้อที่1 ตารางเมตร

การเจริญเติบโต

ปูนามีการเจริญเติบโตโดยการลอกคราบเช่นเดียวกับปูชนิดอื่น ๆ หลังจากฟักเป็นตัวแล้วปูนาจะลอกคราบประมาณ 13-15 ครั้งก็จะโตเป็นปูเต็มวัย ได้ขนาดตามที่ตลาดการ ต้องใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน

การลอกคราบ

ปูที่จะลอกคราบสังเกตได้จากรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองจะกว้างมากกว่าปกติ เมื่อใกล้จะลอกคราบปูจะนิ่งและเหยียดขาออกไปทั้งสองข้าง จากนั้นรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองก็จะเปิดออก ส่วนท้ายพร้อมกับขาเดินคู่สุดท้ายจะออกมาก่อน ขาคู่ถัดมาจะค่อย ๆ โผล่ออกมาตามลำดับ ส่วนก้ามคู่แรกจะโผล่ออกมาเป็นอันดับสุดท้าย ระยะเวลาที่ใช้เวลาลอกคราบทั้งหมดประมาณ1ชั่วโมง

ทำปูนาให้เป็นปูนิ่ม เพื่อเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์ มีผู้อ่านหลายท่านได้โทรมาถามผู้เขียนบ่อยครั้งว่า ปูนำทำปูนิ่มได้ไหม? คำตอบก็คือ ปูนาสามารถนำมาผลิตเป็นปูนิ่มได้เช่นเดียวกับปูทะเลและปูม้า ปูนานิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ และสามารถเพิ่มคุณค่าปูนาให้สูงขึ้น ปกติปูนาจะซื้อ-ขายกันกิโลกรัมละ 40 บาท แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ปูนิ่ม ราคาก็จะสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 100-200 บาทเป็นต้น ปูนานิ่มมีข้อดีที่ว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่สะอาด สามารถบริโภคได้ทั้งตัว มีปริมาณแคลเซียมและไคตีนต่อน้ำหนัก1 กรัมสูง เมื่อเปรียบเทียบกับปูนาทั้งตัวที่ยังไม่ลอกคราบ เหมาะสำหรับสตรี หรือผู้สูงอายุที่ต้องการแคลเซียม ไคตินและไคโตซานไปช่วยเสริมกระดูก สะดวกต่อการนำไปปรุงอาหาร ที่นิยมมากได้แก่นำไปชุบแป้งทอดกรอบ รับประทานทั้งตัว

ปูนาทำอาหารได้หลากหลาย

ปูนามีรสชาติดี มีเอกลักษณ์ กลมกลืนกับวิถีการกินของคนอีสานและคนเหนือได้อย่างแนบแน่น ปูนาจึงจัดได้ว่าเป็นแหล่งอาหารโปรตีนราคาถูก ที่คนอีสานสามารถจับหรือแสวงหาจากธรรมชาติ ไม่ต้องซื้อหา ปูนาสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด นอกจากนำไปเผา ต้ม นึ่ง ทอด แกงส้ม แกงป่า อ่อมปูนา ยำ และอุกะปู อาหารพื้นบ้านของอีสาน ก็ยังสามารถนำไปประกอบได้อีกหลายชนิด เช่น นำตำให้ละเอียดใส่แป้งและไข่ทอดเป็นแผ่นแบบทอดมัน จิ้มกับน้ำจิ้ม ถ้าเป็นปูขนาดเล็กก็ชุบแป้งทอดทั้งตัว ทางจังหวัดนครพนมนำไปปรุงเป็นลาบปู ผัดปู ส่วนจังหวัดอุดรธานี นำไปทำน้ำยาปูกินกับขนมจีน ปูนายังนำไปดองเค็ม เพื่อนำไปปรุงเป็นส่วนประกอบของส้มตำ ที่เป็นอาหารหลักของคนอีสานและคนในภาคอื่น ด้วย

อุกะปูอาหารรสแซบของเมืองขอนแก่น

เพื่อประโยชน์ของท่านผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับอุกะปู ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำวิธีทำอุกะปู ตำหรับของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรชุมชน ตำบลบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น มาเล่าสู่กันฟัง ส่วนท่านผู้อ่านที่มีฝีมือ มีตำหรับในการปรุง หรือมีลูกเล่นในการทำอุกะปู ที่มีรสชาติ อร่อยลิ้นกว่า ก็ช่วยกรุณาบอกผู้เขียนเพื่อเป็นวิทยาทานด้วยก็แล้วกัน

การทำอุกะปูนั้นที่ขาดไม่ได้ก็คือปูนาสด (ประมาณ 20-30 ตัว) แกะเปลือก เอานมปูออก นำปูและกระดองที่ล้างสะอาดแล้ว มาโขลกให้ละเอียด เติมน้ำเล็กน้อย แล้วกรองเอาส่วนที่เป็นน้ำใส่ในหม้อหรือกะทะ คนไปเรื่อ ย ๆ พอเดือด ใส่น้ำพริกที่เตรียมไว้ (พริก หอมแดง และข่าที่โขลกละเอียด) ลงไปผสม ใส่ผักชีหั่นฝอย ต้นหอมหั่นเป็นท่อน ใบชะพลูอ่อนหั่นฝอย ใบแมงลัก พริกขี้หนูสดทุบพอแตก คนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า เกลือป่นและน้ำปลาดี รับประทานในขณะที่ร้อน ๆ

น้ำปู ผลิตภัณฑ์พื้นเมืองของคนเมือง

คนเหนือก็รู้จักปูนาและนิยมนำปูนามาปรุงอาหารได้อร่อยไม่แพ้คนอีสาน ผลิตภัณฑ์เด่นของคนเหนือได้แก่ผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ "น้ำปู" น้ำปูเป็นผลิตภัณฑ์มีชื่อที่จัดอยู่ในระดับหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลในกลุ่มสินค้าโอทอบของภาคเนือ เนื่องจากปูที่ชาวนาในภาคเหนือนิยมจับมาทำน้ำปูนั้นเป็นปูที่เข้ามาหากินในนาข้าวช่วงที่เข้ากำลังแตกกอ ปูที่จับได้ในช่วงนี้จึงมีความสมบูรณ์เต็มที่ ปูเพศผู้มีมันเต็มอก ปูเพศเมียมีไข่อ่อนเต็มท้อง ผลิตภัณฑ์น้ำปูของคนเหนือจึงมีคุณภาพทางโภชนาสูง รสชาติดี วิธีการผลิตก็ไม่ยุ่งยาก เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่ได้สืบทอดส่งต่อกันมาจากบรรพบุรุษเป็นทอด ๆ

เริ่มจากนำปูสดมาตำให้ละเอียด แล้วกรอง นำมันปูและน้ำที่กรองได้ไปปรุงด้วยเครื่องปรุง เพื่อช่วยชูรสชาติ จากนั้นนำไปต้ม เคี่ยวจนน้ำงวดแห้ง เหลือแต่มันปูสีดำ ข้นและเหนียว คน เหมาะสำหรับนำไปใช้ปรุงแต่งหรือใช้เพื่อเพิ่มรสชาติของอาหารพื้นเมืองหลายชนิดเช่น ยำหน่อไม้ น้ำพริกปู แกงหน่อไม้ หรือผสมเป็นน้ำจิ้มกับผักเปรี้ยวได้ในลักษณะเดียวกันกับปลาร้าในภาคตะวันออก หรือกะปิของคนในภาคกลาง

ก้ามปูนาอินทร์บุรี

ที่อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี มีการนำก้ามปูนาเพศผู้ที่มีขนาดใหญ่ เนื้อมากมาแกะเปลือกออกให้เหลือเฉพาะฟันหนีบข้างหนึ่ง เพื่อสะดวกในการจับเข้าปากหลังจากปรุงเสร็จ ก้ามปูนาแกะเนื้อซื้อขายกันในราคากิโลกรัมละ 80-100 บาท สำหรับก้ามปูสดที่ยังไม่แกะเปลือกจะขายในราคากิโลกรัมละ 20-25 บาท

ปูนาอาหารโปรตีนของราคาถูก คนกรุงเทพ ฯ ก็ยังแสวงหามาบริโภค

ในตลาดกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ ๆ หลายแห่งจะพบปูนาใส่ถุงวางขาย ถุงละ 4-5 ตัว ผู้เขียนได้สอบถามด้วยความอยากรู้ว่เอาไปทำอะไรทานได้บ้าง แม่ค้าวัยกลางคนรีบบอกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า นำทำ น้ำพริก หรือหลน จิ้มกับผักสด อร่อยนะค่ะ ถุงละ 5 บาทเท่านั้น ช่วยอุดหนุนหน่อยนะค่ะ

แกงเผ็ดปูนา อาหารจานเด็ดของคนใต้

คนใต้ก็นิยมกินปูนาเหมือนกัน แกงเผ็ดปูนาถือว่าเป็นอาหารจานเด็ดของคนใต้รองลงมาจากแก่เหลืองและแกงไตปลา วิธีทำก็ง่าย คือหลังจากล้างปูนาสะอาดแล้ว เด็ดก้ามออก แล้วก็ตำให้ละเอียด ปรุงด้วยเครื่องแกงเผ็ดตามปกติ นำปูที่ตำละเอียดพร้อมกับก้ามใส่ลงไป เพื่อให้มีรสเข้มข้น เติมกะทิเล็กน้อย ปรุงรสตามชอบ ที่จังหวัดนครศรีธรรมชาติ นิยมใส่ยอดชะมวงอ่อนลงไปด้วย เพื่อเพิ่มรสชาติ เปรี้ยวและมัน

การจับปูนาเพื่อการบริโภค

การจับปูนาสำหรับนำมาบริโภคนั้นมีหลายวิธี วิธีหนึ่งที่นิยมก็คือใช้ลอบหรือเครื่องมือจับปลาชนิดใดชนิดหนึ่งดักในที่ ๆ น้ำไหล หรือใช้วิธีขุดดินฝังปีบ หรือไห หรือภาชนะที่มีผิวเรียบภายใน ที่มีความลึกประมาณ 30 ซม. ข้างคันนาที่เป็นโคลนตม ให้ขอบภาชนะอยู่ระดับเดียวกับดิน จากนั้นใช้ปลาร้า กะปิ หรือปลากำลังเน่า ที่มีกลิ่นแรง ๆ เป็นเหยื่อล่อ ปูเมื่อได้กลิ่นอาหารก็เดินหาและตกลงไปในไห ขึ้นมาไม่ได้ วิธีนี้สามารถจับปูได้ครั้งละมาก ๆ การใช้แร้วดักจากรู ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง นิยมใช้เหมือนกัน เพราะเป็นวิธีที่สามารถจับปูได้เป็น ๆ โดยปูไม่ช้ำ

ใช้สารเคมีจับปูนาเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

ต้องขออนุญาตบอกนักจับปูนาอาชีพ หรือสมัครเล่นก็ตามไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า การจับปูนาเพื่อนำไปขายเพื่อการบริโภคนั้นไม่ควรใช้สารเคมีผสมน้ำไปยอดลงไปในรูเป็นอันขาด นอกจากเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ที่ปูอยู่อาศัยแล้วอย่างถอนรากถอนโคนแล้ว ปูที่จับได้ยังมีสารพิษปนเปื้อน ในตัวปูด้วย ทำให้ผู้บริโภคปูมีโอกาสเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้าสารเคมีที่ใช้เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรงและมีปริมาณมาก แต่ถ้าเป็นสารพิษที่ไม่มีรุนแรงหรือรุนแรงแต่ปริมาณที่ได้รับน้อย ก็อาจจะมีโอกาสตกค้างและสะสมในร่างกาย ทำให้เกิดระบบการตายผ่อนส่งได้เหมือนกัน จึงไม่ควรใช้สารเคมีจับปูนาเพื่อการบริโภคเป็นอันขาด

บริโภคปูนาต้องระวัง ถ้าไม่อยากได้ของแถม

เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งที่ว่า อะไรก็ตามที่มีคุณอนันต์ก็ย่อมมีโทษมหันต์ ปูนาก็เช่นเดียวกันคงหนีสัจธรรมอันนี้ไม่พ้น นอกจากเป็นศัตรูที่คอยกัดกินต้นข้าวสร้างความเสียหายให้แก่ชาวนาในบางโอกาสแล้ว ปูนาบางตัวยังเป็นพาหะของตัวอ่อนพยาธิใบไม้ปอด พยาธิตัวนี้ตัวเต็มวัยจะอาศัยอยู่ในปอดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เช่น แมว หนู สุนัก และคน การนำปูนามาบริโภคก็ต้องเข้าใจ ถ้ารู้จักวิธีปรุงและทำด้วยความระมัดระวัง เพราะปูนาบางตัวที่เราบริโภคอาจจะมีตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ปอด ชนิดพาราโกนิมัส ไซเนนซิส (Paragonimus sianensis) ปนเปื้อนอยู่ ที่ผู้บริโภคปูนั้นอาจเป็นโรคพยาธิใบไม้ปอดได้ ดังนั้นเมื่อต้องการบริโภคปูนา ถ้าไม่อยากได้ของแถมที่ไม่พึ่งประสงค์ดังกล่าวก็ควรบริโภคปูนาในสภาพที่สุกด้วยความร้อน หรือดองเค็มก็คงปลอดภัย

ปูนามีไคตินสูง

ปูนามีไคตินที่สามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นในการผลิตไคโตซานได้เช่นเดียวกับเปลือกกุ้ง เปลือกปูม้าและเปลือกปูทะเล ปูนาตัวหนึ่งมีปริมาณไคตินสูงถึงร้อยละ 19.27 (น้ำหนักแห้ง) ในขณะที่ปูทะเลมีปริมาณของไคตินเพียงร้อยละ 14.14 เท่านั้น (ตารางที่ 1)


ตารางที่1 ปริมาณไคติน ในส่วนต่าง ๆ ของปูทะเลและปูนา

ส่วนต่าง ๆ ของปู ปริมาณไคติน (% น้ำหนักแห้ง)
ปูทะเล ปูนา

กระดอง 12.22 25.17
แผ่นปิดอก 16.04 25.67
ส่วนอก - 13.05
ก้าม 9.59 -
ขาเดิน 18.70 18.66
รวม 14.14 19.27

โคโตซานที่ได้จากเปลือกกุ้งและปูนั้นมีประโยชน์ และสามารถนำไปในด้านต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง

ทางด้านโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนำไปใช้ในขบวนการบำบัดน้ำเสียในโรงงานฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตเครื่องสำอางค์ที่มีปริมาณอินทรีย์สาร ที่มีโลหะหนักพวก ทองแดง นิคเกิล สังกะสี โครเมียม เหล็ก และแคดเมียม ในน้ำทิ้ง

ทางด้านโภชนาการ สามารถนำไปใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารเสริม เพื่อลดปริมาณไขมันและโคเลสเตอรรอล บำรุงกระดูก นำไปใช้ในการตกตะกอนไวน์ขาว ไวน์แดง มำเป็นฟิลม์สำหรับเคลือบอาหาร และผลไม้ ช่วยลดจำนวนแบคทีเรียและยืดอายุในการเก็บให้ยาวนานขึ้น ใช้เป็นสารปรุงแต่งผลิตภัณฑ์อาหารทะเลต่าง ๆ ให้มีกลิ่นกุ้ง หรือปู เช่น ผลิตภัณฑ์ซอสรสกุ้ง เป็นต้น
นำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ เช่นสบู่ ยาสีฟัน แป้งฝุ่น โลชั่นบำรุงผิว บำรุงผม ทางด้านผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร เช่นนำไปใช้ปรับปรุงคุณภาพดินทางด้านอินทรีย์วัตถุ นำไปผสมอาหารสำหรับสัตว์ปีก กุ้ง ปูและปลา เพื่อให้สัตว์ที่เลี้ยงโคเร็ว แข็งแรงมีความต้านทานโรค นำไปใช้ในการกำจัดเชื้อรา Sclerotium rolfsii ที่ทำให้เกิดโรคโคนเน่าในพืชตะกูลถั่ว ช่วยกระตุ้นการงอกของเมล็ดผักและการเจริญเติบโตของกล้วยไม้

ด้านผลิตภัณฑ์กระดาษและสิ่งทอ สามารถนำไปใช้ผลิตใส้กรอง สำหรับกรองน้ำและกรองอากาศ หรือใช้ทำบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ใช้เป็นส่วนผสมในสิ่งทอเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดกลิ่นและเชื้อราที่ทำให้เกิดอาการผื่นคัน เป็นต้น

ทางด้านการแพทย์และเภสัชกรรม ไคโตซานสามารถทำเป็นเยื่อไคโตซานสำหรับใช้เป็นผ้าพันแผล ช่วยในการรักษาและป้องกันการติดเชื้อ สามารถนำมาแปรรูปเป็นยาสมานแผล ช่วยลดการปวด และลดการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในด้านโรคกระดูก โรคฟัน โรคตา และโรคไขมัน

ในปี2533ได้มีการรณรงค์ให้มีการกำจัดปูนาในพื้นที่หลายจังหวัดที่ทำการปลูกข้าว เพราะเห็นว่าปูนาเป็นศัตรูที่ทำลายต้นข้าว โดยมีกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติ และกลุ่มโรงเรียนเป็นแกนนำ ในระยะเวลาเพียง7 วันแต่ละจังหวัดสามารถจับปูนาได้เป็นจำนวนถึง 4-5 แสนตัน ปูจำนวนนั้นถ้านำไปผลิตไคตินและไคโตซานก็จะได้ไคโตซานจำนวนมหาศาล

การนำปูนาที่ได้จากการกำจัดศัตรูในนาข้าวมาผลิตไคติน นับว่าเป็นการแก้ปัญหาเรื่องวัตถุดิบให้แก่โรงงานผลิตไคโตซานในเมืองไทยได้เป็นอย่างดี นอกจากเป็นการลดช่วยลดศัตรูในนาข้าวแล้ว ยังเป็นการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์อย่างฉลาด และคุ้มค่า

ทำปุ๋ยอินทรีย์ก็ดี

เนื่องจากปูนามีสารไคตีนสูง การนำปูนามาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีไคติน-ไคโตซาน และจุลินทรีย์ ที่ช่วยกระตุ้นการแตกรากฝอย เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับธาตุอาหาร ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคและแมลง ช่วยเพิ่มการแตกยอดและใบอ่อนของพืชผัก ไม้ผล ไม้ดอกและไม้ประดับ ทุกชนิด ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชและร่นอายุการเก็บเกี่ยว ช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน และเพิ่มปริมาณสารไนโตรเจน และสารอาหารอื่น ๆ ในดินที่พืชต้องการ

ปลูกข้าวล้มตอซัง ก็ยังใช้ขาวังเลี้ยงปูนาได้

การปลูกข้าวแบบล้มตอซัง ที่ใช้เทคนิคล้มตอเดิมของต้นข้าวที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วที่กำลังนิยมในภาคกลางในขณะนี้นั้น นับว่าเป็นระบบการปลูกข้าวแบบหนึ่งที่สามารถทำร่วมกับการเลี้ยงปูนา ในรูปแบบเกษตรผสมประสานได้ การปลูกข้าวล้มตอซังที่กำลังเป็นที่นิยมในภาคกลางนั้น มีข้อดีหลายประการ คือไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ ลดค่าสารเคมีที่ต้องใช้ในการจำกัดศัตรูข้าว เพราะต้นข้าวที่งอกจากซังมีขนาดใหญ่ ต้นแข็ง ปูนา หอยเชอรีและเพลี้ยงไฟไม่ทำลาย ตอฟางที่ล้มจะคลุมไม่ให้วัชพืชงอก ลดขั้นตอนการปลูกข้าวไม่ต้องไถนา ไม่ต้องเตรียมกล้า ไม่ต้องเตรียมเมล็ดพันธุ์ ลดอายุการปลูกข้าวได้ 10-15 วัน เพิ่มอินทรีย์วัตถุในดินจากการย่อยสลายฟางและตอข้าว ข้อสำคัญก็คือการปลูกข้าวในระบบนี้ยังมีผลผลิตของปูนาเป็นรายได้เสริมด้วย

ปราชญ์ชาวบ้านสนใจ

ด้วยปูนามีประโยชน์มากมายมหาศาลอย่างที่กล่าวข้างต้น ปราชญ์ชาวบ้านและเครือข่ายในภาคอีสาน โครงการวิจัยชุมชน ของชุมชน เพื่อชุมชน และโดยชุมชนในภาคอีสานของนายแพทย์อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการวิจัย จึงได้ให้ความสำคัญของปูนาในความคิดที่ว่า ปูนาน่าจะมีประโยชน์มากกว่าโทษ ถ้ารู้จักปูตัวนี้ดีพอ ปูนาก็น่าจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกตัวหนึ่ง ของภาคอีสาน คิดว่าอีกไม่นานเกินรอ ด้วยภูมิปัญญาของปราชญ์ชาวบ้านเหล่าก็คงจะทราบคำตอบ ว่าควรจะเลี้ยงปูนาอย่างไร จึงจะได้ผลตอบแทนคุ้มกับการลงทุน




จากเวปhttp://www
.crab-trf.com/na_crab.php

กุ้งก้ามกราม

Share |
กุ้งก้ามกราม





ชื่อวิทยาศาสตร์ Macrobrachium rosenbergii de Man, ค.ศ. 1879

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Arthropoda
ชั้น Crustacea

อันดับ Decapoda
วงศ์ Palaemonoidea

สกุล Macrobrachium
สปีชีส์ M. rosenbergii





ลักษณะ/ลักษณะพิเศษ
แม่กุ้งหรือกุ้งก้ามกรามจัดอยู่ในจำพวกสัตว์น้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลัง แต่มีเปลือกหุ้มอยู่ภายนอก ลำตัวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนลำตัว ส่วนหาง ส่วนหัวประกอบด้วยขาเดิน 3 คู่ และขาที่มีลักษณะเป็นก้ามอีก 2 คู่ อยู่ทางส่วนหน้า ขาคู่ที่ 1 ใช้ในการป้อนอาหารเข้าปากและทำความสะอาดร่างกาย ขาคู่ที่ 2 มีความยาวและใหญ่กว่าคู่ที่ 1 ซึ่งใช้ประโยชน์ในการต่อสู้ และจับเหยื่อ ส่วนปลายสุดของกุ้งก้ามกรามประกอบด้วยกรีมีลักษณะแบนข้าง ส่วนโคนของกรีหนาและนูนเรียวแหลมไปทางส่วนปลาย ตรงกลางกรีโค้ง แอ่นลง ส่วนปลายงอนขึ้น ที่สันกรีด้านบนและล่างมีหลักหนามคล้ายฟันเลื่อย จำนวนหนามบนสันกรีล่าง 8 - 14 ซี่ สันกรีบนมี 12 - 15 ซี่ ตาอยู่ส่วนใต้ โคนกรีอยู่บนก้านซึ่งยาวยื่นออกมาและเคลื่อนไหวได้ ส่วนลำตัวแบ่งออกเป็นปล้อง ๆ รวม 6 ปล้อง ด้านล่างของส่วนลำตัวมีขาว่ายน้ำ 5 คู่ หางประกอบด้วยแพนหางข้างละ 1 คู่ ตรงส่วนกลางเป็นปลายหางแหลม
แหล่งที่พบ
แม่กุ้งหรือกุ้งก้ามกรามพบมากในทะเลสาปสงขลา ตั้งแต่ตำบลลำปำไปจนถึงอำเภอปากพะยูน
ความสัมพันธ์กับชุมชนและความสำคัญทางเศรษฐกิจ
แม่กุ้งของจังหวัดพัทลุงเป็นกุ้งขนาดใหญ่ หนักประมาณตัวละ 100 g. อาจจะเนื่องจากเติบโตเองตามธรรมชาติในบริเวณทะเลสาปสงขลา ส่วนที่เราเรียกกันว่าทะเลสาปลำปำ ซึ่งมีอาหารของกุ้งอุดมสมบูรณ์ แม่กุ้งที่จับขึ้นมาได้จึงมีรสชาดอร่อยมากแตกต่างไปจากรสชาดของกุ้งก้ามกรามที่เพาะเลี้ยงโดยทั่วไปอย่างชัดเจน จึงเป็นที่นิยมของนักกิน เป็นอาหารสำคัญเรียกลูกค้าของร้านอาหารใหญ่ ๆ ดัง ๆ ของจังหวัดพัทลุง ราคาของแม่กุ้งจึงแพง ตกประมาณกิโลกรัมละ 100 - 400 บาท ขึ้นกับฤดูกาลและขนาดของแม่กุ้ง

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

ค้างคาว

Share |
ค้างคาว




การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia

อันดับ Chiroptera
Blumenbach, 1779


ค้างคาว (Bat) จัดอยู่ในประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีลำตัวขนาดเล็กมีปีกบินได้ มีฉายา นกมีหูหนูมีปีก เพราะลักษณะคล้ายหนู แต่บินได้เหมือนนก กลุ่มสัตว์ในอันดับค้างคาว (Chiroptora)

ข้อมูลทั่วไป
ในประเทศไทยมีจำนวนชนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมประมาณ 310 ชนิดโดยมีจำนวนชนิดของค้างคาว เป็นจำนวนประมาณ 120 ชนิดและคิดเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก โดยแบ่งเป็นค้างคาวกินผลไม้ 20 ชนิด ค้างคาวกินแมลง 99 ชนิด ส่วนอีก 1 ชนิด เป็นค้างคาวที่กิน สัตว์อื่นเป็นอาหาร โดยมีค้างคาวที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน (Pteopus vampyrus) เป็นค้างคาวกินผลไม้ ที่มีน้ำหนักตัว 1 กก. เมื่อกางปีกออกทั้งสองข้างจะ กว้างถึง 2 เมตร และมีค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลก คือ ค้างคาวคุณกิตติ (Craseonycteris thonglongyai) เป็นค้างคาวกินแมลง มีน้ำหนักเพียง 2 กรัม ช่วงปีกกว้างเพียง 16 เซนติเมตร


ลักษณะของค้างคาว
1. ค้างคาวกินแมลง มักจะมีเยื่อพังผืดบางๆ เชื่อมกันระหว่างขาหลังทั้งสอง และตาจะมีขนาดเล็กมาก จมูกจะตั้ง หูตั้งสูง และมีแผ่นหนังพิเศษช่วยในการรับเสียง


2. ค้างคาวกินผลไม้ จะมีดวงตาที่ใหญ่ ทำให้มองเห็นได้ดีในที่มืด มีจมูกที่ไวในการรับกลิ่นดอกไม้และผลไม้ และจมูกมักมีขอบยื่นออกมาไม่มีพังผืดระหว่างขาหลัง บริเวณปีกด้านหน้ามีเล็บยื่นออกมาเพื่อช่วยในการปีนป่าย


เสริมความรู้
ค้างคาวเป็นสัตว์ที่อายุยืน บางชนิดอาจจะมีอายุได้ถึง 32 ปี
ค้างคาวใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูง (sonar)ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถได้ยินได้ ซึ่งค้างคาวจะส่งคลื่นเสียงนี้ออกไปแล้วสะท้อนกลับมาสำหรับการเคลื่อนที่และหาอาหาร
ค้างคาวมีความสามารถในการจับแมลงสูงมาก บางชนิดสามารถจับแมลงได้ถึง 600 ตัวต่อ 1 ชั่วโมง
มูลค้างคาวเป็นปุ๋ยชั้นดีเนื่องจากมีธาตุไนโตรเจนสูงมาก สามารถนำมาใช้ในการทำดินปืนได้ด้วย

ค้างคาวในวัฒนธรรมร่วมสมัย
ค้างคาว เป็นสัญลักษณ์ ของการมีชีวิตหรือ ออกหากินช่วงกลางคืน มีการสื่อถึง ผีดูดเลือด ที่แปลงร่างเป็นค้างคาว และมีการนำมาสร้างเป็นสัญลักษณ์อื่นๆ เช่น มนุษย์ค้างคาว



จากเวป วิกิพีเดีย

ตะโขง,จระเข้ปากกระทุงเหว

Share |
ตะโขง




ตะโขง, จระเข้ปากกระทุงเหว
วงศ์ CROCODYLIDAE
Tomistoma schlegelii (S.Muller, 1838)


ลักษณะ : จระเข้ขนาดใหญ่อีกชนิดหนึ่งของไทย ที่มีส่วนปากยาวเรียวกว่าจระเข้ชนิดอื่นๆ มาก ขนาดใหญ่ที่สุดยาวถึง 5 เมตร แต่โดยทั่วไปมีขนาดโดยเฉลี่ย 3.5-4 เมตร

อุปนิสัย: กินปลาและสัตว์มีกระดูกสันหลังหลายชนิดเป็นอาหาร ตะโขงโตเต็มที่เมื่อมีอายุได้ 4.5-6 ปี การผสมพันธุ์ตะโขงจะสร้างเป็นรังใบไม้แห้งกองสูงขึ้นมาบนบริเวณที่สูงจากระดับน้ำในบึงในช่วงฤดูแล้ง หลังจากที่ไข่ฟักตัวเป็นระยะเวลานาน 2.5-3 เดือน ลูกตะโขงจะฟักออกมาในฤดูฝน จำนวนไข่ที่วางต่อครั้งมีจำนวน 20-60 ฟอง

ที่อยู่อาศัย : ตะโขงอาศัยอยู่ในแม่น้ำ และบึงหนองน้ำจืดที่มีบริเวณติดต่อกับแม่น้ำ บางครั้งพบออกมาอาศัยอยู่ในบริเวณน้ำกร่อย

เขตแพร่กระจาย : พบในประเทศอินเดีย ออสเตรเลีย นิวกินี และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานภาพ: จัดเป็นจรเข้ที่หายากมากที่สุดของไทย เท่าที่มีรายงานพบในระยะหลัง มาจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าพรุ จังหวัดนราธิวาส แต่ละแห่งพบเพียง 1-2 ตัวเท่านั้น ตะโขงได้รับการคุ้มครองเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 และอนุสัญญา CITES จัดไว้ใน Appendix 1

สาเหตุของการใกล้สูญพันธุ์: ประชากรตะโขงในประเทศไทยจัดว่าเป็นพวกที่อยู่ตอนเหนือสุดของเขตแพร่กระจายตามธรรมชาติ จึงมักจะเป็นสัตว์ที่หายากอยู่แล้ว การล่าตะโขงอย่างหนักและระยะฟักไข่ที่นานผิดปกติจึงง่ายต่อการถูกสัตว์ผู้ล่าหลายชนิดเข้าทำลาย ทำให้จำนวนประชากรในธรรมชาติลดลงไปเรื่อยๆ



จากหนังสือ : พืชและสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ในประเทศไทย

ปลากระเบนขาว

Share |
กระเบนขาว




การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Chondrichthyes
ชั้นย่อย Elasmobranchii

อันดับใหญ่ Batoidea
อันดับ Myliobatiformes
วงศ์ Dasyatidae

สกุล Himantura
สปีชีส์ H. signifer
ชื่อวิทยาศาสตร์ Himantura signifer Compagno & Roberts, ค.ศ. 1982
สถานะอนุรักษ์
สถานะ : ใกล้สูญพันธุ์


ปลากระเบนขาว เป็นชื่อปลากระเบนน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Himantura signifer อยู่ในวงศ์กระเบนธง (Dasyatidae) รูปร่างเหมือนกระเบนชนิดอื่นในวงศ์เดียวกัน หางยาว โคนหางมีเงี่ยงแหลมมีพิษ 1 หรือ 2 ชิ้น ที่สามารถงอกใหม่ได้เมื่อหลุดหรือหักไป หางไม่มีริ้วหนัง พื้นลำตัวด้านบนสีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน กลางหลังมีเกล็ดเป็นตุ่มหยาบ ๆ มีขอบสีขาวรอบลำตัว พื้นลำตัวด้านล่างสีขาว หากินตามพื้นท้องน้ำโดยอาหารได้แก่ ปลาขนาดเล็ก สัตว์หน้าดิน และสัตว์มีเปลือก จะว่ายขึ้นมาหากินบริเวณผิวน้ำบ้างเป็นบางครั้ง ขนาดโดยเฉลี่ย 40 ซ.ม. พบใหญ่สุด 60 ซ.ม.

เป็นปลากระเบนน้ำจืดชนิดที่พบชุกชุมมากที่สุด พบมากแถบที่ลุ่มเจ้าพระยา เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำท่าจีน บึงบอระเพ็ด และพบที่แม่น้ำตาปีในภาคใต้ด้วย

นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม



จากเวป วิกิพีเดีย

ปลากระเบนไฟฟ้า

Share |
ปลากระเบนไฟฟ้า



การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Chondrichthyes

อันดับใหญ่ Batoidea
อันดับ Torpediniformes

ข้อมูลทั่วไป
อายุฟอซซิล สมัยอีโอซีน-ปัจจุบัน
55.8–0 ล้านปีมาแล้ว PЄЄOSDCPTJKPgN

วงศ์
Narcinidae


กระเบนไฟฟ้า (Electric ray) เป็นกระเบนที่มีรูปร่างกลม และมีอวัยวะคู่หนึ่งที่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ โดยความแรงมีตั้งแต่ระดับต่ำเพียง 8 โวลต์ไปจนถึง 220 โวลต์ ขึ้นอยู่กับสปีชี่ส์ กระแสไฟฟ้านี้ใช้เพื่อทำให้เหยื่อสลบหรือฆ่าเหยื่อ กระเบนชนิดนี้มีอยู่ 4 วงศ์ ประกอบด้วย 69 สปีชี่ส์

กระเบนไฟฟ้ากลุ่มที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด คือ จีนัส Torpedo ซึ่งมักถูกเรียกว่า crampfish หรือ numbfish ชื่อจีนัสมาจากภาษาละตินว่า "torpere" หมายถึง ทำให้แข็งทื่อหรือชา ซึ่งเป็นอาการของคนที่สัมผัสหรือเหยียบกระเบนไฟฟ้าที่ยังมีชีวิต

ตัวอย่างกระเบนไฟฟ้า
กระเบนไฟฟ้าแอตแลนติก, Torpedo nobiliana กระเบนไฟฟ้าแปซิฟิก, Torpedo californica



จากเวป วิกิพีเดีย

ช้างเอเชีย

Share |
ช้าง



การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia

อันดับ Proboscidea
วงศ์ Elephantidae

สกุล Elephas
สปีชีส์ E. maximus
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อวิทยาศาสตร์ Elephas maximus Linnaeus, ค.ศ. 1758
สถานะอนุรักษ์
สถานะ : ใกล้สูญพันธุ์
ช้างเอเชียพันธุ์ย่อย
Elephas maximus maximus
Elephas maximus indicus



Elephas maximus sumatranusช้างเอเชีย (Asian Elephant) จัดอยู่ในประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิด Elephas maximus ในวงศ์ Elephantidae มีขนาดเล็กกว่าช้างแอฟริกา (Loxodonta africana) รวมทั้งมีใบหูขนาดเล็กกว่า ตัวสีเทา จมูกยื่นยาวเรียกว่า งวง โดยงวงของช้างเอเชียจะมีเพียงจะงอยเดียว ต่างจากช้างแอฟริกาที่มี 2 จะงอย ตัวผู้มีงายาวเรียก ช้างพลาย ถ้าไม่มีงาเรียก ช้างสีดอ ในฤดูผสมพันธุ์มีอาการดุร้ายมาก ตัวเมียเรียก ช้างพัง ส่วนใหญ่ไม่มีงาปรากฏให้เห็น แต่บางตัวมีงาสั้น ๆ ซึ่งเรียกว่า ขนาย โผล่ออกมา ซึ่งงาของช้าแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. งาปลี มีลำใหญ่วัดรอบประมาณ 15 นิ้ว แต่ยาวไม่มาก

2. งาหวาย หรืองาเครือ ขนาดวัดโดยรอบประมาณ 14 นิ้ว แต่ยาวรี

ช้างเป็นสัตว์กินพืช อยู่รวมกันเป็นโขลง มีช้างพังอายุมากเป็นจ่าโขลง ช้างเอเชียส่วนใหญ่มีขนาดความสูงประมาณ 2-4 เมตร (7-12 ฟุต) และมีน้ำหนักประมาณ 3,000 - 5,000 กิโลกรัม (6,500-11,000 ปอนด์) ช้างเมื่อโตเต็มที่จะกินอาหารวันหนึ่งประมาณ 200 กิโลกรัม

ช้างเอเชีย แบ่งออกเป็น 3 สายพันธุ์ย่อย (Subspecies) ได้ดังนี้

ช้างศรีลังกา (Elephas maximus maximus) จะมีรูปร่างขนาดใหญ่ ตัวสีดำ ขนาดใบหูใหญ่และมีสีกระจายมากบริเวณใบหู ใบหน้า งวงและลำตัว มักจะเป็นช้างสีดอหรือไม่มีงา เป็นช้างที่มีอยู่ในป่าตามธรรมชาติเฉพาะในเกาะซีลอนหรือเกาะลังกา ซึ่งในปัจจุบันเป็นประเทศศรีลังกาเท่านั้น ช้างเอเชียพันธุ์ศรีลังกาตัวผู้ หรือช้างพลายส่วนใหญ่จะเป็นช้างสีดอ คือไม่มีงาคงมีแต่ขนายซึ่งเป็นงาขนาดเล็กโตประมาณเท่าข้อมือ (เส้นรอบวงประมาณ 15-20 เซนติเมตร) ช้างเอเชียพันธุ์ศรีลังกาตัวผู้หรือช้างพลายมีงาน้อยมาก ส่วนตัวเมียเหมือนช้งเอเชียพันธุ์อื่นคือไม่มีงาแต่มีขนายเท่านั้น
ช้างอินเดีย (Elephas maximus indicus) ขนาดตัวจะเล็กกว่าชนิดแรก สีตามจุดต่างๆ จางกว่า เป็นช้างที่มีอยู่ในป่าตามธรรมชาติ บนผืนแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชียได้แก่ เนปาล ภูฐาน อินเดีย พม่า ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา แคว้นยูนานในประเทศจีน และมาเลเซีย สำหรับประเทศไทยนั้นมีช้างเอเชียพันธุ์อินเดียกระจัดกระจายอยู่ในป่าตามธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศ
ช้างสุมาตรา (Elephas maximus sumatranus) มีขนาดตัวเล็กที่สุด สีผิวจางมากที่สุด พบในมาเลเซีย เกาะสุมาตรา
ช้างเอเชีย จัดเป็นสัตว์ที่มนุษย์เลี้ยงไว้ใช้งานประเภทต่าง ๆ มาแต่โบราณ เช่น ใช้เป็นพาหนะ ลากซุง หรือแม้แต่ในการสงคราม โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะนับถือช้างเป็นสัตว์ชั้นสูง โดยจะปรากฏเป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น ธงรูปช้าง ตำราคชลักษณ์ เป็นต้น

ช้างถูกใช้ในประเพณีต่าง ๆ รวมทั้งเป็นราชพาหนะและสิ่งประดับบารมีของพระมหากษัตริย์ โดยเชื่อว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดที่มีช้างเผือกไว้ในครอบครอง ถือว่าเป็นกษัตริย์ที่มีบุญบารมี เฉกเช่น สมเด็จพระจักรพรรดิราชในคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท


จากเวปวิกิพีเดีย
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...